โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อมผมบ่อย เสี่ยงตับ–ไตพังจริงไหม? เว้นนานแค่ไหน พร้อมวิธีอ่านฉลาก ลดความเสี่ยง

sanook.com

เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ย้อมผมบ่อยทำให้ตับอักเสบ ไตเสื่อมจริงไหม? ควรเว้นนานแค่ไหนก่อนเติมครั้งต่อไป พร้อมวิธีานฉลากอย่างไรให้ลดความเสี่ยง

ย้อมผมบ่อยทำให้ตับอักเสบ ไตเสื่อมจริงไหม? ควรเว้นนานแค่ไหนก่อนเติมครั้งต่อไป พร้อมวิธีานฉลากอย่างไรให้ลดความเสี่ยง

การย้อมผมช่วยปิดผมขาวและเปลี่ยนบุคลิกได้ แต่เมื่อมีข่าวว่าการย้อมบ่อยอาจทำให้ตับอักเสบหรือไตเสื่อม หลายคนก็เริ่มกังวล โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเติมสีเป็นประจำ คำถามสำคัญคือความเสี่ยงเหล่านี้มีหลักฐานมากแค่ไหน และควรย้อมห่างกันเท่าไร คำตอบต้องแยกระหว่างการใช้ตามฉลาก การแพ้เฉพาะบุคคล และการได้รับสารพิษในปริมาณมาก ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์เดียวกัน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ระบุว่า มีรายงานผู้ป่วยบางรายในต่างประเทศที่พบความผิดปกติของตับและไตสัมพันธ์กับการสัมผัสยาย้อมผม แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนพอจะสรุปว่า การย้อมผมตามปกติเป็นสาเหตุโดยตรงของตับอักเสบหรือไตเสื่อมในผู้ใช้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มีความเสี่ยงเลย อันตรายที่ควรใส่ใจเป็นอันดับแรกคือการแพ้ การระคายเคือง และการบาดเจ็บของหนังศีรษะจากการใช้ไม่เหมาะสม

ย้อมผมบ่อยทำให้ตับอักเสบหรือไตเสื่อมจริงไหม?

มีรายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับตับอักเสบหลังใช้แชมพูย้อมผมที่มีสารพาราฟีนิลีนไดอะมีน หรือ PPD รวมถึงรายงานภาวะไตบาดเจ็บหลังสัมผัสผลิตภัณฑ์บางกรณี รายงานเหล่านี้ช่วยเตือนให้แพทย์นึกถึงผลิตภัณฑ์ที่ผู้ป่วยใช้เมื่อประเมินสาเหตุของโรค แต่เป็นข้อมูลผู้ป่วยจำนวนน้อย จึงยังใช้คำนวณความเสี่ยงของผู้ใช้ทั่วไปหรือยืนยันว่า “ย้อมบ่อยแล้วไตเสื่อมแน่นอน” ไม่ได้

อีกส่วนหนึ่งของข้อมูลความเป็นพิษของ PPD มาจากผู้ที่กลืนยาย้อมผม ซึ่งอาจเกิดอาการรุนแรง เช่น ทางเดินหายใจบวม กล้ามเนื้อสลาย และไตบาดเจ็บเฉียบพลัน การได้รับสารผ่านการกลืนแตกต่างจากการทาบนเส้นผมแล้วล้างออกตามฉลากอย่างมาก จึงไม่ควรนำผลจากกรณีได้รับพิษมาอธิบายการย้อมผมทุกครั้งว่าเป็นอันตรายระดับเดียวกัน

คำว่า “ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน” ยังไม่ใช่คำเดียวกับ “โรคไตเรื้อรัง” ซึ่งมีลักษณะและการประเมินต่างกัน เช่นเดียวกับการพบค่าตับผิดปกติที่ต้องตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย ข้อสรุปที่เหมาะสมจึงเป็นว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้เหมารวมว่าการย้อมผมบ่อยทำลายตับและไต แต่ควรลดการสัมผัสที่ไม่จำเป็นและหยุดใช้เมื่อเกิดความผิดปกติ

ความเสี่ยงที่พบชัดเจนกว่า คือการแพ้และระคายเคือง

ยาย้อมผมอาจทำให้เกิดทั้งการระคายเคืองและผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งเป็นคนละกลไกกัน การระคายเคืองอาจทำให้แสบหรือเจ็บบริเวณสัมผัส ส่วนการแพ้อาจเกิดผื่นคัน บวม และตุ่มพอง โดยอาการบางรายปรากฏหลังใช้ไปแล้วหลายชั่วโมงหรือหลายวัน การเคยใช้ยี่ห้อเดิมโดยไม่แพ้จึงไม่รับประกันว่าครั้งต่อไปจะปลอดภัยเสมอ

