ถอดบทเรียน ‘สิงคโปร์’ ไทยหยิบอะไรมาใช้ได้บ้าง?
ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
“ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่สิงคโปร์ดีทุกอย่าง ไม่ใช่โจทย์ที่ว่าเราจะไปลอกการบ้าน แต่เป็นโจทย์การถอดรหัส ถอดบทเรียน ซึ่งคิดว่าบทเรียนของสิงคโปร์ คือ ‘ก.ไก่ และล.ลิง’ หรือ ‘กล’ 4 ตัว คือ กลัว กล้า ไกล และโกลบอล ที่เป็นหัวใจของสิงคโปร์เลย”
ดร.สันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
เรียนรู้จากชีวิต 13 ปี ในสิงคโปร์
ชีวิตของ ดร.สันติธารได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญชนิดที่เรียกว่า Twists and Turns มาหลายครั้ง และทางแยกที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งของชีวิตที่ได้บ่มเพาะและหล่อหลอมประสบการณ์ให้กลายเป็นตัวตนในวันนี้ คือ การตัดสินใจเลือกไปทำงานที่ ‘สิงคโปร์’ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา และอยู่ยาวถึง 13 ปี ก่อนกลับมาทำงานที่เมืองไทย
ดร.สันติธารเล่าว่า ตัดสินใจไปอยู่สิงคโปร์ เพราะเลือกธีมเอเชีย ซึ่งตอนนั้นเป็นยุคปี 2010 หลังเกิดวิกฤตการเงินสหรัฐฯ (Hamburger Crisis) และหลายคนมองว่า มีโอกาสที่เศรษฐกิจของโลกจะเบนเข็มไปทางโลกตะวันออก หรืออาจพูดได้ว่าเป็นยุคของการผงาดขึ้นมาของเอเชีย (Rise of Asia หรือ Asian Century)
“ถ้าเราอยากไปอยู่ในที่ๆเป็นชีพจรเศรษฐกิจมารวมกันและตรงนั้นกำลังเป็นขาขึ้นเราก็ควรจะกลับไปที่เอเชียไม่ควรอยู่ที่อเมริกาแล้วตอนนั้นเพื่อนที่จบปริญญาเอกด้วยกันหลายคนก็ไปทำงานIMF หรือWorld Bank หรืออยู่ทำงานในอเมริกาต่อผมก็สมัครงานที่นั่นแต่สุดท้ายรู้สึกว่าเราควรกลับไปเอเชียมากกว่าพอจะกลับไปเอเชียก็มีChoice ว่าจะกลับมาเมืองไทยมั้ย…แต่ก็ค้นพบว่าถ้ามาเมืองไทยจะดูตลาดไทยอย่างเดียวไม่ได้ดูตลาดเอเชียโดยเฉพาะถ้าอยู่ในภาคการเงินถ้าอยากจะเป็นRegional Hub หรือGlobal Hub จริงๆในตอนนั้นมีแค่2 ที่คือฮ่องกงหรือสิงคโปร์”
และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปอีก ดร.สันติธารก็พบว่า หากต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคก็ควรจะเลือกสิงคโปร์มากกว่าฮ่องกง เพราะในยุคนั้น ฮ่องกงจากที่เคยเป็น Global Financial Center มากๆ ก็เริ่มกลายเป็นประตูสู่จีน ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจว่า ต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจีน หรือจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียน เพราะสิงคโปร์มีความเป็นอาเซียนมากกว่า
จากวันแรกที่ตัดสินใจไปทำงานที่สิงคโปร์ ดร.สันติธารไม่คิดว่าจะอยู่ยาวมาเกินทศวรรษ แต่เพราะหลายปัจจัยทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมายจากสิงคโปร์ ที่สามารถนำมาต่อยอดเส้นทางอาชีพในประเทศไทยได้ในปัจจุบัน
ดร.สันติธารชี้ว่า จุดเด่นของสิงคโปร์คงไม่ใช่ “เสน่ห์” แต่ว่ามีความสะดวกสบายหลายอย่าง เหตุผลหลักๆ คือ เรื่องงาน โดยช่วง 9 ปีแรก ทำงานอยู่ในภาคการเงินกับสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Credit Suisse โดยสิงคโปร์ถือว่ามีโอกาสการทำงานด้านภาคการเงินค่อนข้างเยอะ เพราะธนาคารใหญ่ๆ และโอกาสตลาดใหญ่ๆ ต่างอยู่ที่สิงคโปร์ทั้งสิ้น
ส่วนแง่การใช้ชีวิต ดร.สันติธารพูดตรงๆ ว่า สิงคโปร์ไม่ใช่สถานที่สนุกมากสำหรับการอยู่ของนักเรียนหรือหนุ่มโสดสาวโสด แต่ดีมากสำหรับคนที่มีลูกเล็ก
“ถ้าเป็นช่วงที่มีลูกเล็กสิงคโปร์Perfect ดีมากเพราะว่าการศึกษาดีสะอาดปลอดภัยที่พักอยู่ใกล้ที่ทำงานสามารถวิ่งกลับมากินกลางวันกับลูกกลับมาช่วยดูลูกก็ได้แต่ข้อเสียใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์คือทุกอย่างแพงแต่คุณภาพชีวิตค่อนข้างดี”
4 กล. ถอดบทเรียนสิงคโปร์
ด้วยประสบการณ์ 13 ปี ในสิงคโปร์ ดร.สันติธารได้อธิบายแจกแจงปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์สามารถเปลี่ยนผ่านประเทศ และมักเป็นประเทศแรกที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ได้เสมอ ไม่ใช่เฉพาะในระดับท้องถิ่นแต่เป็นระดับโลกเลยทีเดียว
ดร.สันติธารบอกว่า เมื่อเข้าไปทำงานกับ Sea ทำให้ต้องดูและเข้าใจ ‘สิงคโปร์’ มากขึ้น และพยายามถอดรหัสว่า สิงคโปร์มีสูตรหรือพลังพิเศษอะไรที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้
“ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่สิงคโปร์ดีทุกอย่าง ไม่ใช่โจทย์ที่ว่าเราจะไปลอกการบ้าน แต่เป็นโจทย์การถอดรหัส ถอดบทเรียน ซึ่งคิดว่าบทเรียนของสิงคโปร์ คือ ‘ก.ไก่ และ ล.ลิง’ หรือ ‘กล’ 4 ตัว คือ กลัว กล้า ไกล และโกลบอล ที่เป็นหัวใจของสิงคโปร์เลย”
- ‘กลัว’ ตกขบวน
ดร.สันติธารบอกว่า ความกลัว คือ หนึ่งในพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสิงคโปร์ โดยในสิงคโปร์จะมีคำหนึ่งที่คาดว่ามาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน คำว่า Kiasu คือ ขี้กลัว ขี้กังวล ว่าจะตกขบวน จะตามโลกไม่ทัน จะแพ้พ่าย ซึ่งจากการที่ได้พูดคุยกับคุณ Tharman Shanmugaratham สมัยที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดี ก็ยืนยันว่า ความกลัวและกังวล คือ พลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสิงคโปร์อย่างแท้จริง
“ผมเคยถามคุณ Tharman ว่า ยูคิดว่าคิดว่าอะไรคือSecret Source ของสิงคโปร์เค้าบอกว่าSecret Source ของสิงคโปร์คือความที่กังวลตลอดเวลากังวลเกี่ยวกับอนาคตเพราะว่าเราไม่มีอะไรเลยเราไม่มีเกษตรเราไม่เหมือนเมืองไทยที่โชคดีในน้ำมีปลาในนามีข้าวแต่สิงคโปร์น้ำยังไม่มีเองเลยสิ่งที่สิงคโปร์มีอย่างเดียวคือคนสิ่งที่มีอย่างเดียวคือการที่ปรับตัวเร็วเป็นปลาไวที่ปรับตัวตามกระแสน้ำได้ตลอดเวลาถ้าเราไม่ไวเราตายต่อให้ตอนนี้เราเก่งขนาดนี้ถ้าเราพลาดไปซักปีสองปีอาจไม่มีสิงคโปร์แล้วก็ได้เพราะฉะนั้นเราต้องAlert (ตื่นตัว) ตลอดเวลานี่คือสิ่งที่คุณTharman บอก”
ดร.สันติธาร บอกว่า จากคำตอบดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่า Kiasu อยู่ในสายเลือดของชาวสิงคโปร์อย่างแท้จริง และความกลัวคือจุดเริ่มต้นให้คนสิงคโปร์ต้องตะเกียกตะกาย ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่า ความกลัวของคนสิงคโปร์ ไม่ได้แค่กลัวแพ้ แต่กลัว Irrelevance คือ กลัวว่า เขาจะไปเล่นเกมที่โลกมันเปลี่ยน ที่ไม่มีใครเล่นแล้ว กลัวตกขบวน
- ‘กล้า’ ที่จะเปลี่ยน
ดร.สันติธารอธิบายต่อว่า ปัจจัยสำคัญต่อมาคือ กล้าเปลี่ยน ซึ่งจากมุมคนภายนอกอาจคิดว่า สิงคโปร์มีการวางแผนที่ดี ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง การวางแผนพัฒนาคนให้มีทักษะจำเป็นสำหรับการทำงานในโลกอนาคต การวางแผนเรื่อง Green Finance (การเงินสีเขียว) และเรื่องดิจิทัล
“กว่าจะมาเจอสูตรที่ใช่ เขา (สิงคโปร์) ปรับตลอดเวลา Key (หลัก) คือ พอเขาลองอะไรแล้วมันไม่ Work เขาเปลี่ยน แม้แต่เรื่องที่เราคิดว่าเขาเปลี่ยนไม่ได้ก็เปลี่ยนได้ เช่น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน”
ดร.สันติธารเล่าต่อว่า เดิมที Lawrence Wong ไม่ใช่คนที่จะมาสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจาก Lee Hsien Loong แต่เนื่องจากเขามีบทบาทโดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะช่วง Covid และสามารถแก้ปัญหาได้ดีมาก สิงคโปร์จึงตัดสินใจปรับแผนผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
“ขนาดผู้นำยังเปลี่ยนเลย เค้ามีการปรับ ดูข้อมูล และเป็น Data Driven ค่อยข้างเยอะ กล้าเปลี่ยน กล้าปรับ”
- มอง ‘ไกล’
ปัจจัยสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับสิงคโปร์มาตลอด คือ การมอง ‘ไกล’ หรือมองทะลุไปอนาคต ไม่ได้มองเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่สิงคโปร์มักจะมองข้ามช็อต จึงสามารถสร้างโอกาสใหม่ได้เสมอ แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตหนักหน่วงก็ตาม อย่างเช่น การแก้ปัญหาการระบาดของ Covid
“จริงๆแล้วปีแรกไทยรับมือCovid ได้ดีกว่าสิงคโปร์ไทยมี อสม. (อาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ช่วยกดเคสลงไปต่ำและช่วงนั้นสิงคโปร์เจอปัญหาหนักมากหอพักคนงานต่างชาติติดเชื้อกันเละเทะไปหมดระบาดค่อนข้างเยอะมากและดูจะแย่แต่สุดท้ายก็ลดลงมาได้”
ดร.สันติธารอธิบายว่า แม้ในยกแรกของศึก Covid ไทยจะชนะสิงคโปร์ แต่ด้วยการมอง ‘ไกล’ ของนายกรัฐมนตรี Lee Hsien Loong ทำให้สิงคโปร์พลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้นมาได้สำเร็จ โดยผู้นำสิงคโปร์มองว่า ศึก Covid ไม่ใช่ยกเดียวจบ แต่มีหลายยก จะมีการติดเชื้อหลาย Wave มียอดพุ่งขึ้นลงตลอดเวลา หนทางเดียวที่จะรับมือได้อยู่หมัด คือ ต้องมีวัคซีน “ตอนนั้นคนยังไม่ค่อยพูดเรื่องวัคซีนสิงคโปร์บอกว่าเค้าจะไปหาวัคซีนมาให้ได้และนั่นคือจุดที่สิงคโปร์ดึงทุกทางใช้Temasek ใช้สารพัดดึงวัคซีนมาเพื่อให้สิงคโปร์มีความมั่นคงด้านวัคซีนและปีต่อมาปรากฏว่าเป็นเกมของวัคซีนจริงๆใครมีวัคซีนคนนั้นได้เปรียบ”
