โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหรัฐฯ เร่งปลูก “ข้าวหอมมะลิ” แข่งไทย Walmart-Kroger ขายข้าวปลูกเอง เสี่ยงกระทบตลาดส่งออก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สหรัฐฯ เร่งขยายพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอีก 1.26 แสนไร่ หวังลดการนำเข้า Walmart เริ่มเปลี่ยนแหล่งซื้อข้าวแบรนด์ร้านเป็นผลผลิตในประเทศ ขณะที่ Kroger เดินหน้าทิศทางเดียวกัน จับตาผลกระทบต่อข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 8 แสนตันต่อปี

ตลาดข้าวหอมมะลิที่ประเทศไทยมีชื่อเสียงมายาวนาน กำลังเผชิญการแข่งขันรูปแบบใหม่ เมื่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของไทย เร่งขยายการปลูกข้าวหอมมะลิภายในประเทศ พร้อมผลักดันสินค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและลดการพึ่งพาการนำเข้า

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านผลผลิตจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ขณะที่ผู้ส่งออกข้าวไทยยังต้องแข่งขันด้านราคาและรักษาฐานลูกค้าในตลาดต่างประเทศ

รายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังขยายพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิประมาณ 50,000 เอเคอร์ หรือราว 126,400 ไร่ โดยมีแหล่งเพาะปลูกกระจายอยู่ใน 6 รัฐสำคัญ

ขณะเดียวกัน ผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart เริ่มเปลี่ยนแหล่งจัดหาข้าวหอมมะลิสำหรับสินค้าภายใต้แบรนด์ของร้านมาใช้ผลผลิตในประเทศ ส่วน Kroger อยู่ระหว่างดำเนินการในทิศทางเดียวกัน

สถานการณ์นี้ทำให้การแข่งขันข้าวหอมมะลิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระหว่างประเทศผู้ส่งออกอีกต่อไป แต่ไทยต้องแข่งขันกับผู้ผลิตที่อยู่ภายในตลาดปลายทางด้วย

สหรัฐฯ ขยายพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ1.26 แสนไร่ หวังลดพึ่งพานำเข้า

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเผยแพร่รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก ระบุว่า ในปี 2026 สหรัฐฯ มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นประมาณ 50,000 เอเคอร์ หรือราว 126,400 ไร่

การเพาะปลูกกระจายอยู่ใน 6 รัฐ ได้แก่ Arkansas California Louisiana Mississippi Missouri และ Texas

การขยายพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศ ลดการพึ่งพาข้าวนำเข้า และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดข้าวหอมมะลิ จากเดิมที่สหรัฐฯ เป็นตลาดผู้ซื้อข้าวจากต่างประเทศ กลายมาเป็นตลาดที่มีผู้ผลิตภายในประเทศเข้ามาแข่งขันเพื่อแย่งคำสั่งซื้อ

สำหรับผู้ส่งออกไทย การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านราคา แต่ยังรวมถึงความสามารถของผู้ผลิตอเมริกันในการเพิ่มผลผลิต รักษาคุณภาพ และตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

หากสหรัฐฯ สามารถขยายการผลิตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น ผู้ผลิตในประเทศก็อาจได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญแรงกดดันต่อการรักษาลูกค้าและส่วนแบ่งตลาด

สหรัฐฯ เตรียมเพิ่มประกันภัยพืชผลข้าวหอม หนุนเกษตรกรขยายการผลิต

นอกจากการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกแล้ว สหรัฐฯ ยังมีแนวทางสนับสนุนการจัดการความเสี่ยงให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

รายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป จะมีทางเลือกด้านการประกันภัยพืชผลสำหรับข้าวกลุ่มข้าวหอม ซึ่งรวมถึงข้าวหอมมะลิด้วย

มาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดความกังวลของเกษตรกรเกี่ยวกับความเสียหายจากการเพาะปลูก และเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนขยายพื้นที่ผลิต

หากระบบประกันภัยสามารถตอบโจทย์ความเสี่ยงของเกษตรกรได้จริง ก็อาจกลายเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมข้าวหอมมะลิในสหรัฐฯ ระยะยาว

สำหรับประเทศไทย การเพิ่มกำลังผลิตของสหรัฐฯ จึงเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งแนวโน้มพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิต และทิศทางการจัดซื้อของลูกค้าอเมริกัน

ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า โดยเฉพาะคุณภาพ แหล่งกำเนิด และมาตรฐานของข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้ผู้ซื้อมีเหตุผลในการเลือกสินค้านำเข้าจากประเทศไทย

คนอเมริกัน85% รู้จักข้าวหอมมะลิ 82% ของผู้เคยกินชื่นชอบรสชาติ

การขยายการผลิตข้าวหอมมะลิของสหรัฐฯ มีแรงสนับสนุนสำคัญจากความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศนำเสนอระบุว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกัน 85% รู้จักข้าวหอมมะลิ และ 69% เคยรับประทานข้าวชนิดนี้

