กรมขนส่งทางรางแจงร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ไม่ขัดหลักพีพีพี
กรมขนส่งทางราง แจงยิบข้อโต้แย้งร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง ชี้ให้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมเพิกถอนสัมปทานไม่ขัดหลักพีพีพี
วันที่ 14 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีการออกร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. ฉบับเสนอสภาผู้แทนราษฎรเดือนกุมภาพันธ์ 2565 กฎหมายฉบับใหม่ ได้เกิดข้อถกเถียงในแง่มุมต่าง ๆ
โดยที่ผ่านมานักกฎหมาย ได้ออกมาท้วงติง และตั้งข้อสังเกตสาระสำคัญไว้ถึง 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิกถอนสัญญาสัมปทาน 2.การไม่ส่งเสริมการแข่งขันระหว่างเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางราง และ 3.หลักเกณฑ์และอำนาจที่มีความซ้ำซ้อน
ซึ่งมองว่าร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง มอบอำนาจรัฐมนตรีเพิกถอนสัมปทาน ขัดแย้งหลักการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ล่าสุด กรมขนส่งทางราง (ขร.) ชี้แจง 3 กรณีข้อโต้แย้งร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. โดยระบุว่า
ตามที่ได้มีการโต้แย้งความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. ….. ผ่านสื่อสาธารณะกรมการขนส่งทางรางจึงขอชี้แจง แต่ละประเด็นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของสาธารณชนต่อร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ 1 การให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิกถอนสัญญาสัมปทาน หรืออนุมัติการต่ออายุสัญญาสัมปทาน เป็นการขัดแย้งกับพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนหรือพีพีพี
การให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการเพิกถอนสัญญาสัมปทาน หรืออนุมัติการต่ออายุสัมปทาน ทำได้ในกรณีใบอนุญาตนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ออกใบอนุญาตตามร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง
และเพิกถอนใบอนุญาตเฉพาะในกรณีผู้ได้รับใบอนุญาตก่อให้เกิดอันตรายหรือกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างร้ายแรง เช่น มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและไม่ยอมแก้ไขเหตุดังกล่าว เท่านั้น
ส่วนกรณีของผู้ได้รับสัญญาสัมปทานก่อน พ.ร.บ.การขนส่งทางรางมีผลใช้บังคับ หากเกิดกรณีที่ผู้ได้รับสัญญาสัมปทานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน พ.ร.บ.การขนส่งทางราง และเกิดเหตุอันตรายต่อประชาชนอย่างร้ายแรงมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและไม่ยอมแก้ไขเหตุดังกล่าวก็ต้องเข้ากระบวนการเพิกถอนสัญญาสัมปทานอยู่ดี
และยังเป็นกระบวนการของ ครม. ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือพีพีพี “จึงไม่ได้ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. พีพีพี แต่อย่างใด”
ประเด็นที่ 2 ไม่ส่งเสริมการแข่งขันระหว่างเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งทางราง
มาตรา 60 ของ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางรางได้ห้ามโอนสิทธิในใบอนุญาตแก่บุคคลอื่น เพื่อป้องกันผู้ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนดเข้ามาประกอบกิจการเกี่ยวกับราง และเป็นการป้องกันการผูกขาดในกิจการเกี่ยวกับการขนส่งทางราง มาตราดังกล่าวจึงเป็นการส่งเสริมการแข่งขันระหว่างเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งทางราง
การที่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง มีข้อห้ามเกี่ยวกับการห้ามถือหุ้นในบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการขนส่งทางราง เกินกว่า 50% หรือห้ามให้บริษัทที่สามถือหุ้นเกินกว่า 50% ของทั้งในบริษัทผู้รับใบอนุญาตและบริษัทที่ประกอบกิจการขนส่งทางรางอื่น
และห้ามไม่ให้บุคคลต่างด้าวขอใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางราง จึงไม่เป็นการกีดกันเอกชนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับรางเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกตาม พ.ร.บ.การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน
เนื่องจากการขอใบอนุญาตประกอบกิจการเกี่ยวกับรางต้องทำตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเอกชนที่จะเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน
ประเด็นที่ 3 หลักเกณฑ์และอำนาจหน้าที่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นที่ใช้บังคับอยู่แล้ว เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
เมื่อ พ.ร.บ.การขนส่งทางรางประกาศใช้บังคับแล้ว และตามบทเฉพาะกาล บรรดาอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มีอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือกฎหมายว่าด้วยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ให้ยังคงมีอยู่ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ แก้ไขปัญหาในอดีตที่ ในการให้บริการระบบราง ที่ยังมีปัญหาด้านความปลอดภัยและคุณภาพการให้บริการที่มีต่อประชาชน ทำให้จำเป็นต้อง มีกรมการขนส่งทางรางทำหน้าที่ Regulator และกำหนดพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางขึ้น
ซึ่งจะช่วยกำกับการดำเนินงานของระบบขนส่งทางรถไฟให้มีมาตรฐานความปลอดภัย การกำหนดเขตปลอดภัย การสอบสวนอุบัติเหตุ และยกระดับคุณภาพการให้บริการระบบรางให้กับประชาชนผู้ใช้บริการระบบราง
รวมถึงคุ้มครองผู้โดยสาร ความล่าช้าในการเดินรถ การคืนค่าโดยสารและการเยียวยา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม และได้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน ทุกขั้นตอนชอบด้วยกฎหมายแล้ว