ดร.สันติธาร ชี้ว่า สิงคโปร์มองทะลุช็อตไม่ใช่เฉพาะตอน Covid แต่ยังมองทะลุในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ดิจิทัล ที่มีการสร้าง Digital Economy และ Startup Economy ได้สำเร็จ
“ตอนที่สิงคโปร์บอกว่าจะทำStartup Ecosystem หลายคนหัวเราะรวมทั้งผมเองด้วยเพราะว่าคนสิงคโปร์ชอบเป็นพนักงานชอบทำงานภาครัฐคนเก่งๆชอบทำงานภาครัฐถ้าไม่ทำภาครัฐก็จะทำCorporate จะไม่เป็นEntrepreneur เพราะไม่ชอบออกมาทำเสี่ยงมาทำธุรกิจไม่ใช่แนวสิงคโปร์เลยเราก็เลยบอกว่าคุณจะทำStartup คุณจะเอาคนที่เป็นEntrepreneur ที่Take Risk แบบนี้จากไหนไม่มีทาง”
แม้อาจไม่มีคนในที่มีศักยภาพเหมาะสม แต่สิงคโปร์ก็ไม่ยอมพับแผน แต่ตัดสินใจเดินหน้าด้วยการดึงคนนอก คือ Startup จากทั่วโลก รวมถึงกองทุนใหญ่ๆ VC (Venture Capital) Funder และ Curator พี่เลี้ยงเก่งๆ มาสร้างคน ขณะที่มหาวิทยาลัยก็พัฒนาหลักสูตรและคอร์สต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพคนเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ Startup รุ่นแรกๆ ของสิงคโปร์ไม่ใช่คนสิงคโปร์ แต่เป็นคนต่างชาติที่มาทำธุรกิจ Startup ในสิงคโปร์
“นี่คือตัวอย่างที่เค้ามองข้ามช็อตว่าต่อไปจะเป็น Digital Economy”
- ‘โกลบอล’ ตัวจริง
ดร.สันติธารพูดถึงอีกปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสิงคโปร์ ว่าคือความเป็น ‘โกลบอล’ (Global) ซึ่งมาจากการเปลี่ยน ‘ข้อเสีย’ ให้เป็น ‘จุดแข็ง’
“ข้อเสียของเค้าคือเค้าเล็กมากไม่มีตลาดของตัวเองเลยไม่มีธุรกิจที่จะอยู่รอดได้ถ้าอยู่แต่ในสิงคโปร์เพราะฉะนั้นเค้าต้องคิดGlobal ตั้งแต่Day 1 ทุกอย่างว่าจะทำยังไงให้มีธุรกิจออกไปทั่วโลกได้ในขณะเดียวกันก็ดึงทั่วโลกมาอยู่ที่นี่(สิงคโปร์)”
ดร.สันติธาร เล่าว่า Ho Kwon Ping ผู้ก่อตั้งโรงแรม Banyan Tree เขียนหนังสือเรื่อง ‘The Ocean in A Drop’ โดยพูดถึงสิงคโปร์ว่า ต้องเป็น Global ต้องเป็น Ocean in a Drop คือ เหมือนน้ำจากทั่วโลกที่มารวมอยู่ในหยดน้ำเดียว หรือหมายความว่า การดึงข้อดีจากทั่วโลกมาอยู่ในสิงคโปร์ และสิงคโปร์ก็ต้องส่งคนออกไปทั่วโลกด้วย
“ผมว่าคำนี้เป็นคำที่ดีมากและคิดว่านี่คือMentality ของเค้า(สิงคโปร์) ในหลายๆเรื่องเค้าดูก่อนเลยว่าทำยังไงสิงคโปร์จึงไปเป็นศูนย์กลางเวลาเราพูดว่าHub จริงๆเมืองไทยเราก็พูดเยอะHub เราต้องเริ่มจากดูข้างนอกว่าTrend เค้าไปทางไหนจึงจะไปเป็นHub ของเค้าไม่ได้เริ่มจากการตั้งStandard ของตัวเองถ้าเราไปตั้งStandard ว่าเราอยากจะเป็นอย่างงี้อย่างงี้นี่คือเราInward Looking แล้ว(การมองจากข้างใน) คนที่จะเป็นHub ได้จริงๆต้องOutward Looking ดูว่าโลกเค้ากำลังไปทางไหนStandard อะไรที่กำลังเป็นสิ่งที่ต้องการแล้วเราจะAdd Value (เพิ่มคุณค่า) ตรงนั้นได้อย่างไรเป็นจุดสำคัญจุดยุทธศาสตร์ตรงนั้นได้อย่างไรตรงนี้คือการวางตัวซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เค้า(สิงคโปร์) ทำตลอด”
------------------------------
“Hub ต้องดูจากเทรนด์ข้างนอก ไม่ใช่ตั้งตามมาตรฐานตัวเอง”
------------------------------
ดร.สันติธารย้ำด้วยว่า 4 ประเด็นสำคัญ คือ กลัว กล้า ไกล และโกลบอล มีความเชื่อมโยงกัน และทำให้สิงคโปร์มายืนอยู่แถวหน้าของโลกได้
‘มนุษย์’ ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของสิงคโปร์
ดร.สันติธาร ระบุชัดว่า ‘คน’ คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของสิงคโปร์ และสิงคโปร์บรรจุเรื่อง ‘คน’ อยู่ในทุกอย่างและทุกนโยบายที่สิงคโปร์ดำเนินการ โดย ดร.สันติธาร ได้แจกแจงให้เห็นภาพชัดผ่าน 3 ด้านหลัก คือ 1. การศึกษาขั้น 2. การดึงดูด Talent จากต่างประเทศ และ 3. การ Reskill และ Upskill
“การศึกษาประถมมัธยมทั้งโลกรู้ว่าสิงคโปร์เรียนเก่งคะแนนสุดยอดPISA ทุกอย่างScore Top และความKiasu (กลัว) ที่ว่าก็อยู่ตรงนี้ด้วยลงไปถึงพ่อแม่ด้วยขึ้นชื่อว่าพ่อแม่สิงคโปร์กวดขันนักเรียนและลูกมหาศาลมาเต็มที่มากเครียดมากเรามองจากข้างนอกเค้าคือสุดยอด”
อย่างไรก็ตาม ภายในสิงคโปร์เอง คนก็ตั้งคำถามว่า ระบบการศึกษาดีจริงหรือเปล่า? โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนสิงคโปร์ตั้งคำถามว่า ‘เครียดไปมั้ย’ ปัญหาสุขภาวะทางจิต มีการครอบเด็กมากเกินไปหรือไม่?
