โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โวมีแผนสำรอง‘พลังงาน’

ไทยโพสต์

อัพเดต 31 ตุลาคม 2569 เวลา 3.52 น. • เผยแพร่ 59 นาทีที่แล้ว

นายกฯ ลั่นติดตามสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน ยันมีแผนสำรองพลังงานสอดคล้องสถานการณ์ เตรียมแจงยิบนโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเสาร์นี้ “สมช.” โวหารือรับมือวิกฤตพลังงานต่อเนื่อง “ลลิดา” อบรม “ตรีรัตน์” มองให้รอบด้าน โฆษก รทสช.รีบโดดป้อง “พีระพันธุ์” ช่วงนั่งเก้าอี้ รมต.พลังงาน

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ต.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการระยะต่อไปของรัฐบาลจะเป็นอย่างไรหลังมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาอาจปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน จึงมีข้อห่วงใยเรื่องของราคาพลังงานที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ว่าก็ดำเนินการอยู่ตลอดเวลา สอดคล้องกับสถานการณ์

เมื่อถามว่าเตรียมหาแหล่งพลังงานใหม่สำรองไว้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เตรียมอยู่ตลอดเวลา

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในเสาร์ที่ 31 ต.ค.2569 เวลา 09.05 น. ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” นายอนุทินจะมาตอบคำถามตรงๆ ในประเด็นที่อยู่ในความสนใจ โดยสัปดาห์นี้เจาะลึกนโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป้าหมายช่วยครัวเรือนลดภาระค่าไฟ ข้อครหาเรื่องการเอื้อทุนใหญ่และล็อกสเปกผู้ประกอบการ รวมถึงเหตุผลที่รัฐบาลเลือกใช้มาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 เพื่อรับมือค่าครองชีพและต้นทุนภาคเกษตร

ขณะที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการข่าวสหรัฐเตรียมโจมตีอิหร่านในเร็วๆ นี้ว่ามีการข่าว แต่เป็นการข่าวที่เราวิเคราะห์จากการวางกำลังของส่วนต่างๆ และความเคลื่อนไหวทางการทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราวิเคราะห์เอาไว้ว่า ขณะนี้อยู่ในระดับใด

เมื่อถามว่าหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เรามีความพร้อมอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ระบุว่า แน่นอน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว ทั้ง 2 หน่วยงานมีการประชุมหารือกันอยู่ทุกวัน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมแผนการสำรองพลังงานไว้แล้ว โดยมีการเตรียมการมาตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตตอนต้น แต่หลังจากนี้คงหารือในรายละเอียดกันมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นที่แตกต่างจากช่วงเวลาที่ผ่านมา

ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน ทั้งเรื่องราคาติดตั้ง การแข่งขัน บทบาทของการไฟฟ้า และเงื่อนไขหลักประกันว่า รัฐบาลรับฟังข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่ควรนำกรณีผู้ประกอบการบางรายไม่เข้าร่วมโครงการมาสรุปว่าเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ โดยไม่พิจารณาราคาที่ประชาชนจ่ายจริง สิทธิเลือกผู้ติดตั้ง มาตรฐานความปลอดภัย และบริการหลังการขาย

นางสาวลลิดากล่าวว่า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เผยแพร่แพ็กเกจ Solar Rooftop ขนาด 5 กิโลวัตต์ ราคาไม่เกิน 140,000 บาท พร้อมรับประกันงานติดตั้งและประกันอัคคีภัย 7 ปี รวมถึงบริการล้างแผงปีละ 1 ครั้ง ตลอด 7 ปี ขณะที่โครงการมีเงินสนับสนุนค่าติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือนตามเงื่อนไข จึงต้องประเมินความคุ้มค่าจากทั้งราคา คุณภาพ และบริการระยะยาว ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะค่าติดตั้งเริ่มต้น

“รัฐไม่มีหน้าที่กำหนดราคาให้ผู้ประกอบการทุกรายได้กำไรตามที่ต้องการ แต่มีหน้าที่ทำให้ประชาชนได้ระบบที่มีคุณภาพในราคาคุ้มค่า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานแข่งขันอย่างเป็นธรรม การที่บางรายเห็นว่าเงื่อนไขไม่คุ้มกับธุรกิจของตน ไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงการเอื้อทุนใหญ่หรือทำให้ประชาชนจ่ายแพงขึ้น น.ส.ลลิดากล่าว

