โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

อัปเดต 10 เทรนด์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ในปี 2568

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ม.ค. 2568 เวลา 13.24 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2568 เวลา 06.24 น.

รอยัล ฟิลิปส์ เปิด 10 เทรนด์พัฒนา เทคโนโลยีทางการแพทย์ ปี 2568 เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

รอยัล ฟิลิปส์ บริษัทเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นำเสนอบทความอัปเดต 10 เทรนด์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ในปี พ.ศ.2568 เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นรวมถึงการตระหนักถึงความสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนี้

1. Generative AI เทคโนโลยีที่มาเป็นผู้ช่วยเพื่อลดเวลาทำงาน

โดยจากผลสำรวจ 2567 ของ Philips Future Health Index report เผยให้เห็นว่า 92% ของผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์เชื่อว่า เทคโนโลยีอัตโนมัติเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนบุคลากร โดยเทคโนโลยีอัตโนมัติสามารถช่วยลดงานและกระบวนการที่ซ้ำซ้อนได้ ในขณะที่กว่าร้อยละ 90 ยังเชื่อว่าเทคโนโลยีอัตโนมัติจะลดภาระงานด้านเอกสาร ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลาในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น ดังนั้น 85% ของผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์ทั่วโลกจึงหันมาลงทุนหรือมีแผนที่จะลงทุนใน Generative AI ภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าเทรนด์นี้จะมาแรงในช่วงปี 2568 นี้

2. ทำให้การวินิจฉัยที่ซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายด้วย AI

ตัวอย่างเช่น การนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการรักษามะเร็งยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะในด้านช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจที่เกิดจากการรักษามะเร็ง อย่างการใช้รังสีรักษาและเคมีบำบัด โดยงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดใดที่ผ่านการรักษามะเร็ง มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจสูงถึง 37% ด้วยเทคโนโลยี AI ล่าสุดสามารถตรวจจับสัญญาณของการเป็นพิษต่อหัวใจ (cardiotoxicity) ได้เร็วขึ้นในระหว่างการรักษา ผ่านระบบตรวจจับอัตโนมัติในการวัดค่าการทำงานของหัวใจ (Echocardiographic) และช่วยปรับปรุงกระบวนการทำซ้ำและลดเวลาในการศึกษาผล ช่วยให้กระบวนการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการรักษาล่าช้า ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องเผชิญกับโรคหัวใจที่รุนแรงหลังการรักษา

3. ศัลยกรรมยุคใหม่

เมื่อการผ่าตัดเล็ก (minimal invasive) กำลังเข้ามาแทนที่การผ่าตัดใหญ่แบบดั้งเดิม โดยการผ่าตัดเล็กมาเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาแบบเดิมโดยเฉพาะในด้านการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดความเจ็บปวด และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้น

4. ความสำคัญของข้อมูลในการดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤต

โดยในปี 2568 จะได้เห็นความก้าวหน้าของเครื่องติดตามสัญญาณชีพที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่หลากหลาย และการเชื่อมต่อของเทคโนโลยีจากหลากหลายแบรนด์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยวิกฤตให้กับผู้ให้บริการสาธารณสุข ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพทางคลีนิก ความแม่นยำของข้อมูล และการเพิ่มเวลาให้กับเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น

5. การดูแลรักษาที่บ้านที่เพิ่มขึ้น

จากแนวโน้มของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ไม่ได้มีเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่อีกหนึ่งเทรนด์ที่สำคัญไม่แพ้กันและกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในปี 2568 คือ การดูแลสุขภาพนอกโรงพยาบาล โปรแกรม "การดูแลรักษาที่บ้าน" (Hospital-at-home) มีความต้องการเพิ่มขึ้น เพราะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาเหมือนในโรงพยาบาลจากทุกที่ ด้วยเทคโนโลยีการติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยระยะไกล (Remote patient monitoring) ด้วยการส่งผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อช่วยประเมินและดูแลผู้ป่วยจากระยะไกล จากรายงาน Future Health Index 2024 พบว่าเทคโนโลยีติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยจากระยะไกล จะเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการนำ AI มาใช้มากที่สุดในอีก 3 ปีข้างหน้า และ 41% ของผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์วางแผนที่จะลงทุนในเทคโนโลยีนี้

