โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาษีหุ้น-นิรโทษ-ล้างมลทิน ‘ทักษิณ’ หวังทางสุนัขลอด! 1.7 หมื่นล้าน เส้นตาย มี.ค. 2570

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เขาคิดว่ามีรูมีช่องว่างอยู่ มีรูหมาลอดอยู่ ตรงเรื่องคำสั่ง คมช. …และใครจะได้นิรโทษหรือไม่ตามที่กฎหมายเขียนไว้ กฎหมายไม่ได้ให้ศาลตัดสิน เพราะกฎหมายให้มีคณะกรรมการ ซึ่งแม้ติดคุกอยู่ก็ร้องมาให้คณะกรรมการพิจารณาได้..ให้ขึ้นกับคน คือคณะกรรมการ 9 คน นอกจากจะเห็นว่ามีรูหมาลอดแล้ว ก็ยังคิดว่ามีคนที่อาจจะคุยได้

จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลย ต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของกรมสรรพากร จำเลย ที่ให้อายัดทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ เพื่อนำมาชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่จำเลยแจ้งการประเมินภาษีที่ค้างชำระ จำนวน 17,493,608,086.96 บาท ตามคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปเมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยศาลภาษีอากรกลางได้มีการไต่สวนคดีไปเมื่อ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา และศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่ง ที่นายทักษิณขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้กรมสรรพากรทำการอายัดทรัพย์ของตนเองไว้ก่อน โดยนัดฟังคำสั่งวันที่ 16 พ.ย.นี้

นอกจากนี้ ทักษิณยังได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เป็นกรรมการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เพื่อขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยสิทธินิรโทษกรรมและล้างมลทินในคดีความของตัวเองที่เกิดขึ้นตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 โดยยกเหตุผลว่าคดีความทั้งหมดมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและแรงจูงใจทางการเมืองในช่วงปี 2548-2559 โดยมุ่งหวังล้างมลทินเพื่อเปิดทางให้สามารถใช้ชีวิตและทำธุรกิจส่วนตัวได้อย่างเต็มที่

โดยล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดเผยว่ายังไม่เห็นรายละเอียดคำร้องอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองด้านยุติธรรมที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน

ความเคลื่อนไหวทั้งสองส่วนดังกล่าว มีมุมวิเคราะห์จาก "แก้วสรร อติโพธิ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่เคยทำการพิจารณาไต่สวนหลายคดีของนายทักษิณ เช่นคดีร่ำรวยผิดปกติ จนเกิดเป็นคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท เป็นต้น" ที่มาอธิบายถึงที่มาที่ไปของเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป ตลอดจนวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของทักษิณ ว่าเพราะเหตุใดถึงมีการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอใช้สิทธิ์นิรโทษกรรมและล้างมลทินให้แก่ตัวเอง

"แก้วสรร" ปูพื้นให้ทำความเข้าใจก่อนว่า หลังคณะรัฐประหาร คมช.ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 พอทำรัฐประหารเสร็จขึ้นมามีอำนาจ เขาได้รับบทเรียนว่าก่อนหน้านี้ในยุคคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.ที่ทำรัฐประหารเมื่อปี 2534 (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) ที่ยุคนั้นมีการสั่งให้ยึดทรัพย์บุคคลต่างๆ แต่ต่อมาศาลก็ยกคำสั่งว่าคำสั่งยึดทรัพย์ในยุครสช.ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่านศาล ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

เพราะฉะนั้นมาถึงยุค คมช. สิ่งที่เขาทำคือเป็นแค่เพียงว่าตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ตรวจสอบแล้วหากเห็นว่ามีมูลก็ส่งให้ผู้รับผิดชอบไปทำงาน ถ้าเป็นเรื่องภาษีเราก็ดูประมวลรัษฎากร เราไม่ได้คิดว่าจะต้องเก็บเขาให้ได้ เราก็ตรวจสอบว่าประมวลรัษฎากรมีภาษีที่ต้องเสียหรือไม่ ถ้าเราเห็นว่าต้องเสียภาษีก็ส่งกรมสรรพากร โดยกรมสรรพากรอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ หรือถ้าสรรพากรเห็นด้วย ฟ้องศาล ศาลจะเอาด้วยหรือไม่ก็ได้

เรื่องยึดทรัพย์ก็เหมือนกัน หรือเรื่องคดีอาญาต่างๆ ที่นายทักษิณโดนดำเนินคดี มันก็เป็นเรื่องที่ตรวจสอบแล้วเห็นว่ามันน่าจะผิด มีความผิด คสช.ก็ส่งอัยการ ถ้าอัยการเห็นด้วยก็ฟ้องศาล แต่หากศาลไม่เห็นด้วยก็ยกฟ้อง เพราะฉะนั้น คตส.เป็นแค่เพียงเครื่องมือ เป็น ป.ป.ช.เฉพาะเรื่อง คุ้ยขึ้นมาขุดขึ้นมา ถ้าเห็นมีมูลก็ส่งหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ไปทำ เพราะฉะนั้นไม่ใช่การแกล้ง แล้วการเสียภาษีก็ไม่ได้เสียเพราะคำสั่ง คมช. การที่ต้องโทษก็เป็นไปตามคำพิพากษาศาล แล้วก็ไม่ใช่ คตส.ฟ้องคดี แต่เป็นอัยการฟ้อง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ 1 ที่ต้องเคลียร์ก็คือว่า มันไม่ใช่กระบวนการที่นอกกฎหมาย