ที่สำคัญ ในกลุ่มผู้บริโภคที่เคยรับประทานข้าวหอมมะลิ พบว่า 82% ระบุว่าชอบหรือชอบมาก

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าข้าวหอมมะลิมีฐานผู้บริโภคที่รู้จักและยอมรับรสชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สินค้าที่ยังต้องเริ่มสร้างตลาดใหม่ทั้งหมด

สำหรับธุรกิจข้าว ความนิยมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่อยอดจากการทดลองรับประทานไปสู่การซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของตลาดระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความนิยมของข้าวหอมมะลิก็เป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ต้องการเข้ามาแข่งขันเพื่อเข้าถึงผู้ซื้อกลุ่มเดียวกัน

ความท้าทายของผู้ส่งออกไทยจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้บริโภครู้จักข้าวหอมมะลิ แต่ต้องทำให้ผู้ซื้อเห็นความแตกต่างระหว่างข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวหอมที่ผลิตจากแหล่งอื่นด้วย

ร้านอาหารสหรัฐฯ ใช้ข้าวหอมมะลิเพิ่มเกือบ25% คนรุ่นใหม่หนุนตลาดเติบโต

ความนิยมของข้าวหอมมะลิในสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการซื้อไปรับประทานภายในครัวเรือน แต่ยังขยายตัวผ่านธุรกิจร้านอาหารด้วย

รายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า การใช้ข้าวหอมมะลิในเมนูร้านอาหารเพิ่มขึ้นเกือบ 25% นับตั้งแต่ปี 2020

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และ Gen Z ซึ่งสนใจอาหารนานาชาติและให้ความสำคัญกับรสชาติของอาหาร

เมื่ออาหารเอเชียและอาหารนานาชาติได้รับความนิยมมากขึ้น ข้าวหอมมะลิจึงมีโอกาสถูกนำไปใช้ในเมนูอาหารที่หลากหลาย และเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการข้าวไทย ช่องทางร้านอาหารมีความสำคัญ เพราะนอกจากจะสร้างยอดสั่งซื้อโดยตรงแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับรสชาติและคุณลักษณะของข้าวหอมมะลิ

ความคุ้นเคยดังกล่าวอาจนำไปสู่การตัดสินใจซื้อข้าวหอมมะลิจากร้านค้าปลีกเพื่อกลับไปรับประทานที่บ้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตภายในสหรัฐฯ ก็มีโอกาสเข้ามาตอบสนองตลาดร้านอาหารและค้าปลีกมากขึ้นเช่นกัน

ผู้ส่งออกไทยจึงต้องรักษาความสัมพันธ์กับร้านอาหาร ผู้นำเข้า และผู้ค้าปลีก ควบคู่กับการสื่อสารจุดเด่นของข้าวหอมมะลิไทยให้ชัดเจน

สหรัฐฯ นำเข้าข้าวปีละ1.5 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิไทยครองสัดส่วนสำคัญ

ตลาดสหรัฐอเมริกามีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า สหรัฐฯ นำเข้าข้าวโดยรวมประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์

ในจำนวนนี้มีข้าวหอมมะลิไทยประมาณ 800,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณนำเข้าข้าวทั้งหมดตามตัวเลขดังกล่าว

ปริมาณดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของตลาดสหรัฐฯ ต่อผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไทย และทำให้การเปลี่ยนแปลงนโยบายจัดซื้อของผู้ประกอบการอเมริกันเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

หากผู้ค้าปลีกและผู้ซื้อรายใหญ่หันไปใช้ข้าวที่ปลูกภายในประเทศเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อโอกาสการเติบโตของข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การขยายพื้นที่ปลูกในสหรัฐฯ ไม่ได้หมายความว่าข้าวหอมมะลิไทยจะสูญเสียตลาดทันที เพราะการเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อยังขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า ราคา ปริมาณผลผลิต และความต้องการของผู้บริโภค

สำหรับผู้ส่งออกไทย สิ่งสำคัญคือการติดตามว่าผู้ซื้อแต่ละกลุ่มต้องการข้าวประเภทใด และข้าวหอมมะลิไทยมีจุดแข็งที่สามารถรักษาความต้องการซื้อได้อย่างไร

การสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ แหล่งกำเนิด และมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ จึงมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดที่มีผู้ผลิตเข้ามาแข่งขันเพิ่มขึ้น

Walmart หันใช้ข้าวหอมมะลิปลูกในสหรัฐฯ Kroger เดินหน้าตาม

เมื่อผู้บริโภคชาวอเมริกันคุ้นเคยกับข้าวหอมมะลิมากขึ้น การแข่งขันจึงขยับจากการสร้างความนิยมไปสู่การทำให้สินค้ามีจำหน่ายอย่างทั่วถึง และถูกเลือกซื้อจากชั้นวางสินค้า

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า อุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ กำลังส่งเสริมข้าวหอมมะลิที่ปลูกภายในประเทศ หรือ U.S.-grown jasmine rice เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ผลิตอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นในช่องทางค้าปลีก เมื่อ Walmart ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแหล่งจัดหาข้าวหอมมะลิสำหรับสินค้าภายใต้แบรนด์ของร้าน มาใช้ผลผลิตที่ปลูกภายในประเทศ