“(ในระบบการศึกษา) การมองว่าคุณต้องเป็นปลาเท่านั้นในขณะที่บางคนบอกว่าจริงๆเค้าเป็นลิงเค้าอยากปีนต้นไม้จะจับให้เค้าเป็นปลาทำไมตอนเรียนมีระบบStreaming คล้ายๆเลือกสายแต่ไม่ถึงขนาดสายวิทย์สายศิลป์แต่จะชี้ว่าใครจะไปเรียนมหาวิทยาลัยใครจะไปเรียนPolytechnic เป็นสายวิชาชีพจะมีการแบ่งคะแนนเลยและจะแบ่งค่อนข้างเร็วถ้าจำไม่ผิดจะแบ่งตั้งแต่ ม.ต้นเพราะฉะนั้นแบ่งสายแล้วแบ่งเลยรู้ตัวเร็วมากจึงลากความเครียดมาระดับประถมเพราะถ้าระดับประถมคะแนนไม่ดีคุณไม่อยากไปสายวิชาชีพคุณไปอันนี้แล้วไปอันนี้ไม่ได้แล้วนะแต่เขายกเลิกอันนี้มาหลายปีแล้วเหมือนกัน”
ตอนนี้ สิงคโปร์มีการทดลองระบบการเรียนแบบใหม่ ต้องการให้นักเรียนมีอิสระมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคะแนนน้อยลง มีการปรับเปลี่ยนมากขึ้น
ด้านที่ 2 คือ การดึงดูด Talent คนมีความสามารถจากนอกประเทศ หากสิงคโปร์ขาดแคลนหรือไม่มีบุคลากรด้านไหนก็จะใช้วิธีดึงดูดคนที่มีความสามารถจากต่างประเทศ
“อันนี้อยู่ในDNA จะทำอะไรก็ได้เพื่อดึงดูดTalent เข้ามาให้ได้ยกตัวอย่างเช่นสิงคโปร์เป็นเจ้าแรกในอาเซียนที่ประกาศVirtual Banking ซึ่งมีCriteria มากมายและมีบางCriteria ที่คนไม่รู้… สิงคโปร์จะพูดเลยว่าคุณจะสร้างTalent เรื่องFintech ให้กับVirtual Bank ยังไงถ้าคุณได้License (ใบอนุญาต) อันนี้คือสิ่งที่เค้าถามทุกคนคุณจะสร้างAI Specialist ด้านAI กี่คนด้านFinance คุณจะสร้างResearch Center มั้ยคุณจะพัฒนาคนกี่คนที่เป็นสายนี้”
ดร.สันติธารอธิบายว่า สิงคโปร์ใส่เรื่องการสร้างคนในทุกมิติ หากจะรับใบอนุญาตจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ โดยเฉพาะเรื่องคน “ถ้าไม่มีเรื่องคน ก็ไม่ผ่าน”
ดร.สันติธารบอกต่อว่า “ผมชอบเปรียบเทียบกับแม่เหล็กคือผมว่าคนเก่งมันดึงดูดคนเก่งคือดึงดูดกันเหมือนแม่เหล็กคนเก่งเวลาอยู่กับคนธรรมดาที่ไม่ใช่แม่เหล็กถ้าแม่เหล็กถูเหล็กไปเรื่อยๆมันจะกลายเป็นแม่เหล็กไปด้วยได้เรียนรู้จากคนเก่ง”
สำหรับด้านที่ 3 ที่เชื่อมโยงกับ ‘คน’ เช่นกัน คือ การ Reskill และ Upskill ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของสิงคโปร์
“ประธานาธิบดีสิงคโปร์คนปัจจุบันซึ่งอดีตเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีเป็นคนเริ่มต้นเป็นประธานทำโครงการSkillsFuture Singapore มีโจทย์ง่ายๆว่าโลกกำลังเปลี่ยนเร็วเราจะเปลี่ยนทักษะแรงงานจากอุตสาหกรรมเก่าเศรษฐกิจเก่าเป็นเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไรในปริมาณมากเพราะว่ามันเปลี่ยนเร็วเหลือเกินซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเจอตอนนี้ตรงๆเลยด้วยอันนี้สิงคโปร์เริ่มทำเกิน10 กว่าปีแล้ว”
ดร.สันติธารอธิบายว่า โครงการ SkillsFuture Singapore คือ การให้เงินรายปีแก่ชาวสิงคโปร์ในลักษณะคล้ายกับคูปองดิจิทัล โดยจะต้องไปใช้สิทธิ์ภายในปีนั้นๆ เพื่อเรียนรู้ทักษะใดก็ได้ ถ้าใช้ไม่หมดภายในปี ก็จะหมดอายุไป
“หากวิเคราะห์ดีๆ SkillsFuture ไม่ใช่นโยบาย มันคือ Movement มันคือการสร้างการตื่นตัว ทำให้ทุกคนเข้าใจว่า สิ่งที่คุณเรียนมา มันใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าคุณจะซีเนียร์แค่ไหน คุณต้องกลับไปเรียนใหม่ คุณต้อง Unlearn และกลับไป Relearn ซึ่ง Movement นี้ใช้คนที่เป็นรองนายกฯ เศรษฐกิจ ที่คน Respect เป็นประธานและขับเคลื่อน”