ตอนเราเป็น คตส. เรื่องภาษีของนายทักษิณ ประเด็นแรกที่เราตรวจก็คือว่าควรจะเสียภาษีหรือไม่ มีการขายหุ้น 49% ให้เทมาเส็กสิงคโปร์ 73,000 ล้านบาท แล้วก็ไม่เสียภาษี ซึ่งอันนี้ถูกตรงนี้ถูก เพราะเป็นการขายในตลาดโดยบุคคลธรรมดา แต่เมื่อเรามาแยกดูว่าหุ้น 49% ที่ถือครองโดยชินวัตรมีความเป็นมาอย่างไร ก็พบว่าตั้งแต่ก่อนทักษิณเป็นรัฐมนตรีหุ้นชินคอร์ปของชินวัตร 49% ปรากฏว่ามี 10% ไปให้บริษัทแอมเพิลริช ที่มีทักษิณเป็นกรรมการ เป็นประธาน เป็นกรรมการบริษัท แต่เป็นบริษัทที่อยู่ต่างประเทศ แล้วก็จดทะเบียนที่เกาะฟอกเงิน

ส่วนหุ้น 10% ในแอมเพิลริช ถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ก็พบว่ามีหลายบริษัทที่เจ้าของจะนำหุ้นส่วนหนึ่งไปไว้ข้างนอก ถามว่าเขาทำแบบนี้กันทำไม คำตอบก็คือลักษณะการกระทำดังกล่าวมันเป็นการปั่นหุ้นในประเทศ ใช้แอมเพิล ริชซื้อขาย โอเคทำไปจับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ปรากฏว่าพอคุณทักษิณขึ้นเป็นนายกฯ มีกฎหมายห้ามถือหุ้นในบริษัทสัมปทานทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เพราะฉะนั้นถือหุ้นโดยตรง 49% ออกไป 10 เหลือ 39% ที่มีชื่อคุณหญิง (คุณหญิงพจมาน) กับคุณทักษิณ ก็ทำเป็นขายให้ลูกคือโอ๊คกับเอม (พานทองแท้-พินทองทา ชินวัตร) ที่ถือในนามแอมเพิลริช แต่มีทักษิณมีชื่อเป็นกรรมการ เป็นเจ้าของบริษัท ก็ขายหุ้นแอมเพิลริชให้กับลูก 2 คน

เรื่องก็เดินหน้ามาจนเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง ก็เกิดการตัดสินใจที่จะรวมหุ้นขายเทมาเส็ก โอเคถ้าที่ถือ 39% ในนามบุคคลธรรมดา ก็ขายตรงไม่เสียภาษีโดยบุคคลคนธรรมดา แต่ถ้าขายโดยแอมเพิลริชให้เทมาเส็กในตลาด (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี เพราะหากเป็นการขายโดยนิติบุคคลจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี เพราะฉะนั้นหุ้นแอมเพิลริช 10% จึงต้องทำให้กลายเป็นหุ้นของโอ๊ค-เอม แต่เขามีชื่อเป็นเจ้าของ เป็นกรรมการบริษัท ก็เลยให้แอมเพิลริชขายหุ้น 10% ดังกล่าวให้กับกรรมการบริษัทคือโอ๊ค-เอม หุ้นละ 1 บาท เพราะว่าถ้าขายมากกว่า 1 บาทมันจะเท่ากับได้กำไร ตอนแอมเพิลริชซื้อหุ้น จึงต้องขายเท่าทุน โอเคตรงนี้ไม่เสียภาษี แอมเพิลริชโอนให้กรรมการคือโอ๊ค-เอมเสร็จแล้ว ทั้งสองคนจึงเอา 10% นี้มารวมกับ 39% แล้วขาย 49% ทั้งหมดโดยไม่เสียภาษี

เพราะฉะนั้นการที่บริษัทหนึ่งถือหุ้นราคา 49 บาท ณ เวลานั้น แต่ขายตรงแล้วเสียภาษี แต่ใช้วิธีให้ขายให้กรรมการก่อนบาทเดียว แล้วกรรมการในวันรุ่งขึ้นก็เอาไปขายในราคา 49 บาท แสดงว่า 2 คนกำไรภายในวันเดียว เพราะงั้นอันนี้มันไม่ต่างจากบริษัทให้โบนัส ไม่ต่างเลย จึงถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี อันนี้เป็นที่มาของก้อนภาษีก้อนนี้ ซึ่งภาษีตอนต้นประมาณ 5,000 กว่าล้าน แล้วก็โดนปรับ ต่อมาก็โดนปรับต้องจ่ายเพิ่มอีก 3 เด้ง กลายเป็น 17,000 ล้านนิดๆ ซึ่งในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษี(ตัดสินให้นายทักษิณจ่ายภาษีย้อนหลัง) มีการเขียนว่าเงินเพิ่มจะไม่ลดให้ เพราะว่าทำไปโดยผิดคุณธรรมทางภาษี จำได้ไหมคำนี้ ก็คือหนีกฎหมาย ป.ป.ช. แล้วพอจะขายหุ้นก็หนีภาษี

ทักษิณจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้านคดีหมดอายุความ มี.ค. ปีหน้า!

