ถนนสายไม้บางโพ เสน่ห์ชุมชนเก่าแก่ ท่ามกลางทำเลทองคอนโดฯ
ผู้เขียน : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่
ย้ายมาอาศัยอยู่ในย่าน “บางโพ-เตาปูน” ได้ประมาณหนึ่งปี เนื่องด้วยไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก และอยู่ท่ามกลางระบบขนส่งทางรางถึงสามสาย ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน (สถานีเตาปูนและบางโพ), สายสีม่วง (สถานีเตาปูน) และสายสีแดงอ่อน (สถานีบางซ่อน) ใกล้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แถมบรรยากาศดีติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีทั้งห้างสรรพสินค้า ตลาด คาเฟ่ แหล่งของกินพร้อม ปัจจุบันย่านนี้จึงเป็นศูนย์รวมของคอนโดมิเนียมแทบจะทุกแบรนด์
ท่ามกลางเมืองที่กำลังพัฒนาและคอนโดฯ ตึกสูงที่ทยอยปักหมุด ย่านบางโพ-เตาปูน ยังคงเสน่ห์รวมถึงกลิ่นอายของชุมชนเอาไว้ได้อย่างน่าหลงใหล ที่น่าค้นหาที่สุดเห็นจะเป็น “ถนนสายไม้” หรือ “ซอยประชานฤมิตร” แหล่งรวมร้านค้าไม้ราว 200 ร้าน
ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ประตู หน้าต่าง งานหัตถกรรม งานฉลุลาย แกะสลัก ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างวัสดุทดแทนไม้ ร้านทำเบาะ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านต่าง ๆ นับเป็นชุมชนแห่งงานฝีมือที่ปรับตัวท่ามกลางทำเลทองยอดฮิตแห่งใหม่ในการอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว
สู่ชานเมือง กำเนิดถนนสายไม้บางโพ
ถนนสายไม้บางโพ หรือซอยประชานฤมิตร มีชื่อเดิมว่า “ซอยร่วมสุข” เป็นซอยขนาดกว้าง 8 เมตร มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 และถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี เช่นเดียวกับซอยไสวสุวรรณ (กรุงเทพฯ-นนทบุรี 13) ซึ่งเป็นแหล่งขายไม้เหมือนกันและสามารถทะลุถึงกันได้
“นายภูริสิทธิ์ สิริวโรธากุล” ประธานชุมชนประชานฤมิตร และทายาทรุ่น 2 ร้าน “สิริวโร” เล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2500 สมัยรัฐบาล “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” เห็นว่าในตัวเมืองกรุงเทพมหานครเริ่มคับแคบและมีมลพิษมาก จึงห้ามให้ตั้งโรงงานในเขตชุมชน ทำให้ร้านขายไม้และโรงเลื่อยแถบคลองโอ่งอ่าง วัดสระเกศ ทยอยย้ายออกมาอยู่ชานเมืองที่สามเสน บางกระบือ เกียกกาย บางโพ เรื่อยไปจนถึงนนทบุรี
เดิมทีก่อนมีถนนประชาราษฎร์ พื้นที่บางโพเป็นไร่และสวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นเงาะ มังคุด หรือทุเรียน และซอยประชานฤมิตรเป็นเพียงซอยเล็ก ๆ กว้างแค่ 2 เมตร เรื่อยมาตั้งแต่ “วัดบางโพโอมาวาส” ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
“ต้องนับถือคนสมัยก่อนที่มีวิสัยทัศน์ เจ้าของที่ดินเดิมราว 10 รายเห็นว่าซอยประชานฤมิตรเล็กเกินไป จึงได้ร่วมกันบริจาคที่ดินติดถนน ร่นออกมาด้านละ 3 เมตร ซอยนี้จึงกลายเป็นซอยกว้าง 8 เมตรเหมือนในปัจจุบัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ซอยนี้กว้างกว่าซอยอื่น ๆ และเริ่มมีการเช่าร้าน เซ้งตึก เพื่อทำมาหากิน”