นอกจากนี้ สิงคโปร์มีการสร้างความตื่นตัว ด้วยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะคน
ทำไม? สิงคโปร์เกิด Corruption ‘ต่ำ’
ดร.สันติธาร กล่าวว่า สิงคโปร์แทบจะไม่มีกรณี Corruption ในรัฐบาลเลย และเมื่อเกิดขึ้นครั้งหนึ่งก็กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก เช่น เมื่อปี 2024 S.Iswaran รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมถูกตัดสินจำคุก 1 ปี หลังจากเขายอมรับว่า ได้รับของขวัญจากเอกชนโดยผิดกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นคดีอาชญากรรมในระดับรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นน้อยมากในสิงคโปร์ และเขาเป็นรัฐมนตรีคนแรกในรอบเกือบ 50 ปี ที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดและต้องโทษจำคุก
“ผมเชื่อว่าหลายคนถ้าไปดูปริมาณที่เค้ารับมาจะรู้สึกว่าแค่นี้เองเหรอเคสนี้ถ้าจะเงียบไปก็เงียบได้ไม่มีใครรู้เรื่องเลยแต่ว่าเคสที่เป็นปลาใหญ่ขนาดนี้เป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งที่อยู่มานานในเคสที่ดูระดับInternational Standard ไม่ได้ดูเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเขาจับให้เป็นเรื่องใหญ่และจับคนนี้เข้าคุกปลดจากตำแหน่งและต้องเข้าคุกด้วยแสดงให้เห็นว่าเฮี้ยบขนาดไหนจริงจังมาก”
เรื่องนี้ทำให้ ดร.สันติธารนึกถึงสมัยเรียนที่มีคำภาษาอังกฤษว่า เรื่อง Corruption บางทีต้อง Fry the big fish คือ ต้องทอดปลาตัวใหญ่ หรือเปรียบได้กับสำนวนไทยที่ว่า เชือดไก่ให้ลิงดู
ขณะเดียวกัน สิงคโปร์มีกฎหมายที่เข้มงวดมาก ดูได้จากตัวอย่างที่ว่า ไม่ว่าคนจะมีตำแหน่งใหญ่แค่ไหนก็ใช้กฎหมายลงโทษได้
“ผมว่าอันนี้เป็นตัวสำคัญบางทีเวลาคุยเรื่องนี้คนจะชอบพูดว่ามันเป็นนิสัยคนกับวัฒนธรรมของคนเช่นคนสิงคโปร์มีวินัยมีระเบียบคนไทยไม่มีวินัยอะไรต่างๆมันยากผมไม่ค่อยแน่ใจว่ามันเป็นเรื่องวัฒนธรรมวินัยนิสัยหรือเปล่าเพราะว่าคนไทยคนอินโดนีเซียหรือคนอะไรต่างๆที่บอกว่าไม่มีวินัยเวลาไปอยู่สิงคโปร์ก็ต้องมีวินัยในขณะเดียวกันคนสิงคโปร์ไปอยู่นอกประเทศนานๆก็เริ่มวินัยเสียเหมือนกันถ้าเป็นอะไรที่มันอยู่ในDNA ขนาดนั้นมันก็ไม่เปลี่ยนหรอกแสดงว่าInstitution หรือกฎความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายตรงนั้นมีความสำคัญ”
ดังนั้น ดร.สันติธารกล่าวว่า หากมองในแง่ดี แสดงว่าเปลี่ยนได้ เป็นสิ่งที่สร้างได้ ไม่ใช่ Nature (ธรรมชาติ) แต่เป็น Nurture หรือ สิ่งที่สร้างขึ้นมาได้
[Next] ‘ไทย’ ต้องมี Growth Mindset
หลายคนมองตรงกันว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีดีโดดเด่นหลายด้าน ทั้งในเชิงนโยบาย สถาบัน และผู้คน และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย คนก็มักจะบอกว่า สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก มีประชากรน้อย ทำให้สามารถบริหารจัดการได้ ดังนั้นจึงนำมาสู่คำถามที่ว่า จะสามารถนำบทเรียนจากสิงคโปร์มาปรับใช้กับ ‘ไทย’ ได้มากน้อยแค่ไหน และนำมาปฏิบัติจริงได้หรือไม่?