ขณะที่ Kroger ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่นกัน อยู่ระหว่างดำเนินการในทิศทางเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวหอมมะลิภายใต้แบรนด์ของร้านค้าปลีก หรือ Private Label โดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าผู้ค้าปลีกทั้งสองรายจะยุติการจำหน่ายข้าวหอมมะลิไทยทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าผู้ผลิตอเมริกันกำลังมีโอกาสเข้าถึงช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

หากผู้ค้าปลีกเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อมาใช้ผลผลิตในประเทศมากขึ้น ผู้ผลิตอเมริกันอาจได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกที่เคยจำหน่ายข้าวให้กับสินค้ากลุ่มดังกล่าวอาจต้องหาโอกาสทางการตลาดใหม่

สำหรับผู้ประกอบการไทย การรักษาตลาดจึงต้องติดตามทั้งนโยบายจัดซื้อของลูกค้าและความต้องการของผู้บริโภคปลายทาง

USA Rice รุกโฆษณาข้าวปลูกในประเทศ ยอดขายเพิ่ม 8.9% หลังทำแคมเปญ

นอกจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มช่องทางจำหน่ายแล้ว อุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ ยังเดินหน้าสร้างการรับรู้ให้กับข้าวหอมมะลิที่ผลิตภายในประเทศ

รายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า องค์กรอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ หรือ USA Rice Federation เริ่มแคมเปญส่งเสริมข้าวหอมมะลิที่ปลูกในประเทศเมื่อเดือนกันยายน 2025

แคมเปญดังกล่าวใช้การโฆษณาผ่านระบบขนส่งและสนามบิน รวมถึงสื่อส่งเสริมการขายบนชั้นวางสินค้าในร้านขายของชำประมาณ 1,000 แห่ง

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภครู้จักข้าวหอมมะลิที่ปลูกในสหรัฐฯ และช่วยให้ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าได้ง่ายขึ้น ณ จุดจำหน่าย

ภายหลังการดำเนินแคมเปญ รายงานระบุว่า ยอดขายในช่วงหนึ่งเดือนเพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลดังกล่าวสะท้อนโอกาสของการใช้การสื่อสารเรื่องแหล่งผลิตและการทำตลาด ณ จุดขาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดขายในช่วงแคมเปญยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าข้าวหอมมะลิที่ปลูกในสหรัฐฯ จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

สิ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องติดตามต่อไปคือ ผู้ผลิตอเมริกันจะสามารถรักษาคุณภาพ เพิ่มกำลังผลิต และต่อยอดยอดขายหลังจบแคมเปญได้มากน้อยเพียงใด

เพราะหากคู่แข่งสามารถเพิ่มทั้งผลผลิตและช่องทางจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง การแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยก็อาจรุนแรงขึ้น

ข้าวหอมมะลิไทยต้องสร้างความต่าง รักษาตลาดสหรัฐฯ ท่ามกลางคู่แข่งรายใหม่

การแข่งขันข้าวหอมมะลิในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงชั้นวางสินค้าในร้านค้าปลีก

การขยายพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิของสหรัฐฯ สะท้อนความพยายามลดการพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการจัดหาผลผลิตภายในประเทศมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการผลิตข้าวกำลังเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งอาจกระทบทั้งปริมาณผลผลิตและต้นทุนในระยะต่อไป

ผู้ส่งออกไทยจึงต้องรับมือกับความท้าทายสองด้านพร้อมกัน ทั้งการรักษาความต่อเนื่องของวัตถุดิบภายในประเทศ และการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ

แนวทางสำคัญคือการทำให้ผู้บริโภคเห็นความแตกต่างของข้าวหอมมะลิไทยอย่างชัดเจน ทั้งคุณภาพ กลิ่นหอม รสชาติ แหล่งกำเนิด และมาตรฐานที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรสร้างความร่วมมือกับผู้นำเข้า ร้านอาหาร และผู้ค้าปลีก เพื่อรักษาช่องทางจำหน่ายและเข้าถึงผู้บริโภคที่ยังต้องการข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย

การบริหารต้นทุน คุณภาพที่สม่ำเสมอ และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว

แม้ข้าวหอมมะลิไทยจะมีชื่อเสียงและฐานผู้บริโภคในสหรัฐฯ อยู่แล้ว แต่การแข่งขันครั้งใหม่ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครผลิตข้าวได้มากกว่า หากยังขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเพิ่มกำลังผลิตและผลักดันข้าวหอมมะลิของตัวเองเข้าสู่ร้านค้าปลีก ผู้ส่งออกไทยจึงต้องทำให้คุณค่าของข้าวหอมมะลิไทยชัดเจนมากขึ้น

เพราะการรักษาส่วนแบ่งตลาดในอนาคต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยคุณภาพที่ผู้บริโภคยอมรับ ราคาที่เหมาะสม และความสามารถในการส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...