"แก้วสรร" กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ 2 กรณีที่ถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินให้จ่ายภาษี 17,000 ล้าน โดยก่อนหน้านี้ศาลเคยยึดทรัพย์ไปแล้ว 46,000 ล้าน ที่นายทักษิณก็บอกเฮ้ย ยึดไปแล้ว แล้วมาเก็บภาษีเงินได้อีกได้อย่างไร อันนี้เป็นข้อต่อสู้ที่ 2 ซึ่งอันนี้ตอนพวกเราเป็น คตส. ตอนลงมติก็มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ก็มีนายไพศาล พืชมงคล ไปพูดในทีวีบอกว่า คมช.ตั้งใจจะยึดทรัพย์ทักษิณโดยเฉพาะ เอาให้หมดโคตรเลย แล้วก็พูดในทำนองให้คนเข้าใจว่า ตั้ง คตส.มาเพื่อมารับจ๊อบยึดทรัพย์ทักษิณ คำตอบคือไม่ใช่ ตอนลงคะแนนยัง 5 ต่อ 4 เกือบไม่ผ่าน

แล้วที่ไปเจอภาษีตรงนี้ได้ เก็บภาษีตรงนี้ได้ ทั้งที่เรารู้ว่าขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เสียภาษี เจอร่องรอยก็เพราะว่าเอกสารที่กาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของนายทักษิณ มาส่งเรื่องเสียภาษีให้เราดู พอมาถึงแอมเพิลริชที่เราเห็น ก็ปรากฏมีรายชื่อของทักษิณทั้งที่เป็นนายกฯ แล้ว ก็เลยบอกเอ้ยนี่มันซุกหุ้น เลยมีการตั้งกรรมการตรวจสอบ เป็นที่มาคดีภาษีก็เลยเจอภาษีแอมเพิลริช คตส.ก็ส่งเรื่องไป แล้วเราเจอว่าช่วงที่ทักษิณเป็นนายกฯ มีการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป เสียหายเป็นแสนล้าน คตส.เห็นว่าการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบมันทำให้มูลค่าหุ้นมันอ้วนขึ้น จึงถือเป็นทรัพย์สินได้มาโดยไม่สมควร เราก็เลยเอาทรัพย์สินที่ไม่สมควร หุ้นที่เพิ่มขึ้น มูลค่าที่เพิ่มโดยไม่ถูกต้อง ไปเป็นคดีร่ำรวยผิดปกติ แล้วก็ไปศาลเพื่อจะยึด อันนี้เป็นการขอให้ยึดทรัพย์ในฐานทุจริต เป็นการป้องปรามคอร์รัปชัน ให้เห็นว่าถ้าคุณใช้อำนาจโดยไม่สมควร โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม จะไม่มีทางได้ผลประโยชน์อันนี้ นี่เป็นการลงโทษ

ส่วนภาษีที่มาเจอแล้วศาลฎีกาฯ ให้จ่าย 17,000 ล้าน อันนี้ไม่ใช่การยึดทรัพย์ อันนี้เป็นหนี้ เป็นเงินได้ เป็นภาษี คุณมีเงินได้แล้วมีภาษีคุณไม่ยอมเสีย ซึ่ง 17,000 ล้านถูกยืนยันแล้วว่าการประเมินภาษีถูกต้อง สรรพากรก็จำเป็นจะต้องยึดทรัพย์ 17,000 ล้าน ก็ตรวจภายในประเทศ ได้มา 200 กว่าล้าน รถ 5 คัน แล้วก็มีที่ดินทางภาคเหนือ มีเงินในธนาคารอีกเล็กน้อย

…ผมเข้าใจว่าทักษิณก็รู้ ทนายทักษิณก็รู้ว่าขั้นต่อไปคือสรรพากรเขาจะต้องฟ้องล้มละลาย เพราะเขาบังคับชำระหนี้ได้ไม่ครบ แล้วอายุความมันก็เดินอยู่ ซึ่งอายุความในความเห็นผม ผมเห็นว่า 10 ปีนับแต่วันไปติดหมายที่บ้านจันทร์ส่องหล้า นั่นก็คือมีนาคม 2570 ครบ 10 ปี ก็จะครบเดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งด้วยอายุความที่กำลังจะหมดอายุความ โดยหากเป็นสรรพากรตรวจทรัพย์สินยึดได้แค่ 200 กว่าล้าน แล้วเวลาบังคับหนี้ตามประมวลรัษฎากร มันจะเสร็จสิ้นในมีนาคมนี้ ซึ่งอันนี้เป็นทั่วไปไม่ใช่แค่กรณีทักษิณ กรมสรรพากร ก็จะไปฟ้องล้มละลาย เพราะเมื่ออายัดทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรแล้วมีนาคมกำลังจะหมดอำนาจแล้ว การเอาอำนาจใหม่มารวบรวมทรัพย์สินได้ ก็ต้องไปเข้ากฎหมายอีกฉบับคือพระราชบัญญัติล้มละลาย

พอไปเข้ากฎหมายล้มละลาย ก็จะทำให้การติดตามทรัพย์-ยึดทรัพย์ ก็จะได้เวลามาสามปี ซึ่งเขาก็ทำกันแบบนี้ ไม่ใช่การแกล้ง เป็นวิธีการของกรมสรรพากรก็เป็นอย่างนี้ เมื่ออายัดตามประมวลรัษฎากรไม่ได้หรือได้ไม่พอ ก็มาหากฎหมายล้มละลาย เป็นสิ่งที่กรมสรรพากรต้องทำ ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง

ในคดีที่นายทักษิณไปยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางที่เป็นคดีเวลานี้ ฝ่ายทักษิณไปยื่นต่อศาลว่าการจะให้ชำระภาษี17,000 ล้านดังกล่าวมีความซ้ำซ้อน เพราะเคยยึดทรัพย์เขาไปแล้ว เลยบอกว่าเป็นผลไม้พิษ แล้วก็ขอคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งถ้าศาลให้ ก็หมายความว่ากรมสรรพากรเดินหน้าอายัดต่อไม่ได้ อายุความก็ขาดไปเลย แต่เดือนมีนาคม 2570 ก็จะครบอายุความอยู่แล้ว ซึ่งกรมสรรพากรยังไงก็ต้องเดินหน้าไปช่องทางตามพ.ร.บ.ล้มละลาย เป็นสิ่งที่เขาปฏิบัติทั่วไปอยู่แล้ว

สื่อมวลชนก็เสนอข่าวแล้วว่า กรมสรรพากรมีหนังสือถึงอัยการเพื่อให้ฟ้องล้มละลาย ก็เคยได้สอบถามรุ่นน้องที่เป็นอัยการว่าอัยการมีดุลพินิจหรือไม่ ที่จะโยกเยกยุกยิก เขาบอกไม่มีเพราะกรมสรรพากรขอให้อัยการเป็นทนาย แต่ถ้าเป็นคดีอาญา อัยการมีดุลพินิจตัดสินเช่นบอกไม่ฟ้อง หลักฐานไม่พอ แต่งานนี้ภาษีมันเด็ดขาดหมดแล้ว

-ที่มีการพูดกันเรื่องผลไม้พิษมาจากต้นไม้ที่อาจารย์แก้วสรร ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการถูกกล่าวหา คิดว่าฟังขึ้นหรือฟังไม่ค่อยขึ้นอย่างไร?

ความเข้าใจของเขา คตส.ตั้งขึ้นมาโดยคณะรัฐประหารคมช. อันนี้ไม่เถียง แต่การทำงานของ คตส. อำนาจที่ใช้ในการรวบรวมหลักฐานต่างๆ อย่างคดีทุจริต พวกผมก็ใช้อำนาจเป็น ป.ป.ช. คำสั่งแต่งตั้ง คตส.ให้มีอำนาจตามกฎหมายของ ป.ป.ช. เพราะฉะนั้น คตส. คือ ป.ป.ช. เฉพาะกิจ หรือเป็นสรรพากรเฉพาะกิจ ตอนประเมินภาษี ตรวจอะไรต่างๆ พวกเราก็ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร แล้วที่โดนเป็นคดีต่างๆ เช่นคดีภาษี หรือคดีเอ็กซิมแบงก์ (ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐบาลเมียนมา) พวกนี้ถูกตัดสินโดยคำสั่งศาล โดนตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ใช่ตามคำสั่งของพลเอกสนธิหรือตามคำสั่งของ คมช. เพราะ คมช.เขาเห็นบทเรียนสมัย รสช.แล้วว่าหากสั่งเองจะยุ่ง เลยตั้งคณะตรวจสอบ แล้วพวกผมก็มีฐานะแค่ตรวจสอบ แล้วส่งเรื่องให้ผู้รับผิดชอบ ซึ่งตรงนี้ถ้าจะบอกว่า คดีที่ศาลตัดสินเป็นผลไม้พิษจากต้นไม้ที่เป็นพิษ คือ คมช. แล้วออกผลไม้มาเป็น คตส. แล้วร่วงลงมาเป็นพิษ ซึ่งอันนี้ถ้าให้ผมเป็นกรรมการพิจารณายึดทรัพย์ทักษิณ ผมไม่เป็น ถ้าอย่างนั้นผลไม้พิษ แต่อันนี้ไม่ใช่ ผมตรวจสอบตามฐานะ ป.ป.ช.เฉพาะกิจ ทฤษฎีผลไม้พิษผมไม่กลัว

ทักษิณหวังรูหมารอดยื่นนิรโทษ-ล้างมลทิน

-กรณีนายทักษิณไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ผ่านช่องทาง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยอ้างว่าเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง จึงต้องอยู่ในข่ายได้รับการล้างมลทินหรือยกความผิดในอดีต จากเหตุผลที่ยื่นคำร้องไปคิดว่าฟังขึ้นหรือไม่?

การอ้างว่าตัวเองคือเหยื่อความขัดแย้งทางการเมือง อันนี้ไม่ใช่ คือเรื่องนิรโทษกรรม มันไม่ใช่เรื่องจะนิรโทษใครก็ได้ หรือไม่นิรโทษกรรมใครก็ได้ มันเป็นหลักคิดทางนิติศาสตร์ด้วยซ้ำไป ว่าความคิดมันไม่ผิด ผมไม่ชอบประยุทธ์ ไม่ชอบทักษิณ ผมเกลียดมัน โอเคมันความคิด แต่เมื่อใดที่ออกมาเป็นการกระทำ แล้วถ้ามันไม่ถึงขั้นวางเพลิงฆ่าคน มันเป็นการกระทำที่เป็นภัย ถูกเอาผิดในฐานะกระด้างกระเดื่อง ก่อความไม่สงบ เสียต่อความมั่นคง พวกนี้พอเหตุการณ์ผ่านไปมันก็สงบ ก็ไม่น่าจะติดใจเอาผิดกัน

