โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ก.พลังงาน’ รื้อโครงสร้างน้ำมัน ปลดล็อก ‘ต้นทุนทิพย์’ 22 ปี เซฟเงินคนไทย 1.08 หมื่นล้านบาทต่อปี เดินหน้าคุมค่าการกลั่น-หนุนชีวภาพถาวร

THE STANDARD

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘ก.พลังงาน’ รื้อโครงสร้างน้ำมัน ปลดล็อก ‘ต้นทุนทิพย์’ 22 ปี เซฟเงินคนไทย 1.08 หมื่นล้านบาทต่อปี เดินหน้าคุมค่าการกลั่น-หนุนชีวภาพถาวร

กระทรวงพลังงานเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ รัฐมนตรีฯ ลงนามปลดล็อกสูตรคำนวณราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ถอดรายการ ‘ต้นทุนทิพย์’ ทั้งค่าขนส่ง-ประกันภัยเทียมที่ผูกโยงตลาดสิงคโปร์มานานกว่า 22 ปี มีผลบังคับใช้ถาวร 29 ตุลาคม 2569 คาดช่วยลดภาระประชาชนได้ทันที ปีละกว่า 10,839 ล้านบาท พร้อมกางกลไกควบคุมค่าการกลั่นและลดภาษีสรรพสามิต หนุนน้ำมันชีวภาพเต็มสูบเพื่อประโยชน์ประชาชนและภาคเกษตรกรรมไทย

ประเด็นสำคัญ

  • เปิดที่มา ‘ต้นทุนทิพย์’ ผูกตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่กลั่นในประเทศ
  • กางกลไกควบคุม ‘ค่าการกลั่น’ จัดการกำไรส่วนเกินในภาวะวิกฤต
  • บูรณาการภาษี-ดันพลังงานสะอาด สู่ความเป็นธรรมทั้งระบบ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันตามมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป สาระสำคัญคือการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกชนิด ด้วยการตัดค่าใช้จ่ายสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกไปอย่างถาวร หลังถูกนำมาใช้เป็นฐานคำนวณตั้งแต่ปี 2547 หรือต่อเนื่องยาวนานถึง 22 ปี

เปิดที่มา ‘ต้นทุนทิพย์’ ผูกตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่กลั่นในประเทศ

เอกนัฏ ชี้แจงว่า ตลอดช่วง 22 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างราคา ณ โรงกลั่นของไทยใช้ระบบอ้างอิงราคาตลาดน้ำมันสำเร็จรูปของสิงคโปร์ (Import Parity) และบวกค่าใช้จ่ายเสมือนว่ามีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจริง ทั้งค่าขนส่งทางเรือ (Freight), ค่าประกันภัย (Insurance) และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Loss) ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการกลั่นเองภายในประเทศ และมีกำลังการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเพียงพอต่อความต้องการในประเทศทั้งหมด

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ กบง. จึงมีมติยกเลิกการบวกค่าใช้จ่ายสมมุติดังกล่าวทั้งหมด และปรับลดอัตราสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน เพื่อให้สะท้อนปริมาณการสำรองน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นปรับลดลงทันที 0.0875 – 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่าการประหยัดต้นทุนเฉลี่ยวันละ 29.70 ล้านบาท หรือ 10,839 ล้านบาทต่อปี

โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่

  • น้ำมันดีเซล B7 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและเศรษฐกิจ ต้นทุนหน้าโรงกลั่นลดลง 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่าลดภาระ 6,795 ล้านบาทต่อปี
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ต้นทุนหน้าโรงกลั่นลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่าลดภาระ 2,115 ล้านบาทต่อปี

เอกนัฏระบุเพิ่มเติมว่า หากคำนวณมูลค่าสะสมของต้นทุนทิพย์ที่ถูกบวกเข้าไปในราคาน้ำมันนับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นเม็ดเงินสูงกว่า 230,000 ล้านบาท การตัดต้นทุนส่วนนี้ออกจึงเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างถาวร ที่จะไม่มีการนำกลับมาเก็บจากประชาชนอีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตพลังงานหรือไม่ก็ตาม

กางกลไกควบคุม ‘ค่าการกลั่น’ จัดการกำไรส่วนเกินในภาวะวิกฤต

นอกเหนือจากการถอดต้นทุนทิพย์แล้ว กระทรวงพลังงานยังตอกย้ำถึงกลไกเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแล ‘ค่าการกลั่น’ (Refining Margin) โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เข้าไปตรวจสอบและคำนวณต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบจริง รวมทั้งค่าขนส่งและประกันภัยของน้ำมันดิบในแต่ละสัปดาห์ เพื่อกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่เหมาะสม (อ้างอิงช่วงปกติที่ 2.42 บาทต่อลิตร)

หากค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินจริงจากภาวะผันผวนของตลาดโลก รัฐจะดึงผลประโยชน์ส่วนเกิน (Excess Profit) ของโรงกลั่นกลับเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับดีเซลหมุนเร็วไปแล้ว 8 ครั้ง สามารถดึงผลประโยชน์ส่วนเกินสะสมรวมกว่า 31,786 ล้านบาท (ครอบคลุมปริมาณดีเซลกว่า 11,058 ล้านลิตร) เมื่อผนวกกับเงินสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 64,355 ล้านบาท เท่ากับรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรวม 96,141 ล้านบาท ในการตรึงและบรรเทาภาระราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้พุ่งสูงแตะระดับ 50 บาทต่อลิตรตามกลไกตลาดโลก

สำหรับเม็ดเงินที่ประหยัดได้วันละ 30 ล้านบาท หรือหมื่นล้านบาทต่อปีจากการถอดต้นทุนทิพย์รอบนี้ กระทรวงพลังงานจะประสานงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพิจารณาจัดสรรสัดส่วนในการทยอยส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมัน และบริหารจัดการสภาพคล่องของกองทุนฯ ควบคู่กันไป

บูรณาการภาษี-ดันพลังงานสะอาด สู่ความเป็นธรรมทั้งระบบ

กระทรวงพลังงานยังได้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง ในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ (E20 และ B20) ซึ่งช่วยให้ราคาขายปลีกถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานทั่วไปราว 8-10 บาทต่อลิตร (อยู่ที่ระดับประมาณ 33.50 บาทต่อลิตร) มาตรการนี้สร้างประโยชน์แบบ ‘สองเด้ง’ คือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรถกระบะ รถบรรทุก ไรเดอร์ และเครื่องจักรกลการเกษตร ขณะเดียวกันยังเป็นการนำเอทานอลและไบโอดีเซลจากผลผลิตของเกษตรกรไทยมาทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ ช่วยชดเชยรายได้ภาษีที่รัฐสูญเสียไปกลับคืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

ทั้งนี้ การยกเครื่องโครงสร้างราคาน้ำมันในครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์การปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานภาพใหญ่ ต่อเนื่องจากการตัด ‘ค่าไฟฟ้าสาธารณะ’ มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท ออกจากบิลค่าไฟของประชาชน 23 ล้านครัวเรือน รวมถึงการผลักดันโครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชน เพื่อขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าสะอาดเสรีเป็น 10,000 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเป็นธรรมด้านพลังงาน และยุติการผลักภาระต้นทุนแฝงที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้ก่ออย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...