ต่อมาซอยประชานฤมิตรเริ่มเจริญและมีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งงานไม้และช่างไม้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นตู้เฟอร์นิเจอร์ ประตู เก้าอี้ ซึ่งต่างก็ย้ายกันออกมาจากในเมือง บางคนเห็นโอกาสก็เปิดร้านที่ขายองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระจก และสเตนเลส ทำให้ซอยนี้กลายเป็นจุดศูนย์รวมแบบครบวงจร และสามารถดึงดูดผู้คนได้
“ต่างกันเยอะจากตอนแรกที่มาถึงจนตอนนี้ราวฟ้ากับดิน เพราะเมืองพัฒนา แต่ก่อนก็เป็นสวน ทุกวันนี้มีตึก มีคอนโดฯ จำนวนมาก” นายภูริสิทธิ์กล่าว
“งานถนนสายไม้” บูมเศรษฐกิจชุมชน
นายภูริสิทธิ์เล่าอีกว่า จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของซอยนี้ คือวิกฤตต้มยำกุ้ง ใน พ.ศ. 2540 “นายพิจิตต รัตตกุล” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขณะนั้น มีนโยบายให้ทุกเขตหาจุดศูนย์รวมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โดยเขตบางซื่อได้เลือกซอยประชานฤมิตร เพราะเป็นแกนหลักในการค้าไม้ที่เจริญรุ่งเรือง จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นชุมชน โดยใช้ชื่อว่า “ประชาคมประชานฤมิตร” ใน พ.ศ. 2541
หลังจากที่รวมตัวกันเป็นประชาคมประชานฤมิตรแล้ว จึงเกิดความคิดจะทำให้ซอยนี้มีงานเทศกาล เป็นที่มาของงาน “ถนนสายไม้” ครั้งแรกใน พ.ศ. 2542 โดยมี “อ.สุดสาคร ชายเสม” ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ออกแบบซุ้มประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ทุกวันนี้ยังคงตั้งเด่นอยู่ที่ต้นและท้ายซอยประชานฤมิตร ซึ่งประชาชนร่วมกันบริจาคเพื่อสร้างขึ้นในราคาซุ้มละเกือบหนึ่งล้านบาท
ต้องบอกว่าสมัยนั้นงานถนนสายไม้จัดอย่างยิ่งใหญ่และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้จัดเพียง 2 วัน แต่ในปีแรกมีคนมาร่วมงานนับหมื่นคน และพีกสุดในปีที่ 4 ที่มีคนมาร่วมงานนับแสนคน
งานถนนสายไม้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไม่ต้องสงสัย สะท้อนได้จากตึกแถวที่ว่างในซอย หรือห้องที่เคยเป็นร้านอาหาร ร้านโชห่วย และบ้านคน ถูกซื้อเพื่อทำธุรกิจขายไม้เกือบทั้งหมดหลังจากมีการจัดงาน
“บางร้านที่ขายไม้อยู่แล้วก็ขยายห้อง บางร้านก่อนที่จะจัดงานขายได้วันละหมื่น แต่หลังจากมีงานขายได้วันละ 5 หมื่น สะท้อนอย่างชัดเจนว่างานกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนขนาดไหน”
จุดเปลี่ยนอีกครั้งของซอยประชานฤมิตร เริ่มขึ้นช่วงการจัดงานถนนสายไม้ครั้งที่ 6 เพราะเมื่องานเป็นที่นิยม คนเดินเยอะ ทำให้ไม่สามารถควบคุมงานที่จัดได้ ของที่ถูกนำเข้ามาขายเริ่มไม่เกี่ยวกับไม้ แต่มีทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และของกินที่มาตั้งขวางทางหน้าร้านไม้ ตลอดจนถนนรอบนอกซอยก็มีของขายจำนวนมาก ทำให้การจราจรติดขัด ปีต่อ ๆ มาคนก็เริ่มเดินน้อยลง จนกระทั่งต้องยกเลิกไปในที่สุด หลังจบงานถนนสายไม้ ครั้งที่ 10 เมื่อ พ.ศ. 2551