เพราะฉะนั้น จุดกำเนิดของความคิดเรื่องนิรโทษกรรม มันเป็นที่ว่าเรื่องของความคิดไม่ผิด มันไม่ควรจะมีความผิดทางความคิด ซึ่ง amnesty ระดับโลก ถึงขั้นบอกว่า บางความผิดบางเรื่องไม่ควรจะมีเลย เพราะมันเป็นความผิดทางความคิดโดยแท้ ก็มีคนพูดว่าเรื่อง 112 แค่บัญญัติไว้ก็ล่วงล้ำความคิดคนแล้ว อันนี้เป็นเรื่องทฤษฎีของเขา แต่ในบ้านเราจริงๆ จะนิรโทษเฉพาะกรณีเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ทางความคิด แล้วก็ปะทุเป็นเหตุการณ์ชุมนุม เช่นก่อนหน้านี้ก็เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519 - เหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ตูมเดียวแล้วก็เลิก

การนิรโทษกรรมในอดีตจะพูดถึงเหตุการณ์เช่นความผิดอันเกิดจากเหตุการณ์ แล้วให้นิรโทษเสียทั้งสิ้น แต่งานนี้ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกฎหมายให้นับตั้งแต่ช่วงปี 2548 ที่ทักษิณขึ้นเป็นนายกฯ (รอบสอง) ความขัดแย้งแต่ละครั้งมันไม่ใช่ตูมแล้วเลิก ไม่ใช่ระเบิดแล้วหาย มันมีการบานปลาย เช่นยึดทำเนียบรัฐบาล แล้วก็มีการยึดสนามบินดอนเมือง ฝ่ายเสื้อแดงก็มีเหมือนกัน ไปที่ราชประสงค์ มีเผา มีโน่นมีนี่ กปปส.ก็เหมือนกัน มีชุมนุมที่ต่างๆ มีการเคลื่อนขบวนไปยังสถานีโทรทัศน์ แล้วก็มีฝั่งส้มก็มีเหมือนกัน มีการไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยืดเยื้อเหมือนกัน

พอมา พ.ศ.นี้ก็เกิดความคิดที่จะนิรโทษทั้งหมด ผมเรียกว่า "นิรโทษแบบเหมาเข่ง" ซึ่งเคยทำมาครั้งหนึ่งสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2556 แล้วกลายเป็นนิรโทษสุดซอย เพราะดันไปนิรโทษคดีทุจริตทักษิณด้วย ก็เลยมีส้ม มีเหลือง รอบล่าสุด ก็เป็นความพยายามครั้งที่ 2 ที่จะเหมา ก็เลยเขียนร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข นี้คือความแตกต่าง

ส่วนที่ในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เขียนไว้ว่าการนิรโทษกรรมไม่ให้ครอบคลุม 3 ความผิด คือความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือรับอันตรายสาหัส การที่เขียนบล็อกไว้แบบนี้ แล้วทำไมนายทักษิณถึงยังไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ แต่ในมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน เขียนไว้ว่า "บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคล ที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง" ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้มีแค่การชุมนุม แต่ยังมีการแสดงออกอย่างการไปปิดหน่วยเลือกตั้ง อันนี้เป็นการแสดงออกหรือการไปพ่นสีบริเวณป้ายหน้าศาล มันไม่ได้มีแต่การชุมนุมเหมือนในอดีต การเขียนกฎหมายก็เลยขึ้นก่อนว่า การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง ที่เป็นเรื่องของ "ความคิด" ทั้งนั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง แล้วมีระยะเวลาที่ยาว มีลักษณะเป็นครั้งๆ เป็นกระแสเป็นคลื่น ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548-2568 ครอบคลุมทั้งหมด ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง นกหวีด ก็เขียนไว้เท่านี้ว่า โอเค ความขัดแย้งในช่วงปีที่กำหนดไม่ให้เป็นความผิด แล้วก็มีการเขียนไว้ในกฎหมายอีกในลักษณะว่า จะมีหลายฐานความผิด ก็เลยมีการเขียนเติมว่าที่เป็นความผิดตามท้ายพระราชบัญญัติ ที่ก็คือบอกว่าไม่ได้ให้นิรโทษกรรมเฉพาะกับแค่การชุมนุม แต่นิรโทษกรรมความผิดต่อความมั่นคงทั้งหมด ก่อความวุ่นวาย เช่นไปฉีกธงก็นิรโทษด้วย

ซึ่งในความผิดสุดท้ายตามท้ายพระราชบัญญัติ ที่ให้นิรโทษกรรมด้วยก็คือ ความผิดตามประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่คณะปฏิวัติสั่ง ซึ่งอันนี้หมายถึงเช่น ห้ามออกจากบ้าน ห้ามรวมตัวกันเกิน 5 คน ตรงนี้เป็นช่องที่คำร้องคุณทักษิณคิดว่า เออ สงสัยเข้ากูด้วย เพราะมีการออกคำสั่ง คมช.ตั้ง คตส. แล้วเกิดความผิดเนื่องจากคำสั่งนี้ด้วย คงจะหวังตรงนี้ หวังจะทะลุตรงนี้ คือเป็นความผิดที่เกิดจากคณะปฏิวัติสั่ง และเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ก็เลยวิ่งเข้ามา

