โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ข้าวกัมพูชา” บุกตลาดโลก ส่งออกพุ่ง หลังข้าวหอมคว้ารางวัลโลก ดันเป้าส่งออกล้านตัน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ข้าวกัมพูชาเติบโตแรง ส่งออกข้าวสาร 8 เดือนแรกปี 2026 เพิ่มขึ้น 67.5% แตะ 792,212 ตัน ข้าวหอมผกาลำดวนคว้ารางวัลข้าวดีที่สุดในโลก ขณะที่ FAO เผยผลผลิตสูง 14.6 ล้านตัน กัมพูชาเร่งเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก

อุตสาหกรรมข้าวกัมพูชากำลังขยายบทบาทในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการผลิตและการส่งออก โดยมีข้าวหอมเป็นสินค้าสำคัญในการเจาะตลาดต่างประเทศ ขณะที่ผลผลิตข้าวภายในประเทศเพิ่มขึ้นเหนือค่าเฉลี่ย และรัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนเงินทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมข้าวตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการแปรรูป

ข้อมูลจากสหพันธ์ข้าวกัมพูชาระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2026 กัมพูชาส่งออกข้าวสารได้ 792,212 ตัน เพิ่มขึ้น 67.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ประมาณ 464 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 33% โดยข้าวหอมมีสัดส่วนเกือบ 58% ของปริมาณส่งออกทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ข้าวหอมผกาลำดวน (Phka Romdoul) ของกัมพูชายังได้รับรางวัลข้าวดีที่สุดในโลกประจำปี 2025 ร่วมกับข้าว ST25 ของเวียดนาม ช่วยสร้างโอกาสในการสื่อสารคุณภาพสินค้าและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณส่งออกข้าวสารจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่า สะท้อนความท้าทายสำคัญของกัมพูชาในการเพิ่มมูลค่าข้าวส่งออก และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ข้าวหอมผกาลำดวนกัมพูชา คว้ารางวัลข้าวดีที่สุดในโลกปี2025

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานโดยอ้างข้อมูลจากสำนักข่าว Khmer Times ว่า ข้าวหอมผกาลำดวน (Phka Romdoul) ของกัมพูชาได้รับรางวัล World's Best Rice 2025 หรือข้าวที่ดีที่สุดในโลก ร่วมกับข้าว ST25 ของเวียดนาม

รางวัลดังกล่าวประกาศในการประชุมข้าวโลกที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และนับเป็นครั้งที่ 7 ที่ข้าวกัมพูชาได้รับรางวัลนี้

ความสำเร็จดังกล่าวมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมข้าวกัมพูชา เพราะรางวัลระดับนานาชาติสามารถนำมาใช้เป็นจุดขายด้านคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าและผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ

โดยเฉพาะข้าวหอมซึ่งเป็นสินค้าหลักของกัมพูชา การได้รับรางวัลช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์ของข้าวกัมพูชาในตลาดโลก และเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกนำเสนอสินค้าแก่คู่ค้ารายใหม่

อย่างไรก็ตาม การสร้างมูลค่าจากรางวัลดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาคุณภาพข้าวให้สม่ำเสมอ รวมถึงการบริหารต้นทุนและการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด

ส่งออกข้าวกัมพูชา8 เดือนแรกปี 2026 พุ่ง 67.5% แตะ 7.92 แสนตัน

ข้อมูลจากสหพันธ์ข้าวกัมพูชา (Cambodia Rice Federation) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2026 กัมพูชาส่งออกข้าวสารได้ 792,212 ตัน เพิ่มขึ้น 67.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

การส่งออกดังกล่าวสร้างรายได้ประมาณ 464 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 33% สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจข้าวกัมพูชาในตลาดต่างประเทศ

เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออก พบว่าข้าวหอมมีสัดส่วนเกือบ 58% ของปริมาณส่งออกข้าวสารทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าข้าวหอมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมข้าวกัมพูชา

การส่งออกข้าวสารดำเนินการผ่านบริษัทผู้ส่งออกจำนวน 61 แห่ง โดยมีตลาดสำคัญทั้งสหภาพยุโรป จีน และประเทศในอาเซียน

ประธานสหพันธ์ข้าวกัมพูชาอธิบายว่า การเติบโตของการส่งออกได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณผลผลิตที่เพียงพอ ความต้องการจากต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ส่งออก และภาครัฐ

ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้กัมพูชาสามารถขยายปริมาณการส่งออกได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มบทบาทในตลาดข้าวระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของปริมาณส่งออกที่เพิ่มขึ้น 67.5% กับรายได้ที่เพิ่มขึ้น 33% จะเห็นว่ามูลค่าการส่งออกไม่ได้ขยายตัวตามปริมาณในอัตราเดียวกัน

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า มูลค่าส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับราคาขายและสัดส่วนชนิดข้าวที่ส่งออก

จึงเป็นโจทย์สำคัญว่ากัมพูชาจะสามารถเพิ่มมูลค่าข้าวส่งออกได้มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณการขายให้สูงขึ้นเท่านั้น

กัมพูชาตั้งเป้าส่งออกข้าวสาร1 ล้านตันต่อปี เร่งขยายตลาดต่างประเทศ

รัฐบาลกัมพูชาตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวสารให้ได้ 1 ล้านตันต่อปี โดยอาศัยการขยายฐานการผลิตและการพัฒนาความสามารถในการส่งออก

จากข้อมูลช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 ที่ส่งออกได้ 792,212 ตัน สะท้อนว่ากัมพูชามีปริมาณส่งออกเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายทั้งปีจะขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่สามารถรวบรวมและแปรรูปเป็นข้าวสารได้ รวมถึงคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศในช่วงที่เหลือของปี

การขยายตลาดของกัมพูชาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กระจายไปยังสหภาพยุโรป จีน และอาเซียน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ซื้อหลายกลุ่ม

สำหรับอุตสาหกรรมข้าว การมีตลาดส่งออกที่หลากหลายช่วยลดการพึ่งพาผู้ซื้อรายใดรายหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารคำสั่งซื้อ

อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดยังต้องอาศัยความสามารถในการรักษามาตรฐานสินค้า คุณภาพข้าว และความต่อเนื่องของการส่งมอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระยะยาว

กัมพูชาส่งออกข้าวเปลือกไปเวียดนาม3.35 ล้านตัน สร้างรายได้ 753 ล้านดอลลาร์

นอกจากการส่งออกข้าวสารแล้ว กัมพูชายังมีการส่งออกข้าวเปลือกไปยังประเทศเพื่อนบ้านในปริมาณมาก

ข้อมูลสหพันธ์ข้าวกัมพูชาระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2026 กัมพูชาส่งออกข้าวเปลือกไปเวียดนามประมาณ 3.35 ล้านตัน สร้างรายได้ราว 753 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวเป็นการส่งออกข้าวเปลือก ซึ่งแยกจากยอดส่งออกข้าวสาร 792,212 ตัน และไม่ควรนำมารวมกันโดยไม่แยกประเภทสินค้า

ปริมาณข้าวเปลือกที่ส่งออกไปเวียดนามสะท้อนว่า กัมพูชามีฐานการผลิตข้าวจำนวนมาก แต่ข้าวส่วนหนึ่งยังถูกส่งออกในรูปวัตถุดิบก่อนผ่านกระบวนการสีและแปรรูป

ในเชิงธุรกิจ การส่งออกข้าวเปลือกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ค้าข้าว แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ

หากกัมพูชาสามารถเพิ่มความสามารถในการรวบรวม อบแห้ง สีข้าว และจัดเก็บผลผลิตได้มากขึ้น ก็อาจมีโอกาสนำข้าวเปลือกบางส่วนมาแปรรูปเป็นข้าวสารเพื่อส่งออกโดยตรง

การเพิ่มสัดส่วนการแปรรูปภายในประเทศอาจช่วยสร้างรายได้ให้กับโรงสี ธุรกิจขนส่ง และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานข้าว รวมถึงเพิ่มช่องทางรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวต้องอาศัยเงินลงทุนและความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน คุณภาพ และการตลาดควบคู่กัน

อุตสาหกรรมข้าวกัมพูชาต้องการเงินทุน600 ล้านดอลลาร์ หนุนโรงสี–ส่งออก

การขยายตัวของอุตสาหกรรมข้าวกัมพูชายังต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมาก เพื่อรองรับการรวบรวมผลผลิต การแปรรูป และการดำเนินธุรกิจส่งออก

รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมข้าวกัมพูชามีความต้องการเงินทุนประมาณ 600 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาการเกษตรและชนบทของกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนเงินทุนประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยรองรับการดำเนินงานของอุตสาหกรรม

เงินทุนดังกล่าวมีความสำคัญต่อธุรกิจข้าว เนื่องจากผู้ประกอบการต้องใช้เงินหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการจัดเก็บ การสีข้าว และการขนส่ง