ดร.สันติธารยกเคสของประเทศจีนที่มาเรียนรู้จากสิงคโปร์ และสามารถนำไปปรับใช้กับประเทศที่มีประชากรมากระดับพันล้านคนได้สำเร็จ ซึ่งจีนตั้งเป้าหมายไว้สูง โดยระบุว่า จะเลียนแบบสิงคโปร์ แต่จะไปให้ไกลกว่า ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องของขนาด แต่เป็นเรื่องของการถอดบทเรียนมากกว่า
“เราไม่ได้บอกให้ลอกการบ้านเราบอกให้ถอดบทเรียนถอดรหัสและนำมาปรับใช้กับตัวเอง”
ดร.สันติธารมองว่า บางคนอาจบอกว่า สิงคโปร์เล็กจึงทำได้ แต่พอไปดูจีน ซึ่งใหญ่แต่ก็ทำได้เหมือนกัน ดังนั้น หากคนพูดแบบนี้ ถือ Fixed Mindset คือ ฉันเป็นแบบนี้ ฉันเปลี่ยนไม่ได้
“ดังนั้นอันดับแรกคือต้องเปิดก่อนต้องมีGrowth Mindset ก่อนสิ่งที่เค้ามีเรามีได้คือกลัวกล้าไกลและโกลบอลไม่มีอันไหนเลยที่เมืองไทยทำไม่ได้ในVersion ของเราเอง”
ดร.สันติธารมองว่า ในแง่ของการ ‘กลัว’ ไทยต้องกลัวให้มากขึ้น ซึ่งปีนี้ (2024) สัมผัสได้ว่าคนเริ่มกลัวมากขึ้น เพราะสถานการณ์หลายๆ อย่างที่เป็นจุดแข็งของไทยเริ่ม Flip (พลิกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว) เช่น ประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มที่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะกระทบอุตสาหกรรมหลักอย่างท่องเที่ยวและเกษตรอย่างมาก
“ของที่เคยเป็นจุดแข็งของเราเริ่มกลายเป็น‘จุดอ่อน’ เพราะฉะนั้นเราควรจะกลัวมากขึ้นเราจะต้องเปลี่ยนจากMindset ที่เรียกว่าเป็นChampion Mindset หรือเราสบายอยู่แล้วยังไงเข็มขัดก็อยู่ที่เอวเราเป็นChallenger Mindset มากขึ้นว่าถ้าเราจะชิงทวงตำแหน่งเรากลับมาเราจะทำยังไงและเดินหน้าและคอยจับคลื่นเหมือนสิงคโปร์ผมคิดว่าเราทำได้”
------------------------------
“เราจะต้องเปลี่ยนจาก Champion Mindset หรือเราสบายอยู่แล้ว ยังไงเข็มขัดก็อยู่ที่เอวเรา เป็น Challenger Mindset มากขึ้นว่า ถ้าเราจะชิงทวงตำแหน่งเรากลับมา เราจะทำยังไง”
------------------------------
ประเด็นต่อมาคือ ‘ไทย’ ต้องกล้าเปลี่ยน โดย ดร.สันติธารอธิบายว่า จะต้องกล้าเปลี่ยนเมื่อไปผิดทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศสามารถทำได้ ไม่ใช่เฉพาะสิงคโปร์เท่านั้น
“แค่เราเก็บข้อมูลคอยเช็กและอัปเดตบ่อยๆแทนที่จะวางแผนอะไรทีละ5 ปีและมีตัวชี้วัดไม่ชัดเจนการประเมินเก็บบ้างไม่เก็บบ้างเราต้องทำCycle ให้ถี่ขึ้นเรามานั่งดูเลยว่ามันไปถูกทางหรือเปล่าหรือโลกมันเปลี่ยนหรือเปล่าเราอัปเดตแผนอะไรไม่ใช่เราพับเก็บประเทศไทยเรามีCulture นิดนึงตรงที่ว่าอะไรไม่Work เราก็ให้มันทำต่อไปให้อยู่ไปเรื่อยๆจึงมีZombie เยอะบางทีบริษัทในSector ที่ไม่Work เราก็ไม่ทำอะไรกับมันโครงการอะไรไม่Work ก็เป็นโครงการZombie กฎหมายอะไรเก่าไปก็ยังเป็นกฎหมายZombie เพราะมันยังอยู่ไปเรื่อยๆ”
ดร.สันติธารแนะนำว่า ไทยจะต้องกล้าเปลี่ยนสิ่งที่เห็นว่าเดินไปผิดทางจะต้องรู้จัก ‘How to ทิ้ง’
ประเด็นที่ 3 คือ ‘ไทย’ ต้องมองให้ไกล ซึ่ง ดร.สันติธาร มองว่า ไทยสามารถทำได้ โดยสามารถตั้งสภา Future Economy แบบสิงคโปร์ก็ได้ เพื่อให้คนมาร่วมกันคิดและมองอนาคต เพื่อถอดรหัสว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรได้อย่างในอนาคต
“ในช่วงที่ผมเขียนหนังสือTwists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุมผมทำให้หลายองค์กรคือช่วยคิดFuture Scan ว่ามีอะไรบ้างในการเปลี่ยนแปลงอนาคตและเราต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อมองไปข้างหน้าซึ่งจริงๆเราทำได้”
สำหรับประเด็นสุดท้ายคือ ‘ไทย’ ต้องไปสู่โกลบอล ดร.สันติธาร เห็นว่า ไทยมีความได้เปรียบในเรื่องนี้มาก เพราะเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ และคนอยากมาอยู่เมืองไทยอยู่แล้ว
“สิงคโปร์ต้องพยายามมากเพื่อดึงคนให้มาอยู่กับเค้าได้…ประเทศไทยมีเสน่ห์โดยNature ที่คนชอบมาอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้วอย่างแรกคือ1. ชอบมาเที่ยว2. ชอบมาLong Stay และ3. เริ่มชอบเข้ามาทำงานมากขึ้นทำงานโดยอาจเป็นNomad ทำงานชั่วคราวหรือเป็นCorporate Nomad คือเป็นผู้บริหารทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ฮ่องกงหรือจีนแต่ขอมาVacation ซักเดือนอยู่เมืองไทยและทำงานจากที่นี่”
ดร.สันติธาร ระบุว่า หากดึงให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนมาเป็น Permanent มาทำงานแบบอยู่ยาวได้จะกลายเป็นโอกาสมหาศาลของประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็น Talent Hub ได้เลยทีเดียว
‘ไทย’ จะดึง Talent เข้าประเทศได้อย่างไร?
