โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ข้าวปี’68 แข่งดุ อินเดียคัมแบ็ก เวียดนามมุ่งข้าวคาร์บอนต่ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ม.ค. 2568 เวลา 05.10 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2568 เวลา 00.40 น.

เวียดนามลุยปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ลั่นเป้าหมาย 6 ล้านไร่ ผลผลิต 13 ล้านตันภายในปี’73 ปูพรม 12 จว.สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เผยเหตุช่วยลดโลกร้อน ลดต้นทุนเกษตรกรได้มากถึง 70% แถมได้เงินกู้จาก ธ.โลกหนุน ขณะที่ไทยยังไร้ทิศทาง ผู้ส่งออกชี้ข้าวหอมมะลิยังสู้ได้อีกแค่ 5 ปี อานิสงส์ “ทรัมป์” ไม่สนสิ่งแวดล้อม ผวาปี’68 แข่งดุ อินเดียคัมแบ็กทวงคืนแชมป์ส่งออกข้าว

รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ ประเทศเวียดนามระบุว่า รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติโครงการพัฒนาข้าวคุณภาพสูงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำบนพื้นที่ 1 ล้านเฮกตาร์ เพื่อเป้าหมายการเติบโตสีเขียวในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จนถึงปี 2573 โดยโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ปี 2567-2568 พื้นที่ 200,000 เฮกตาร์ และระยะที่ 2 ปี 2569-2573 มุ่งเน้นลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงขีดความสามารถของทั้งระบบ เพื่อขยายข้าวคุณภาพสูงและปล่อยมลพิษต่ำเพิ่มเติมอีก 800,000 เฮกตาร์

โดยมีเป้าหมายภายในปี 2573 พื้นที่ 12 จังหวัดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะมีการปลูกข้าวคุณภาพสูง 1 ล้านเฮกตาร์ ผลผลิตสูงถึงเกือบ 13 ล้านตัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลกำไรให้กับเกษตรกรอีกด้วย

เป้าข้าวคาร์บอนต่ำเวียดนาม 6 ล้านไร่

“โครงการนี้เวียดนามต้องการสร้างพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (หรือประมาณ 6,250,000 ไร่) จะติดตามดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิต และใช้กระบวนการทำการเกษตรแบบยั่งยืนเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าว และนำไปสู่อุตสาหกรรมข้าวที่ยั่งยืน การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศของเวียดนาม และโครงการนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเอกชนในเวียดนามอีกด้วย”

ขอกู้เงิน ธ.โลก 430 ล้านดอลล์

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทได้เสนอโครงการ “โครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง” เพื่อกู้เงินจากธนาคารโลกมูลค่า 430 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นเงินกู้ 330 ล้านเหรียญสหรัฐ และทุนสมทบ (Counterpart Fund) อีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างช่วงปี 2569-2570

โดยต้นเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ธนาคารโลกเริ่มสนับสนุนเงินกู้จำนวน 350 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเวียดนามดำเนินโครงการพัฒนาข้าวคุณภาพสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน (Vietnam’s low carbon rice cultivation project) บนพื้นที่กว่า 1 ล้านเฮกตาร์ โดยโครงการจะสิ้นสุดในปี 2573 นอกจากนี้ ธนาคารโลกจะสนับสนุนเงินกู้เพิ่มเติมในรูปแบบคาร์บอนเครดิตจำนวน 40 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอีกด้วย

อนึ่ง ข้าวคาร์บอนต่ำคือข้าวที่ผลิตและแปรรูปด้วยวิธีการและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ช่วยลดการใช้น้ำในการเพาะปลูก ลดปริมาณก๊าซมีเทนที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น ไม่เผาฟางข้าว เป็นต้น

ไทยไร้เป้าหมายพัฒนาข้าวไทย

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และในฐานะที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด เปิดเผยว่า เวียดนามมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศให้ได้ เนื่องจากเวียดนามถือว่าเป็น 1 ใน 10 ประเทศอาเซียนที่มีการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าว 47 ล้านไร่ ผลผลิตข้าวต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รัฐบาลจึงเข้าไปส่งเสริมทำนาข้าวคาร์บอนต่ำ และตั้งเป้าปี 2030 ต้องลดการปล่อยก๊าซของข้าวให้ได้ 6.5 ล้านตันคาร์บอน

สำหรับประเทศไทยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว จากการติดตามข้อมูลเฉลี่ยอยู่ที่ 43 ล้านตันคาร์บอน คิดเป็น 9% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากเทียบนโยบายการผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำของไทยกับเวียดนามแล้ว มองว่าเวียดนามมีเป้าหมายที่ชัดเจนกว่าไทย ซึ่งทำให้อนาคตข้างหน้าไทยมีโอกาสจะต้องนำเข้าข้าวคาร์บอนต่ำจากเวียดนาม อีกทั้งโอกาสการแข่งขันในตลาดส่งออกข้าวอาจจะลดลงกับประเทศที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป และอาจจะมีผลให้ราคาข้าวผันผวนได้

ข้าวไทยปล่อยก๊าซถึง 50.58%

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย พบว่าภาคเกษตรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็น 15.23% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด รองจากภาคพลังงานที่มีสัดส่วน 69.96%

เมื่อพิจารณาเฉพาะภาคเกษตร การปลูกข้าวมีปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด มีสัดส่วนถึง 50.58% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร ทั้งนี้ ไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกควรเร่งปรับตัวและพัฒนาการผลิต เพื่อคว้าโอกาสและช่วงชิงตำแหน่งผู้นำในตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ หรือข้าวลดโลกร้อน