ผู้ร่างกฎหมายเขารู้ ก็เลยเขียนไว้ในมาตรา 3 ทั้งที่ไม่ต้องมีมาตรา 3 ก็ได้ เพราะในบัญชีกฎหมายแนบท้ายไม่พูดเรื่องทุจริตเลย ไม่พูด 112 ไม่พูดเรื่องทำให้คนตาย จะไม่เขียนก็ได้ แต่ที่เขียนมาตรา 3 เพื่อเขียนบล็อกไว้ เพราะรู้ว่าเดี๋ยวจะมีอย่างนี้ บล็อกไว้ก็ยังมุดเข้ามาอีก

-แล้วคิดว่าเพราะอะไรเขาถึงยื่นคำร้องเข้ามา ทั้งที่ก็รู้ว่ามีโอกาสจะได้รับการพิจารณาน้อยมาก?

ข้อแรก เขาคิดว่ามีรูมีช่องว่างอยู่ มีรูหมาลอดอยู่ ตรงเรื่องคำสั่ง คมช. อันที่สอง ใครจะได้นิรโทษหรือไม่ตามที่กฎหมายเขียนไว้ กฎหมายไม่ได้ให้ศาลตัดสิน เพราะกฎหมายให้มีคณะกรรมการ ซึ่งแม้ติดคุกอยู่ก็ร้องมาให้คณะกรรมการพิจารณาได้ แม้ศาลตัดสินคดีไปแล้ว แต่ก็ยังร้องกรรมการให้พิจารณาได้ เมื่อมันไม่ออโตเมติกตามกฎหมายเขียน แต่ให้ขึ้นกับคน คือคณะกรรมการ 9 คน เพราะงั้นนอกจากจะเห็นว่ามีรูหมาลอดแล้ว ก็ยังคิดว่ามีคนที่อาจจะคุยได้

-แต่กรรมการ 9 คน ก็เป็นฝ่ายรัฐบาลหลายคน?

แล้วถ้าเปลี่ยน คือตัว รมว.ยุติธรรมเป็นคนของฝั่งพรรคเพื่อไทย หรือเปลี่ยนรองนายกฯ ที่ดูแลกฎหมายเป็นฝ่ายเพื่อไทย คือไม่ต้องเปลี่ยนรัฐบาล แต่ปรับ ครม.แล้วคนของเพื่อไทยมานั่งแทน ก็เปลี่ยนรองนายกฯ เปลี่ยน รมว.ยุติธรรม แล้วปลัดสำนักนายก ปลัดยุติธรรม หากมีการเปลี่ยนตัวข้างบนแล้วก็ได้ตรงนี้ด้วย มีรูหมาลอดด้วย อันนี้เป็นเรื่องของคน

ก็ขนาดไม่ป่วยยังไปนอนโรงพยาบาลได้ เขาก็คิดของเขาได้ว่าก็อย่างโรงพยาบาลตำรวจยังคุยได้ เขาไม่ได้ฝัน เพราะหากเข้าเงื่อนไขนี้เมื่อใด แล้วก็สร้างภาพสันติสุข เมืองไทยสันติสุขเรียบร้อยแล้ว เลิกๆ เอาเถอะ ออกกฎหมายมาทำให้บ้านเมืองสงบ ก็อาจหวังเรื่องการปรับ ครม.หรือจะเปลี่ยนรัฐบาลเลย ถามว่าเขาฝันหรือไม่ว่าอาจจะเกิดเงื่อนไข ก็อาจคิดว่าก็อาจมีความหวังก็ยื่นเรื่องไว้ก่อน หรืออาจจะมีแผนที่เขาคิดไว้แล้ว ซึ่งตรงนี้น่าคิดทำไมกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขออกมาก็รีบยื่นเลย ยื่นคนแรก ทำไมต้องรีบยื่น หากสมมุติเพื่อไทยเกิดได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คนก็อาจออกมาเดินขบวน อย่ากระนั้นเลยก็ยื่นไว้ก่อน รอไว้ก่อน

-คิดว่าฝันของทักษิณรอบนี้จะบรรลุหรือไม่?

มันต้องเปลี่ยนการเมือง ต้องเปลี่ยนรัฐมนตรีถึงจะได้ ซึ่งตรงนั้นผมว่ามันก็จะเกิดวิกฤตกันอีก

-ถ้าเกิดทักษิณได้รับการนิรโทษกรรม มันจะเกิดอะไรขึ้น เกิดวิกฤต?

มันก็ปฏิวัติ ปฏิวัติ ก็จะชุลมุนกัน บ้านเราเฉพาะตอนนี้ ก็น่าวิตกแล้ว ราคาน้ำมันมันขึ้นมาขนาดนี้

เมื่อสรรพากร…จะฟ้องทักษิณล้มละลาย!!!