ในฐานะคนไทยที่เคยเรียนและทำงานในต่างประเทศก่อนตัดสินใจกลับมาเมืองไทย ดร.สันติธารแนะนำแนวทางการดึง Talent มาไทยว่า สิ่งสำคัญคือต้องดึง Global Activity ต้องดึงบริษัทระดับ Regional Global ให้เข้ามา Activity ในระดับ Regional Global ด้วย
“เราอาจจะมีบริษัทRegional กับGlobal แต่เค้าจะทำเฉพาะไทยเราต้องให้เค้าทำกิจกรรมที่นี่ให้เป็นRegional ด้วยทำให้ไทยเป็นHub จริงๆเป็นRegional Office หรือHead Office ที่นี่เลยซึ่งการจะทำยังไงนั้นเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องยาวแต่ว่าเราคงต้องไปดูแกะจริงๆว่ามันมีอะไรบ้างที่เป็นจุดติดเราต้องไปคุยจริงๆว่าถ้าจะย้ายออฟฟิศเหล่านี้มาที่นี่จะต้องทำอะไรเราจะต้องดูว่าเป็นเรื่องภาษีหรือเปล่าเป็นเรื่องเงินไหลเข้าไหลออกการทำธุรกรรมข้ามประเทศเปลี่ยนค่าเงินต่างๆยังยากหรือเปล่าเป็นเรื่องของกฎกติกาหรือเปล่าซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นประเด็นเยอะแค่ง่ายๆเลยว่าเรื่องวีซ่าทำงานต่างๆไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรือคิดไม่ครบเช่นตัวTalent มาได้แต่ภรรยามายากหรือตัวTalent มาได้แต่ตัวลูกน้องมายากซึ่งมีประเด็นเหล่านี้จึงต้องทำความเข้าใจCustomer Pain Points ให้ดี”
ขณะเดียวกัน ไทยต้องตั้งใจร่างนโยบายเพื่อส่งเสริมให้บริษัทตั้งออฟฟิศระดับ Regional Global ในประเทศไทย
ดร.สันติธารได้หยิบยกอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันมีองค์กรต่างชาติที่มาทำกิจกรรมระดับ Global ในไทยอยู่บ้างแล้ว แต่ทำผิดประเภท คือ ทำธุรกิจในโลกสีเทา โดยใช้เมืองไทยเป็น Regional Operation เช่น Call Center ผิดกฎหมายต่างๆ
“เราต้องเปลี่ยนเราไม่อยากเป็นHub สีเทาเราอยากเป็นHub สีขาวเพราะฉะนั้นกฎกติกาเป็นเรื่องสำคัญผมว่ากฎสำหรับคนดีไม่ต้องมีเยอะแต่ต้องบังคับใช้เข้มงวดปัจจุบันอาจเป็นโลกที่กฎเยอะไปหมดแต่Enforce แทบไม่ได้เลยจึงดึงดูดคนเทาๆเข้ามาเพราะคนเทาๆก็จะหลบไปหลบมาได้ในขณะที่คนที่อยากทำอะไรที่ถูกต้องยากเหลือเกินเพราะฉะนั้นเราต้องพยายามดึงดูดให้กลับมาอยู่ในแสงสว่างให้ได้”
------------------------------
“ผมว่ากฎสำหรับคนดีไม่ต้องมีเยอะ แต่ต้องบังคับใช้เข้มงวด”
------------------------------
ต้องแก้ยังไง? คนรุ่นใหม่อยากย้ายประเทศ
ดร.สันติธาร หยิบยกข้อมูลที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ได้ศึกษาผลสำรวจพบว่า คนต่างชาติต้องการย้ายมาอยู่หรือมาทำงานในเมืองไทย แต่คนไทยอยากออก และโดยส่วนตัวคิดว่าจะมีแนวโน้มมากขึ้นในอนาคต แม้ว่าอาจจะแตกต่างจากยุคแรกๆ ที่เริ่มเห็นว่าคนอยากทิ้งประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นเกิดจากประเด็นด้านการเมืองและสังคม
“ผมว่าตัวขับเคลื่อนจริงๆทำให้คนอยากย้ายประเทศคือเศรษฐกิจและโอกาสเพราะว่าปัจจุบันบริบทของโลกคือกำลังขาดแคลนTalent เหมือนกันและสังคมสูงวัยประเทศรวยๆอเมริกายุโรปญี่ปุ่นฮ่องกงหรือสิงคโปร์ก็มีภาวะนี้หมดแต่เค้ารวยกว่าเรา(ไทย) เยอะมากเพราะฉะนั้นเค้าสามารถจ่ายเงินเดือนให้กับTalent แพงกว่าที่เราจ่ายได้มากเลยดังนั้นคนเก่งของเราถ้าให้เลือกทำงานที่นี่หรืออยู่ที่โน่นทำงานข้างนอกหรือรับเงินเดือนต่างประเทศมันดีกว่าเยอะมากโดยเฉพาะถ้าต้องเลี้ยงครอบครัวแปลว่าCost ของเราเป็นCost เมืองไทยต้นทุนเป็นไทยเมื่อเทียบกับนานาชาติถือว่าถูกมากแต่ว่ารับรายได้ต่างประเทศถ้ามองในมุมของTrade นี่คือArbitrage คือดีที่สุดแล้วคือรับสูงจ่ายต่ำMargin เพียบเลยเพราะฉะนั้นมันMake Sense”
จากสถานการณ์ดังกล่าว ดร.สันติธาร มองว่า การจะปิดกั้น หรือบอกไม่ให้คนไทยออกไปต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยาก และท้ายที่สุดแล้ว ไทยจะต้องเป็นโกลบอลมากขึ้นใน 2 มิติ ได้แก่ คนไทยออกนอกประเทศ และดึง Talent จากต่างประเทศมาไทย