หากมีเงินทุนเพียงพอ ผู้ประกอบการก็อาจสามารถรับซื้อผลผลิตได้มากขึ้น และบริหารสต็อกข้าวให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ

ในทางกลับกัน หากเงินทุนมีข้อจำกัด แม้กัมพูชาจะมีผลผลิตข้าวจำนวนมาก ก็อาจไม่สามารถรวบรวมและแปรรูปเพื่อส่งออกได้เต็มศักยภาพ

การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า กัมพูชาจะสามารถเพิ่มการส่งออกข้าวสารและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

FAO เผยผลผลิตข้าวกัมพูชา 14.6 ล้านตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีถึง 17%

เบื้องหลังการเติบโตของการส่งออกข้าวกัมพูชา ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณผลผลิตภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization: FAO) ประเมินว่า ผลผลิตข้าวกัมพูชาในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 14.6 ล้านตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 17%

ผลผลิตดังกล่าวสะท้อนการขยายตัวของฐานการผลิตข้าว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกและการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูป

FAO ระบุว่า ข้าวฤดูฝนเป็นผลผลิตหลักของกัมพูชา คิดเป็นประมาณ 70% ของผลผลิตข้าวทั้งปี

การเพาะปลูกได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐ ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงินช่วยเหลือ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร

ขณะเดียวกัน สภาพอากาศยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลผลิต โดยปริมาณฝนในช่วงเดือนพฤษภาคม–พฤศจิกายน 2025 โดยรวมอยู่ในระดับเพียงพอสำหรับแหล่งปลูกข้าวสำคัญทางตอนใต้และตอนกลางของประเทศ

ปริมาณฝนดังกล่าวช่วยสนับสนุนผลผลิตต่อพื้นที่ให้อยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ย

เมื่อมีผลผลิตเพิ่มขึ้น กัมพูชาจึงมีวัตถุดิบสำหรับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของผลผลิตในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ การลงทุนด้านการเกษตร และการรักษาประสิทธิภาพการผลิตให้ต่อเนื่อง

ข้าวกัมพูชาโตแรง แต่รายได้ส่งออกเพิ่มช้ากว่าปริมาณ โจทย์ใหญ่คือเพิ่มมูลค่า

แม้กัมพูชาจะมีผลผลิตข้าวสูงและการส่งออกขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยังอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานการผลิตที่มีอยู่

ข้อมูลช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ปริมาณส่งออกข้าวสารเพิ่มขึ้น 67.5% ขณะที่รายได้ส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 33%

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า การเพิ่มปริมาณส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการยกระดับรายได้ของอุตสาหกรรม หากมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน

ขณะเดียวกัน การส่งออกข้าวเปลือกไปเวียดนามถึง 3.35 ล้านตัน ยังแสดงให้เห็นว่ากัมพูชามีโอกาสเพิ่มสัดส่วนการแปรรูปภายในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าจากผลผลิตให้มากขึ้น

หากสามารถพัฒนาระบบรวบรวมผลผลิต โรงอบแห้ง โรงสี และการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็อาจช่วยลดข้อจำกัดในการนำข้าวเข้าสู่กระบวนการแปรรูป และเพิ่มความพร้อมสำหรับการส่งออกข้าวสารโดยตรง

นอกจากนี้ การรักษาคุณภาพข้าวหอมและการใช้รางวัลระดับนานาชาติเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น ยังอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า

สำหรับเกษตรกร การขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปอาจเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิต ขณะที่โรงสีและผู้ส่งออกมีโอกาสขยายธุรกิจตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มมูลค่าจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาต้นทุนให้แข่งขันได้ และการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ

การเติบโตของอุตสาหกรรมข้าวกัมพูชาในระยะต่อไป จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะผลิตและส่งออกข้าวได้มากเพียงใดเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตแต่ละตันได้มากขึ้นแค่ไหน

หากกัมพูชาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูป รักษาคุณภาพข้าวหอม และขยายตลาดส่งออกได้ต่อเนื่อง ก็อาจเพิ่มบทบาทในตลาดข้าวโลกได้มากขึ้น

แต่ความสำเร็จระยะยาวจะต้องวัดทั้งปริมาณข้าวที่จำหน่ายได้ รายได้ส่งออก และมูลค่าที่อุตสาหกรรมสามารถรักษาไว้ภายในประเทศ เพราะการส่งออกที่เติบโตอย่างยั่งยืนต้องสร้างประโยชน์ได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้ประกอบการแปรรูปและผู้ส่งออก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...