โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เลือกหุ้นไม่เก่ง ก็ให้ AI ช่วยเลือกได้

TODAY

อัพเดต 13 ธ.ค. 2567 เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2567 เวลา 09.10 น. • workpointTODAY

บางคนไม่กล้าลงทุนสักที เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเลือกหุ้นยังไง เลือกหุ้นไม่เก่ง กลัวเลือกผิด แต่ปัจจุบันทุกอย่างเริ่มง่ายขึ้นเพราะมี AI มีค่อยช่วยเหลือและช่วยคัดหุ้น ‘ดีราคาถูก’ เข้าพอร์ตเราได้ ทำให้นักลงทุนมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น

‘ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด เล่าว่า ปัญหาหลักของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการเลือกลงทุนในประเทศที่กำลังเติบโต มีอนาคตที่ดีในระยะยาว แต่ช่วงเวลาที่ลงทุนอาจเป็นช่วงที่ตลาดแพงมากหรือเริ่มเป็นขาลงตามวัฏจักร จึงประสบปัญหาพอร์ตติดลบค่อนข้างนานและไม่รู้ว่าควรจะย้ายไปลงประเทศอื่นตอนไหนดี

ในฐานะฟินเทคที่วิเคราะห์ข้อมูลตลาดหุ้น 29 ประเทศทั่วโลก ในระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทสามารถพัฒนาอัลกอริทึม และนำ AI เข้ามาใช้ช่วยคัดเลือก ‘หุ้นดีราคาถูก’ ปัจจุบันรูปแบบการลงทุนของ ‘จิตตะ เวลธ์’ มีทั้งหมด 4 พอร์ตลงทุนหลักๆ ได้แก่

[ 4 ธีมลงทุนด้วย AI ]

1.Global ETF : ลงทุนใน ETF ทั่วโลก กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลาย เช่น หุ้นและตราสารหนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เงินลงทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนใน ETF ระดับโลก

2.Thematic Investing : ลงทุนในธีมธุรกิจแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด โดยใช้ ETF ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำและประสิทธิภาพสูง เงินลงทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท เน้นลงทุนในธีมธุรกิจแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด

3.Jitta Ranking : ลงทุนในหุ้นคุณค่าที่ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก เช่น หุ้นในไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูง แต่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นคุณค่าตามกลยุทธ์ Value Investing

4.Jitta Ranking Alpha : เป็นพอร์ตใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว เน้นการกระจายความเสี่ยงลงทุน 20 หุ้น ตามการจัดอันดับของ Jitta Ranking ประเทศนั้นๆ ในสัดส่วนเท่าๆ กัน (Equal Weight) เงินลงทุนขั้นต่ำ 2,000,000 บาท เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาในการบริหารจัดการด้วยตนเอง แต่ต้องการลงทุนในหุ้นรายตัว เพื่อผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี (Benchmark) ในระยะยาว

ทั้งนี้ Jitta Ranking Alpha ถูกพัฒนาต่อยอดแผนการลงทุนมาจาก Jitta Ranking ให้เก่งขึ้นด้วยอัลกอริทึมที่วิเคราะห์ประเทศที่ ‘น่าลงทุนที่สุด’ ในแต่ละปี ให้สามารถลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นที่ดี ในเวลาที่เหมาะสม’ และ ‘หุ้นดีราคาถูก’ ได้พร้อมๆ กัน ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้นักลงทุนได้ดีกว่า

การใช้ AI ในการลงทุนสามารถช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญหรือเวลาในการจัดการพอร์ต AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อช่วยคัดเลือกหุ้นและจัดพอร์ตที่เหมาะสมตามเป้าหมายของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

[ ภาพรวมการลงทุนในปี 2568 ]

สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีหน้า ‘จิตตะ เวลธ์’ สรุปปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2568 ดังนี้

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ รอขึ้นเป็นประธานาธิบดี กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมหลายประเทศ โดยทรัมป์มีนโยบายต่างๆ ที่กีดกันการค้าและเน้นผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทในสหรัฐฯ จึงทำให้อาจกระทบประเทศอื่นๆ ได้

การควบคุมเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในระยะยาว ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะสามารถลดเงินเฟ้อภายในประเทศได้ แต่จากที่สหรัฐฯ กำลังจะได้ประธานาธิบดีคนใหม่อาจมีแนวโน้มที่เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการขึ้นภาษีการนำเข้าของสำหรับประเทศอื่นๆ

ด้านญี่ปุ่นอาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2568 สวนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายตลาดโลก ญี่ปุ่นยังต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยจากที่จะต้องควบคุมเงินเฟ้อภายในประเทศ

ซึ่งนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นนี้จะส่งผลให้เงินเยนที่อยู่ที่ระดับ 150 – 160 เยนต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอีกซึ่งดีต่อการนำเข้าของญี่ปุ่นและจะชะลอในส่วนของการปรับขึ้นราคาสินค้าต่างๆภายในประเทศเพื่อไม่ให้เงินเฟ้อปรับขึ้นเร็วเกินไป

ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน ที่พยายามพยุงราคาบ้านใหม่ไม่ให้ปรับลดลงไปมากกว่าเดิม ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2567 ยังมีแนวโน้มการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาจะชะลอตัวในอัตราที่ช้าลงในปี 2568 และเริ่มทรงตัวและกลับเข้าสู่ขาขึ้นได้ในปี 2569

ขณะที่ไทย มีการคาดการณ์เติบโต GDP โดยรวมของไทยอยู่ที่ 2.7% ในปีนี้ และ 2.9% ในปี 2568 และเงินเฟ้อปัจจุบันปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 0.5% และจะกลับเข้าสู่กรอบที่ BOT ได้ตั้งไว้ระหว่าง 1-3% ในช่วงปี 2568

โดยการเติบโต GDP ของไทยปีหน้าคาดการณ์ว่าใกล้ระดับ 3% จากปัจจัยหลักของนักท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวจากช่วง 2566 ซึ่งจะมีโอกาสทะลุ 40 ล้านคนในปีหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...