สำหรับข้อกังวลของนายตรีรัตน์เกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือแบงก์การันตี ว่าอาจกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย น.ส.ลลิดาชี้แจงว่า ต้องทำความเข้าใจว่าวงเงินค้ำประกัน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย 50,000 บาท แต่เป็นหลักประกันเพื่อป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า กำหนดคืนหลักประกันส่วนนี้ภายใน 7 วันหลังเชื่อมต่อระบบสำเร็จ ส่วนอีก 10,000 บาท เป็นหลักประกันบริการหลังการขายระยะ 7 ปี ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน ที่สำคัญรัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้ SME แบกรับภาระเพียงลำพัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ได้ประสานธนาคารรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อจัดทำกลไกค้ำประกันที่มีค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1% ต่อปี หรือไม่เกิน 500 บาทต่อปีสำหรับวงเงิน 50,000 บาท พร้อมหารือให้ ธอส.จัดทำสินเชื่อพิเศษช่วยผู้ประกอบการรายย่อยมีเงินทุนจัดซื้ออุปกรณ์และดำเนินงาน

“อยากให้คุณตรีรัตน์มองมาตรการของรัฐบาลให้ครบทุกด้านค่ะ เพราะรัฐบาลไม่ได้เพียงกำหนดหลักประกันแล้วปล่อยให้รายเล็กแบกรับต้นทุน แต่ได้เตรียมกลไกลดค่าธรรมเนียมและสนับสนุนสินเชื่อควบคู่กัน” นางสาวลลิดากล่าว

ส่วน น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการพาดพิงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. ในฐานะอดีตรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ทำไมไม่ยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ในช่วงดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2566-2568 ว่า นายพีระพันธุ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า การยกเลิกดังกล่าวไม่ใช่เพียงการสั่งให้เลิกใช้ แต่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าจะนำระบบใดมาทดแทน และรัฐจะใช้อำนาจตามกฎหมายใดดำเนินการ จึงจำเป็นต้องเตรียมระบบใหม่และกฎหมายรองรับให้พร้อมเสียก่อน โดยขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล การผลักดันกฎหมายสำคัญจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ รมว.พลังงานเพียงคนเดียว แต่ต้องหารือและสร้างความเข้าใจกับแกนนำรัฐบาลด้วย โดยตลอดปี 2567 ได้ใช้เวลาหลายเดือนศึกษาข้อมูล หารือและถกเถียงกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ควบคู่กับการรับผิดชอบแก้ปัญหาก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า

น.ส.ศศิกานต์ระบุต่อว่า ประมาณต้นปี 2568 นายพีระพันธุ์เริ่มรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำร่างกฎหมายอย่างจริงจัง เมื่อได้ร่างฉบับแรกแล้ว ได้นำไปให้ผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิจารณา ปรับปรุงและแก้ไขหลายรอบ จนได้ร่างที่เห็นว่ามีความเหมาะสมประมาณเดือน มิ.ย.2568 ซึ่งนายพีระพันธุ์มองว่าสำหรับกฎหมายที่ยุ่งยากและซับซ้อนเช่นนี้ ถือเป็นการดำเนินงานที่รวดเร็วแล้ว และหลังจัดทำร่างกฎหมายเสร็จ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรเสนอในรูปแบบพระราชกำหนดมากกว่าพระราชบัญญัติ ซึ่งนายพีระพันธุ์เห็นด้วย แต่การเปลี่ยนรูปแบบกฎหมายทำให้ต้องกลับไปหารือและทำความเข้าใจกับแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง จนประมาณกลางเดือน ก.ค.2568 จึงได้ข้อยุติร่วมกันว่าจะดำเนินการในรูปแบบ พ.ร.ก. โดยตกลงให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นตรวจสอบร่างอีกครั้งก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

“ขณะที่กำลังดำเนินการตามขั้นตอนได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ตามมาด้วยความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากการพ้นตำแหน่งของนายกฯ และเปลี่ยนขั้วรัฐบาลในเดือนกันยายน 2568 ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย และรัฐบาลที่เข้ามาภายหลังไม่ได้ดำเนินการเรื่องกฎหมายฉบับนี้ต่อ” น.ส.ศศิกานต์ระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...