“แม้จะคึกคักน้อยลงไปบ้าง แต่ถนนสายไม้ก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองอยู่ เนื่องจากกลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศแล้ว”
ต่อยอดความดั้งเดิม บางโพย่านสร้างสรรค์
“ถ้าเราไม่ทำอะไรภายใน 5-10 ปี ย่านนี้ก็คงไม่เหลือ ไม่ได้หมายถึงไม่มี ถนนสายไม้ยังคงมีอยู่ แต่จะไม่มีชื่อเสียงเท่าที่เป็นอยู่ หรือเท่าเมื่อก่อน”
นายภูริสิทธิ์เล่าต่อไปว่า ในระยะหลังมานี้ถนนสายไม้บางโพเริ่มมีกิจกรรมเกิดขึ้นในย่านมากขึ้น เพราะตั้งแต่เลิกจัดงานถนนสายไม้ไปเมื่อ พ.ศ. 2551 ก็ไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ เลย เท่ากับว่าเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รับรู้ หรือไม่รู้จักซอยนี้เลยก็ได้ ทำให้คนที่รู้จักซอยประชานฤมิตรน้อยลงมาก
นอกจากนี้ อีกวิกฤตที่ถนนสายไม้บางโพกำลังเผชิญอยู่ คือไร้ผู้สืบทอดกิจกรรม โดยเฉพาะช่างไม้ที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ ถ้าไม่ทำอะไรเลย ถนนสายไม้บางโพก็คงจะสิ้นมนต์ขลังไปตามกาลเวลา
เมื่อ พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา จึงเกิดการก่อตั้ง “วิสาหกิจชุมชนประชานฤมิตร” เพื่อเป็นการรวมตัวในการช่วยซึ่งกันและกันในชุมชน โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์แค่การผลิตสินค้า แต่เพื่อการบริการด้วย เช่น การจัดงานแฟร์และกิจกรรมต่าง ๆ
ทุกวันนี้สิ่งที่ชุมชนประชานฤมิตรทำควบคู่ไปกับธุรกิจค้าขายไม้ คือการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการให้ความรู้นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับไม้ โดยนำนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้ในชุมชนแบบ “ป่าสู่เมือง” ตั้งแต่เริ่มศึกษาต้นซุง การแปรรูป แนะนำการทำไม้ การแกะสลัก ฉลุลาย และเรียนรู้ชุมชน เป็นต้น
หรือจะเป็นการร่วมมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำโครงการวิจัย “Bang Pho Living Lab” ให้เด็กสถาปัตย์ฝังตัวมาลงพื้นที่สำรวจชุมชน ทำโปรแกรมดีไซน์ต่าง ๆ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สนใจสืบสานงานไม้และมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้น
ที่สำคัญ ถนนสายไม้บางโพยังเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) พร้อมการันตีรางวัล Creative City Award ประเภท Branding Award จากงาน Creative Excellence Awards 2023 หรือรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ด้วย
“ความดังเดิมที่ไม่มีใครมาต่อยอด ถ้าเราไม่ทำอะไรจะสิ้นมนต์ขลังแน่นอน ซอยนี้จะสูญเสียเสน่ห์แน่นอน กลายเป็นแค่พื้นที่ค้าขายทั่วไป แค่ค้ามาขายไป ไม่เหลือช่างฝีมือ…การใช้ไม้มีความอบอุ่น มีความรู้สึกเป็นธรรมชาติเข้าไป ถ้าไม่มีไม้จะรู้สึกแข็ง ๆ ต่อให้ใช้วัสดุแทนไม้ก็จะไม่ได้ฟีลลิ่ง ไม้มีเสน่ห์ในตัวเอง แต่จะรักษายังไงให้คงอยู่ไว้ โดยที่ยังมีช่างทำอยู่”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถนนสายไม้บางโพ เสน่ห์ชุมชนเก่าแก่ ท่ามกลางทำเลทองคอนโดฯ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net