6. เทเลเฮลท์ (Telehealth)

เช่น การใช้เครื่องติดตามสัญญาณชีพทางไกลและการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ ณ จุดบริการตรวจ ร่วมกับการปรึกษาผ่านทางวิดีโอออนไลน์แบบเรียลไทม์ การใช้เทคโนโลยีเทเลเฮลท์แพทย์ประจำ ณ สถานพยาบาลปฐมภูมิจะสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้ถึง 40% ร่วมกับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผ่านทางอนไลน์ ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีการดูแลรักษาทางไกล (Telemedicine) ได้รับการยอมรับและนำมาใช้ทั่วโลก ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขในประเทศอินโดนีเซีย ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและคุณภาพการบริการด้านสาธารณสุขตามยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของรัฐบาล การดูแลรักษาทางไกล (Telemedicine) เครื่องติดตามสัญญาณชีพทางไกล และ AI เป็นเครื่องมือสำคัญของอินโดนีเซียที่ใช้เพื่อให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยแม้ในพื้นที่ห่างไกล

7. ข้อมูลสารสนเทศและดิจิทัลเฮลท์ตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่

โดยในปี 2568 คาดว่าจะมีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่ใช้แอปพลิเคชันและเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยในการดูแลลูกๆ โดยงานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า 80% ของพ่อแม่ในสหรัฐอเมริกา และ 79% ของพ่อแม่ในยุโรปสวมใส่หรือใช้อุปกรณ์สมาร์ทเทคโนโลยี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการนำข้อมูลจากสมาร์ทเทคโนโลยีเหล่านั้นมาช่วยในการดูแลด้านความปลอดภัยและสุขภาพของลูก

8. นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

จากข้อมูลพบว่า อุตสาหกรรมด้านเฮลท์แคร์มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกถึง 4.4% ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมการบินและการขนส่ง แต่เทคโนโลยี AI สามารถช่วยวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานและระบุจุดที่ต้องปรับปรุงได้ ไม่ว่าจะเป็น การลดขยะและของเสีย หรือการปรับปรุงการจัดการสถานพยาบาล รวมถึงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการถ่ายภาพรังสีวินิจฉัย ดังนั้นการใช้ AI เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่น่าจับตาสำหรับปี 2568 และปีต่อๆ ไป ในขณะที่การขับเคลื่อนวงการเฮลท์แคร์สู่ยุคดิจิทัล ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์จึงจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมที่คำนึงสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงาน ทรัพยากร และน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว

9. ความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน

เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากรายงาน Future Health Index ปี 2567 พบว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า 41% ของผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์มีแผนที่จะเลือกซัพพลายเออร์ที่ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน และ 41% ของผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์ยังมีแผนที่จะใช้กลยุทธ์การจัดซื้ออย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลาดเครื่องมือการแพทย์ที่มีการนำกลับมาใช้ใหม่ (Refurbished) จะเติบโตจาก 17.05 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 ไปถึง 30.78 พันล้านดอลลาร์ในปี 2572

10. การสร้างระบบสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีที่รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านอากาศ

การเสียชีวิตและโรคที่เกิดจากความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม มลพิษทางอากาศ ไฟป่า และอื่นๆ โดยสถานพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนผู้ป่วยที่เกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่ไม่ทุกแห่งที่สามารถรับมือกับการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยได้ และไม่เพียงการรับมือกับการดูแลรักษาผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้น ในปี 2568 คาดว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้วงการสาธารณสุขพร้อมรับมือกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น โดยมีการการฝึกอบรมและเพิ่มทักษะเกี่ยวกับการจัดการโรคที่เกี่ยวข้องการความร้อน หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะ ยังช่วยเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...