ที่ผ่านมาไทยมีการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ อาทิ โครงการไทยไรซ์ นามา (Thai Rice NAMA) หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ยังได้รับความสนใจและร่วมมือน้อยมาก ขณะที่แนวโน้มความต้องการข้าวคาร์บอนต่ำเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่อาจขยายครอบคลุมถึงสินค้าเกษตรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไทยจึงต้องให้ความสำคัญและเร่งส่งเสริม เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในอนาคต ประเทศที่เริ่มให้ความสำคัญ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น

มั่นใจข้าวหอมมะลิยังสู้ได้

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำหรับมาตรการด้านแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ในปี 2568 จะยังไม่ใช่ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดและการส่งออกข้าวของไทย แต่มองว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งหลายประเทศให้ความสำคัญและกำลังยกระดับ โดยเฉพาะข้าวคาร์บอนต่ำจะเห็นได้ว่าเวียดนามให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก ซึ่งการดำเนินการและพัฒนาผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำทำได้ดีกว่าไทยมาก

อย่างไรก็ดี ตลาดข้าวคาร์บอนต่ำคาดว่าจะเริ่มในยุโรปเป็นตลาดแรก ในขณะที่ตลาดสหรัฐซึ่งเป็นตลาดหลักของข้าวหอมมะลิไทย โดยส่งออกเฉลี่ยปีละ 5 แสนตัน อาจจะยังไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ได้ให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อน ขณะที่ปริมาณส่งออกข้าวไทยไปตลาดยุโรปยังไม่มาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ไม่เช่นนั้นอนาคตอาจมีผลต่อตลาดข้าวไทย

ส่งออกข้าวปี’68 แข่งดุ-ราคาลด

นายชูเกียรติกล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์ส่งออกข้าวปี 2568 จะพบว่าผู้ซื้อมีการนำเข้าลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตในหลายประเทศที่เป็นผู้ส่งออกดีขึ้น เช่น ไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา จีนก็ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งประเทศผู้นำเข้าสำคัญอย่างประเทศอินโดนีเซีย มีการประเมินว่าจะนำเข้าลดลงจากเดิม 4 ล้านตัน จะลงมาอยู่ที่ 1-1.5 ล้านตัน เพราะผลผลิตในประเทศดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าอินเดียจะกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวขาวอีกครั้ง หลังจากชะลอการส่งออกข้าว และข้าวใหม่ของอินเดียผลผลิตเริ่มออกในช่วงเดือนธันวาคม 2567 โดยจะทำให้ตลาดส่งออกข้าวในปี 2568 แข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของราคา ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มจะลดลง แม้ในช่วงปลายปีและต้นปี 2568 จะยังมีการนำเข้าข้าว มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมีการเร่งนำเข้าก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่หลังตรุษจีนยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบ

ดังนั้น ตลาดการส่งออกข้าวจะมีความน่ากังวลมากขึ้น คาดว่าการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 เบื้องต้นคาดว่าจะลดลงจากปี 2567 ประมาณ 2 ล้านตัน โดยปี 2567 คาดว่าอยู่ที่ 9.5-9.7 ล้านตัน คาดว่าปี’68 อยู่ที่ 6-7 ล้านตัน

ส่วนราคาข้าวในตลาดปัจจุบัน ข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 500-510 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวอินเดียราคาอยู่ที่ 440 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวหอมมะลิของไทยอยู่ที่ 950 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวเวียดนามอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน อย่างไรก็ดี คาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2568 แนวโน้มราคาจะปรับลดลง

อินเดียทวงคืนแชมป์ส่งออกข้าว

รายงานจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า ปริมาณผลผลิตข้าวในปี 2568 คาดว่าจีนจะมีผลผลิตข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 146 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน อินเดียอยู่ที่ 142 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3% บังกลาเทศ 37 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% อินโดนีเซีย 34 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3% ไทย 20 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.5% และยังมีเมียนมา ปากีสถาน บราซิล ที่ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ยกเว้นเวียดนามผลผลิตข้าวลดลงอยู่ที่ 26 ล้านตัน ลดลง 0.5% ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 12 ล้านตัน ลดลง 0.2%

ขณะที่มีการคาดการณ์การส่งออกข้าวในปี 2568 คาดว่าอินเดียจะเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 1 โดยมีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 21 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งออกได้ 17.5 ล้านตัน ไทยส่งออก 7.3 ล้านตัน ลดลง 18% เวียดนาม 7.2 ล้านตัน ลดลง 16.3% ปากีสถาน 5.3 ล้านตัน ลดลง 11.7%

ส่วนปริมาณการนำเข้าข้าวในปีหน้า คาดว่าฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวมากที่สุด โดยมีปริมาณ 4.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.3% เวียดนามนำเข้า 2.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.7% ยุโรปนำเข้า 2.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0% ไนจีเรียนำเข้า 2.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0% จีนนำเข้า 2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33.3% ส่วนประเทศที่คาดว่าจะนำเข้าลดลง เช่น อิรักนำเข้า 1.9 ล้านตัน ลดลง 13.6% อินโดนีเซียนำเข้า 1.5 ล้านตัน ลดลง 60.5% และมาเลเซียนำเข้า 1.5 ล้านตัน ลดลง 16.7%

ดังนั้น การแข่งขันตลาดข้าวปี 2568 นี้จะคึกคักและรุนแรงมากขึ้น จึงต้องติดตามสถานการณ์ด้านการตลาด ราคาข้าว มาตรการต่าง ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคตลาดส่งออกข้าวไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้าวปี’68 แข่งดุ อินเดียคัมแบ็ก เวียดนามมุ่งข้าวคาร์บอนต่ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...