โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลปกครองตัดสิน เหมืองทองอัคราแพ้คดี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่ามีสารเคมีรั่วไหลออกมาจากเหมือง สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ประชาชนเดือดร้อนจริง

The Structure

อัพเดต 19 ธ.ค. 2567 เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2567 เวลา 04.51 น. • The Structure

ศาลปกครองกลางมีคําพิพากษายกฟ้องกรณีบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จํากัด (มหาชน) ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ปัญหาการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 มิให้มีการรั่วซึม

และแก้ไขปัญหาของคุณภาพน้ำในบ่อสังเกตการณ์และบ่อดักตะกอน ขุมเหมือง บ่อรับน้ำฉุกเฉินในบริเวณพื้นที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคําจังหวัดพิจิตร ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

เมื่อวานนี้ ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.35/2562 และหมายเลขแดงที่ ส.25/2567 ซึ่งบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จํากัด (มหาชน) ผู้สำรวจและผลิตเหมืองแร่ทองคำ และผู้ถือประทานบัตร 14 แหล่งใน อ. วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์เป็นผู้ฟ้อง

โดยมีอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกำกับตรวจสอบกระบวนการผลิต เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2

ซึ่งผู้ฟ้องฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากคำสั่ง ที่ อก 0506/3255 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2561 ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ปัญหาการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 มิให้มีการรั่วซึม และแก้ไขปัญหาของคุณภาพน้ำในบ่อสังเกตการณ์และบ่อดักตะกอน ขุมเหมือง บ่อรับน้ำฉุกเฉินในบริเวณพื้นที่โครงการให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

และคําวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 26 กันยายน 2562 ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแจ้งตามหนังสือกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ อก 0202/7272 ลงวันที่ 26 กันยายน 2562 ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนําคดีมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งและคําวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าเมื่อคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในการประชุมครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 นั้น

ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคส่วนต่าง ๆ จำนวนมากและใช้วิธีการในการตรวจสอบตามหลักทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่โดยรอบอย่างรอบด้าน

อีกทั้งยังตรวจสอบพบว่า

1 มีการพบหลักฐานที่แสดงถึงการรั่วไหลของน้ำของเหมืองแร่รั่วไหลจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 และพบว่าน้ำจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ไหลมาถึงบ่อสังเกตการณ์ 5338 และ 6691 แต่สารหนูที่พบในบ่อเฝ้าระวังดังกล่าว ไม่ได้มาจากบ่อกักเก็บกากแร่

2 จากการตรวจสอบน้ำผุดบริเวณนาข้าว ตามที่ประชาชนร้องเรียน ในปี 2559 และ 2561 แม้จะไม่พบไซยาไนด์ปนเปื้อนในน้ำผุดอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่พบการปนเปื้อนของซัลเฟตและแมงกานีส ซึ่งมีผลวิเคราะห์ทางเคมีที่บ่งชี้ว่าน่าจะเป็นน้ำรั่วไหลจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1

จึงถือได้ว่ามาจากการประกอบกิจการของผู้ฟ้องคดีที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

จึงถือได้ว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ 2 นั้นเป็นการออกคำสั่งที่มีเหตุผลที่รับฟังได้ จึงมิใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...