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2569 นายแก้วสรร อติโพธิ เผยแพร่บทความในรูปแบบ ถาม-ตอบ เรื่อง เมื่อสรรพากร…จะฟ้องทักษิณล้มละลาย !!! โดยมีเนื้อหาดังนี้

ถาม-ข่าว Next News ที่ว่า สรรพากรส่งสำนวนให้อัยการฟ้องล้มละลายทักษิณนั้น มีคำอธิบายทางกฎหมายได้อย่างไรครับ

ตอบ-คดีภาษีเงินได้ของทักษิณจากการขายชินคอร์ป ๑.๗ หมื่นล้านนี้ คำประเมินภาษีได้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว สรรพากรตรวจสอบและไล่อายัดทรัพย์สินในประเทศแล้ว ยึดได้แค่ ๒๐๐ ล้าน แจ้งเตือนให้มาชำระหนี้ถึงสองครั้งแล้วก็เงียบเฉย ส่วนอายุความ ๑๐ ปีก็จะสิ้นในมีนาคม ๒๕๗๐ นี้แล้ว การฟ้องล้มละลายก่อนที่จะสิ้นอายุความเพื่อรวบรวมทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก จึงเป็นหนทางเดียวที่เหลือสำหรับสรรพากร

ถาม-เมื่อเหตุจำเป็นเป็นเช่นนี้ พนักงานอัยการก็ต้องยอมฟ้องและเร่งฟ้อง ให้ทันมีนาคม ๒๕๗๐ เหมือนกันใช่ไหมครับ

ตอบ-งานนี้อัยการมีฐานะเป็นแค่ทนายฟ้องบังคับภาษีแผ่นดิน ตามคำประเมินภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วเท่านั้น เมื่อสรรพากรเขาส่งสำนวนทั้งหมด และใบแต่งทนายให้แล้ว หนี้ภาษีก็เด็ดขาดแล้วเหลือแต่การบังคับชำระหนี้เท่านั้น ในสภาพอย่างนี้อัยการน่าจะยึกยักอะไรไม่ได้หรอกครับ

ถาม-คดีนี้หากขึ้นศาลล้มละลายแล้ว ทักษิณจะต่อสู้ว่าตนไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว คือยังมีทรัพย์สินเหลืออีกมากจะได้ไหมครับ นิตยสาร FORBS เองก็เคยรายงานมาแล้วด้วยว่าหลังจากถูกยึดทรัพย์ ๔.๖ หมื่นล้านแล้ว ทักษิณก็ยังร่ำรวยมีฐานะเป็นเศรษฐีไทยอันดับ ๕ มีทรัพย์สินถึง ๖ หมื่นล้านเลยนะครับ

ตอบ-ถ้าทักษิณจะต่อสู้อย่างนั้น ก็ต้องแสดงให้ชัดเจนว่าเหลือทรัพย์สินอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน มีหลักฐานกรรมสิทธิ์อย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องเอามาแสดงให้หมด แสดงแล้วเมื่อใด สรรพากรก็จะได้โอกาสลงมืออายัดตามไปเลยทันที ช่องทางต่อสู้จนเสียทรัพย์สินเพิ่มไปอีกเป็นหมื่นล้านอย่างนี้ ผมว่าทักษิณเค้าไม่น่าจะเลือกหรอกนะครับ

ถาม-ทุกวันนี้เขาก็สู้เผื่อไว้ในศาลแล้วนะครับว่า รัฐยึดเงินขายหุ้นชินคอร์ปไปแล้ว ๔.๖ หมื่นล้าน แล้วจะมายึดซ้ำอีก ๑.๗ หมื่นล้านได้อย่างไร แถมอำนาจยึดที่ทำไปแล้วนั้น ก็ยังเป็นผลไม้พิษ ที่ทำไปตามคำสั่งของคณะปฏิวัติอีกด้วย

ตอบ-คำร้องนี้ศาลภาษีจะสั่งในพฤศจิกายนนี้แล้ว โอกาสชนะผมว่าน้อยมาก มีโอกาสต่อสู้มาจนจบที่ศาลฎีกาภาษีอากรแล้ว มันจะลากยาวต่อไปอีกยากมากครับ

ถาม-แล้วที่นำคดีชินคอร์ปมาร้องขอนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขนั่นล่ะครับ

ตอบ-ฐานคิดตาม พ.ร.บ.ฉบับนั้น มาจากการเคารพในสิทธิเสรีภาพพื้นฐานทางความคิดของคนไทยที่จะชุมนุมหรือแสดงออกเป็นกิจกรรมต่างๆ จนอาจบานปลายไปต้องคดีต่างๆ จนต้องคิดนิรโทษกันได้ แต่สำหรับคดีทักษิณนั้น การขายชินคอร์ปมันไม่เกี่ยวพันกับการชุมนุม กับการแสดงออกทางความคิดใดๆ เลย กรณีจึงไม่มีทางจะปลอมตัวมาขอนิรโทษอ้างว่าเป็น “ความผิดทางความคิด” ได้เลย จะมีโอกาสได้ก็แต่การโต้แย้งต่อศาลว่า ตนถูกเอาผิดโดยไม่ชอบธรรมด้วยอำนาจเถื่อนของคณะปฏิวัติเท่านั้น ซึ่งก็ต้องไปว่ากันเป็นคดีรัฐธรรมนูญ จะสวมรอยเป็นคดีการเมืองเพื่อนิรโทษกรรมไม่ได้ คุณดูบทบัญญัติในมาตรา ๗ ของ พ.ร.บ.นี้สิครับ

มาตรา ๗ บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางวินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ถาม-เห็นทนายไพศาล พืชมงคล ยืนยันออกโซเชียล ในรายการ “ตรงไป ตรงมา” ว่า คมช.ตั้ง คตส.ขึ้นมาเพื่อยึดทรัพย์ทักษิณให้สิ้นทั้งโคตรเลยทีเดียว

