โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (48)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 02.23 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2568 เวลา 02.23 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

ปรีดี แปลก อดุล

: คุณธรรมน้ำมิตร (48)

การเข้ามาของพญาอินทรี

ทหารบกเริ่มไม่ไว้วางใจทหารเรือตั้งแต่ครั้งปฏิเสธคำสั่งยิงในเหตุการณ์กบฏบวรเดชแล้ว ครั้นต่อมาเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม หันไปใช้แนวทางอำนาจนิยมหลังขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ.2481

ทหารเรือส่วนใหญ่โดยเฉพาะระดับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางประชาธิปไตยต่างไม่เห็นด้วย

สอดคล้องกับความคิดของคณะราษฎรสายพลเรือนที่นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ จนนำไปสู่ความร่วมมือกันโค่นล้ม จอมพล ป.พิบูลสงคราม จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นผลสำเร็จเมื่อ พ.ศ.2487

จากนั้นบทบาททางการเมืองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และทหารบกก็ลดลงตามลำดับ การเมืองไทยกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยต่อไป

ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา แม้หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือจะไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับเสรีไทย แต่ก็มีนายทหารเรือคนสำคัญของกองทัพเรือเข้าร่วมอย่างสำคัญยิ่ง โดยหลวงสินธุสงครามไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด

จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์ ขึ้นมีอำนาจทางการเมือง จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ซึ่งไม่เพียงแต่กองทัพบกมิได้ชักชวนให้กองทัพเรือเข้าร่วมเท่านั้น แต่ครั้งนี้ฝ่ายทหารบกกลับร่วมมือกับฝ่ายอำนาจเก่าที่ต่อสู้กับนายปรีดี พนมยงค์ มายาวนานโค่นล้มรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ที่ล้วนประกอบด้วยอดีตคณะราษฎรสายพลเรือนและอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยที่ใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ ทั้งสิ้น จนนายปรีดี พนมยงค์ ถึงกับต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ

“กบฏเสนาธิการ” ของทหารบกที่เกิดขึ้นในปลายปีถัดมาเมื่อตุลาคม พ.ศ.2491 แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกองทัพเรือ แต่คณะรัฐประหารซึ่งมีอิทธิพลของฝ่ายอำนาจเก่าร่วมอยู่ด้วยก็มีความหวาดระแวงกองทัพเรือซึ่งถูกมองว่าสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์

แม้ต่อมาเมื่อคณะรัฐประหารจะแยกตัวจากฝ่ายอำนาจเก่าแล้ว แต่ความหวาดระแวงกองทัพเรือก็มิได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อครั้งกบฏวังหลวง กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ซึ่งมีทหารเรือจำนวนไม่น้อยจับอาวุธเข้าร่วมต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย

แม้หลวงสินธุสงครามชัยและนายทหารผู้ใหญ่ของกองทัพเรือส่วนใหญ่จะไม่ได้มีส่วนร่วมแต่ก็ไม่ได้จัดกำลังเข้าร่วมปราบปรามแต่อย่างใด

ครั้นเมื่อการก่อกบฏล้มเหลว ทหารเรือก็ยังได้ให้ความช่วยเหลือหรืออย่างน้อยก็รู้เห็นเป็นใจการลี้ภัยของผู้นำฝ่ายกบฏ โดยเฉพาะนายปรีดี พนมยงค์

เหตุการณ์กบฏวังหลวง ทหารบกเชื่อว่าตนเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ จึงทำให้เริ่มเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น และ “เกรงใจ” ทหารเรือน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามาให้ความช่วยเหลือกองทัพไทยเมื่อต้นปี พ.ศ.2493 หลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงผ่านไปปีเศษ โดยได้ให้ความช่วยเหลือกองทัพบกและกรมตำรวจอย่างเต็มที่เพื่อผลในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยที่กองทัพเรือไม่ได้รับความช่วยเหลือมากนัก เนื่องจากไม่ใช่เส้นทางหลักในการรุกของฝ่ายคอมมิวนิสต์

นอกจากนั้น ทางด้านการเมืองภายในของไทย สหรัฐอเมริกาย่อมตัดสินใจได้ไม่ยากนักเมื่อต้องเลือกระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือ

หลังการเข้ามาของพญาอินทรี อำนาจกำลังรบของกองทัพบกเมื่อรวมกับกรมตำรวจแล้วจึงเริ่มเหนือกว่ากองทัพเรือชัดเจนยิ่งขึ้นตามลำดับ ปัจจัยอำนาจกำลังรบที่เคยก้ำกึ่งกันระหว่างกองทัพทั้งสองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนั้น ความพยายามทำลายล้างคณะราษฎรและนายปรีดี พนมยงค์ ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ติดตามด้วยกรณีการสิ้นพระชนม์ของ ร.8 และการเปิดเผย “แผนการมหานคร” โดยหลวงกาจสงครามผู้นำคนสำคัญของคณะรัฐประหารซึ่งยังคงเกาะติดประเด็นภัยจากคอมมิวนิสต์อย่างไม่ลดละ

ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวทางต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามีอิทธิพลในทุกอณูสังคมไทยตั้งแต่ พ.ศ.2493 เป็นต้นไป จึงส่งผลอย่างสำคัญต่อเครดิตความเชื่อถือของสังคมไทยในเชิงบวกต่อฝ่ายคณะรัฐประหารและเชิงลบต่อนายปรีดี พนมยงค์

ดุลอำนาจระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือที่เคยดำรงมาช้านานจึงเปลี่ยนไป กองทัพบกพร้อมจะแตกหักกับกองทัพเรือแล้ว

สิ้นสุดความเกรงใจ

“กบฏแมนฮัตตัน” เมื่อ พ.ศ.2494 อาจถือเป็น “ภาคต่อ” ของ “กบฏวังหลวง” ที่มิได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือเท่านั้น แต่มีความเชื่อมโยงไปถึงการต่อสู้อันยาวนานระหว่างฝ่าย “อำนาจเก่า” กับ “คณะราษฎร” และตัวบุคคลคือ นายปรีดี พนมยงค์

แม้อดีตคณะราษฎรสายพลเรือนและอดีตเสรีไทยจะถูกทำลายลงอย่างเบ็ดเสร็จไปแล้วหลังการกวาดล้างใหญ่เมื่อสิ้นสุดกบฏวังหลวง นายปรีดี พนมยงค์ ลี้ภัยไปต่างประเทศและหมดบทบาทอย่างสิ้นเชิง

แต่ทหารเรือที่ถูกมองอย่างหวาดระแวงมาโดยตลอดว่าเป็นปฏิปักษ์กับทหารบกยังดำรงอยู่

และหลวงสินธุสงครามชัยก็ยังคงเหนียวแน่นในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ

ความร้าวฉาน

ความร้าวฉานระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือเกี่ยวข้องแยกไม่ออกกับปัญหาผู้นำ 3 ท่าน

ได้แก่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ และหลวงสินธุสงครามชัย ซึ่งปรากฏขึ้นบ่อยครั้งหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายปี พ.ศ.2481

ความร้าวฉานต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษจนถึงเหตุการณ์กบฏวังหลวงเมื่อ พ.ศ.2492

มีลำดับความเป็นมาดังนี้

ความไม่พอใจครั้งที่ 1

: จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออก

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อผู้สำเร็จราชการโดยมิได้มีเจตนาจะลาออกจริงเพราะเชื่อว่าคณะผู้สำเร็จราชการที่มีพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นประธานจะไม่อนุมัติ

แต่ผลกลับออกมาในทางตรงข้าม สร้างความไม่พึงพอใจต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นอันมาก

พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงเกรงความปลอดภัยจึงเสด็จไปประทับอยู่กับนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำเนียบผู้สำเร็จราชการ ท่าช้าง ซึ่งได้แจ้งไปยังกองทัพเรือขอความอารักขา กองทัพเรือที่มีหลวงสินธุสงครามชัยเป็นผู้บัญชาการจึงส่งเรือยามฝั่งในบังคับบัญชาของเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช มารักษาเหตุการณ์

เป็นเหตุให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่พอใจทั้งนายปรีดี พนมยงค์ และหลวงสินธุสงครามชัย

ความไม่พอใจครั้งที่ 2

: ความหวาดระแวงจากเหตุการณ์ในอิตาลี

ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ภายในประเทศอิตาลีซึ่งรัฐบาลส่งตัวมุสโสลินีให้ฝ่ายสัมพันธมิตร

เมื่อล่วงรู้ไปถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็สั่งให้สอบสวนทันที โดยมองว่ากำลังคิดกระทำในทำนองเดียวกันในประเทศไทย

โดยระแวงสงสัยทั้งต่อนายปรีดี พนมยงค์ หลวงอดุลเดชจรัส และหลวงสินธุสงครามชัย

แต่เหตุการณ์สงบลงเมื่อปราฏชัดว่ามิได้มีความพยายามใดๆ ในลักษณะนั้นจึงสามารถปรับความเข้าใจกันได้

ความไม่พอใจครั้งที่ 3

: กองทัพเรือกับรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์

กลางปี พ.ศ.2487 โดยการวางแผนของนายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน หลวงสินธุสงครามชัยก็ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทน จอมพล ป.พิบูลสงครามทันที

รวมทั้งยังมีนายทหารเรืออีก 4 ท่านได้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีด้วย คือ น.อ.ผัน นาวาวิจิต (หลวงนาวาวิจิตร) น.อ.บุง ศุภชลาศัย (หลวงศุภชลาศัย) น.อ.ทหาร ขำหิรัญ และ น.อ.ชลิต กุลกำม์ธร จากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลฝ่ายพลเรือนกับทหารเรือต่างก็พึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด

ยิ่งสร้างความไม่พึงพอใจแก่จอมพล ป.พิบูลสงคราม มากยิ่งขึ้นไปอีก

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (48)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...