สำหรับมิติแรก คนในประเทศอาจออกไปข้างนอกเยอะขึ้นจริง เพื่อไปหาโอกาสข้างนอก แต่สิ่งสำคัญที่ ดร.สันติธารฝากให้คิด คือ คนเหล่านั้นออกไปด้วยความรู้สึกอย่างไร
“เขาออกไปด้วยความรู้สึกว่าหมดหวังแค้นท้อแท้เบื่อหรือเขาออกไปเพราะเข้าใจว่าเขาออกไปหาความรู้ประสบการณ์และโอกาสข้างนอกเพื่อวันนึงจะกลับมาประเทศไทยหรืออยากจะContribute ให้ประเทศแม้ว่าตัวเองจะอยู่ข้างนอก…ผมว่าผมเป็นแบบหลังแบบที่ออกไปแล้วก็ยังรู้สึกตลอดเวลาว่าเราทำอะไรให้ประเทศได้บ้างอยากจะช่วยและสุดท้ายก็กลับมา”
ดร.สันติธาร เล่าต่อถึงการเขียนหนังสือถ่ายประสบการณ์เป็นภาษาไทยของตัวเองว่า มักมีคนถามประจำว่า ทำไมไม่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะตลาดหนังสือภาษาอังกฤษใหญ่กว่าเยอะ ซึ่ง ดร.สันติธาร ตอบว่า เขียนภาษาไทยเพราะอยากให้คนไทยอ่าน
“ผมเรียนรู้โลกมาและเขียนเป็นภาษาไทยเพราะอยากให้คนไทยได้อ่าน…ผมรู้สึกว่าผมไม่อยู่ในประเทศอย่างน้อยผมจะได้Contribute อะไรให้กับประเทศบ้าง…ผมว่าถ้าคนไทยออกไปนอกประเทศด้วยMentality แบบนี้ผมคิดว่าเราไม่ได้เสียผมว่าดีกว่าด้วยซ้ำถ้าเค้าอยู่ในประเทศและเค้าBurn Out แล้วเค้าหมดไฟอันนี้เราเสียทรัพยากรของจริงเลย”
ดร.สันติธารย้ำว่า ไทยต้อง Go Global ต้องไป Global และเอา Global Opportunity นำความรู้ ทรัพยากร ความสำเร็จ และเงินมาพัฒนาประเทศ และในขณะเดียวกัน ก็ต้องดึงคนรุ่นใหม่ไปนอกประเทศด้วย
“ผมมีคำพูดบอกว่าไปสู่โลกแต่อย่าลืมเมืองไทยอย่าลืมกลับมาช่วยเสมอ”
ส่วนโกลบอลมิติที่ 2 คือ การดึงคนนอกที่มีความสามารถเข้าประเทศมาเต็มที่ เหมือนกับมีการพูดถึง The Ocean in a Drop ของสิงคโปร์ ดังนั้น ต้องดึงดูดให้องค์กรระดับ Global เข้ามาทำกิจกรรมในเมืองไทยให้เยอะที่สุด
“เรากำลังขาดแคลนคนขาดแคลนTalent ประชากรวัยทำงานจะลดลงเรื่อยๆเพราะฉะนั้นเราก็ต้องImport เข้ามาโชคดีเรามีเสน่ห์ที่คนอยากมาอยู่เราต้องดึงอันนี้เข้ามาเมื่อมีต่างชาติมาทำActivity สมมติมีFund ต่างๆมาลงทุนที่นี่มาตั้งกองทุนมาตั้งสำนักงานใหญ่ที่นี่กองทุนพวกนี้ก็จะเป็นใบเบิกทางดึงคนไทยให้ออกไปGlobal ได้ทำให้บริษัทไทยGo Global ได้จากนั้นก็จะมีการเข้ามาตั้งสำนักงานในเมืองไทยและจ้างคนต่างชาติให้มาทำงานที่เมืองไทยจะเห็นว่ากลายเป็นTwo-way Flow ระหว่างไทยและGlobal”
นับ 1 ประเทศไทยสู่ระดับโลก
ดร.สันติธาร แนะนำว่า หากต้องการนับ 1 ประเทศไทยสู่ระดับโลก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ผู้บริหารต้องมี Growth Mindset
“ถ้าบอกว่าเราดีอยู่แล้วในน้ำมีปลาในนามีข้าวเราอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทุกคนมาหาเราเรามีดีตั้งเยอะไปดูคนอื่นไปเรียนรู้คนอื่นทำไมอันนี้คือFixed Mindset แบบคิดว่าตัวเองดีกว่าความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งของFixed Mindset ก็จะคิดว่าเราทำไม่ได้หรอกสิงคโปร์ทำได้เพราะมีวินัยเก่งจีนทำได้เพราะมีอันนู้นอันนี้เราไม่มีเลยเราแค่นี้ยังไม่ได้เลยจะทำอย่างนั้นได้ยังไงนี่คือFixed Mindset แบบกดตัวเองเกินไป”
ดร.สันติธาร ย้ำว่า ประเทศไทยทำได้ คนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใคร ถ้ามีกฎกติกาที่สนับสนุนในระดับ Global จริงๆ และดี
------------------------------
“ไทยเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่ดินที่ปลูกยังไม่ดี เพราะฉะนั้น อันดับแรกคือ มี Growth Mindset คือไม่ได้มองว่าตัวเองดีเกินไป หรือแย่เกินไป แต่สามารถเปลี่ยนได้ และเรียนรู้ได้”
------------------------------
“ไทยเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีแต่ดินที่ปลูกยังไม่ดีเพราะฉะนั้นอันดับแรกคือมีGrowth Mindset คือไม่ได้มองว่าตัวเองดีเกินไปหรือแย่เกินไปแต่สามารถเปลี่ยนได้และเรียนรู้ได้สิ่งแรกที่ต้องทำคือปรับMindset ตรงนี้ก่อนจะได้ตื่นขึ้นและหันไปดูจริงๆว่าGlobal มีอะไรที่เราจะสามารถเรียนรู้และเชื่อมกับโลกได้บ้าง”
https://youtu.be/gqUCy8dumco?si=ZCCg-qgDQVaX_m0X