ตอบ-ผมไม่ทราบว่าทนายไพศาลไปฟังมาจากไหน ที่แน่ๆ นั้นผมที่เป็น คตส.อยู่ด้วย ขอยืนยันว่า คมช.ไม่ได้สั่งอะไรเราเลย เราไปเจอหลักฐานโดยบังเอิญในเอกสารที่ทางชินวัตรส่งมาชี้แจงเรื่องภาษี ที่มีเอกสารชิ้นหนึ่งแสดงชัดเจนเป็นลายมือทักษิณเองว่า หุ้นชินคอร์ปยังเป็นของทักษิณ เราจึงเดินหน้าตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาเป็นคดีซุกหุ้นชินคอร์ป ครั้นเดินหน้าสืบสวนกันไป ก็เจอมาตรการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปโดยมิชอบ ๕ มาตรการ รัฐเสียหายเป็นแสนล้าน ส่งผลเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจชินคอร์ปเป็นอันมาก เมื่อพบอย่างนี้เราก็สามารถสรุปต่อไปได้ว่า มูลค่าหุ้นชินคอร์ปของชินวัตรที่เพิ่มขึ้นมาพรวดพราดนี้ มาจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของทักษิณ หรือโดยเจ้าหน้าที่ใต้อำนาจทักษิณ กรณีจึงต้องด้วยเหตุยึดทรัพย์ตาม พรบ.ป.ป.ช.ว่าทักษิณได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรสืบเนื่องจากอำนาจหน้าที่ สรุปเป็นข้อกล่าวหาให้ยึดทรัพย์จากเงินที่ขายหุ้นได้ในที่สุด มติ คตส.วันนั้นชนะกันไปเฉียดฉิว ๕:๔ เลยนะคุณ

ด้วยความเป็นมาตามครรลองพยานหลักฐานอย่างนี้ ผมจึงไม่เข้าใจว่าทนายไพศาลจะมาพูดเลื่อนเปื้อน บิดเบือน ในรายการเลี้ยวไปเลี้ยวมา ให้เข้าใจกันไปว่าการยึดทรัพย์ทักษิณเป็นไปตามเจตจำนง คมช.ได้อย่างไร

ถาม-หากคดีภาษี ๑.๗ หมื่นล้านนี้ บานเป็นคดีล้มละลายแล้ว รถยนต์ ๙ คัน และทรัพย์สินอื่นที่สรรพากรอายัดไว้นั้น จะถูกโอนเอาไปรวมเป็นทรัพย์สินลูกหนี้ในคดีล้มละลายไหมครับ

ตอบ-ผมเข้าใจว่าไม่รวมนะครับ แม้นำหนี้ภาษีไปเข้าคดีล้มละลายแล้ว สรรพากรยังอาจจะเร่งขายทอดตลาดทรัพย์สินที่อายัดไว้ ส่งเงินให้รัฐเอาไปสร้างแก้มลิงโดยด่วนก็ได้ ข่าววันนี้ว่ามีนักเลงรถจ้องจะซื้อโรลส์-รอยซ์ที่สรรพากรยึดไว้ หลายคนทีเดียวครับ

ถาม-หมายความว่าในคดีล้มละลายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ต้องติดตามรวบรวมทรัพย์สินเอาเองต่อไป

ตอบ-ถึงตรงนั้นเมื่อใดงานจะละเอียดขึ้น มีเวลามากขึ้น ทรัพย์สินใดที่โอนไปให้ลูกเมียแล้ว จนท.ก็ติดตามตรวจสอบได้อีก ถ้าพบว่าเป็นการฉ้อฉลก็ขอศาลเพิกถอนได้ ทรัพย์ชิ้นใดอยู่นอกประเทศแต่เรามีสัญญาร่วมมือบังคับคดีกับประเทศนั้นอยู่ด้วย เช่นคฤหาสน์หรูที่อังกฤษ อย่างนี้ก็ให้ทูตไทยรับไปขอความร่วมมือได้

ถาม-เครื่องบินเจ็ตยึดได้ไหมครับ

ตอบ-ขึ้นกับการตรวจสอบ แม้ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของแต่จอดอยู่เมืองไทยตลอดปี มีชินวัตรใช้อยู่เจ้าเดียวอย่างนี้ ผมว่าไม่น่ารอดนะครับ

ถาม-สรุปแล้ว ที่ทักษิณเขาฟ้องคัดค้านการอายัดทรัพย์ของสรรพากร ยื่นขอนิรโทษกรรมพร้อมกับการก่อกระแสสอดรับของลูกหาบทั้งหลายเหล่านี้ อาจารย์มองว่ามันเป็นแค่เกมส์ต่อสู้ทางคดีความเท่านั้นหรือ

ตอบ-ผมเข้าใจว่าการต้องคดีจนเป็นคนล้มละลายอย่างนี้ เป็นความเสียหายทางสังคมที่คนอย่างทักษิณเค้าทนรับไม่ได้แน่นอน การต่อสู้สุดฤทธิ์ว่าตนถูกรังแกด้วยอำนาจอธรรมจึงเป็นที่เข้าใจได้ ส่วนจะมีแผนลึกล้ำทางการเมืองอะไรอีกหรือไม่นั้น ปัญญาผมไม่แข็งแรงพอครับ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...