  • อาการที่ควรหยุดใช้: แสบหนังศีรษะมาก คัน ผื่นแดง ตุ่มพอง หรือมีน้ำเหลืองบริเวณหนังศีรษะ หู ใบหน้า และต้นคอ
  • อาการที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว: หนังตาหรือใบหน้าบวมมาก ผื่นลาม หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังหยุดใช้และล้างผลิตภัณฑ์ออก
  • อาการฉุกเฉิน: ปาก ลิ้น หรือคอบวม หายใจลำบาก หน้ามืด หรือหมดสติ ต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที

ควรย้อมผมห่างกันเท่าไร จึงลดความเสี่ยง?

ยังไม่มีระยะห่างเดียวที่รับประกันได้ว่าจะไม่แพ้ หรือป้องกันตับและไตผิดปกติได้ทุกคน เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับส่วนผสม วิธีใช้ สภาพหนังศีรษะ และประวัติแพ้ของแต่ละคน การเว้นหนึ่งเดือนหรือสามเดือนจึงไม่ใช่หลักประกันความปลอดภัย หากเคยแพ้สารในผลิตภัณฑ์ ต่อให้เว้นนานก็อาจเกิดปฏิกิริยาเมื่อใช้ซ้ำได้

ในด้านการลดความเสียหายของเส้นผม สมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ หรือ AAD แนะนำให้ยืดระยะระหว่างการเติมสี โดยยกตัวอย่างช่วง 8–10 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นในฤดูหนาว คำแนะนำนี้เป็นเรื่องการดูแลเส้นผม ไม่ใช่เกณฑ์พิสูจน์ว่าตับและไตจะปลอดภัยเมื่อครบจำนวนสัปดาห์ดังกล่าว สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ควรย้อมเท่าที่จำเป็น ปฏิบัติตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ และหลีกเลี่ยงการเติมสีซ้ำขณะที่หนังศีรษะยังมีอาการผิดปกติ

หากเพิ่งฟอก ดัด หรือยืดผม องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA แนะนำให้รออย่างน้อย 14 วันก่อนใช้ยาย้อมผม แต่หากหนังศีรษะยังแดง แสบ มีแผล หรือเส้นผมเสียมาก ควรรอให้ฟื้นตัวและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน ระยะ 14 วันนี้เป็นคำแนะนำหลังทำกระบวนการดังกล่าว ไม่ใช่คำแนะนำให้ย้อมซ้ำทุกสองสัปดาห์

อ่านฉลากยาย้อมผมอย่างไร ก่อนตัดสินใจซื้อ?

อย่าเลือกจากสีบนกล่องหรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว ควรอ่านทั้งฉลากภาษาไทย รายการส่วนผสม และคำแนะนำในกล่องก่อนซื้อ โดยเฉพาะผู้ที่เคยแพ้ยาย้อมผมต้องตรวจชื่อสารที่แพ้ทุกครั้ง ข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจมีดังนี้

  • ชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์: ดูว่าเป็นสีถาวร กึ่งถาวร ชั่วคราว หรือแชมพูเปลี่ยนสีผม เพราะวิธีใช้ต่างกัน และแชมพูเปลี่ยนสีไม่จำเป็นต้องอ่อนโยนกว่าเสมอ
  • รายการส่วนผสม: อ่านทั้งหลอดสีและน้ำยาผสม หากขายเป็นชุด เพื่อค้นหาสารที่เคยแพ้หรือมีข้อควรระวัง
  • ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า: ต้องมีชื่อและที่ตั้งที่ตรวจสอบได้ รวมถึงปริมาณสุทธิและเลขครั้งที่ผลิต เพื่อใช้ติดตามหากเกิดปัญหา
  • วันที่ผลิตและข้อมูลอายุการใช้: ตรวจวันหมดอายุเมื่อมีระบุ รวมถึงสภาพบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่รั่ว เสื่อมสภาพ หรือไม่ทราบแหล่งที่มา
  • เลขที่ใบรับจดแจ้ง: ตรวจสอบกับเว็บไซต์ อย. ให้ชื่อผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการตรงกับฉลาก และตรวจสถานะใบรับจดแจ้ง
  • วิธีใช้และคำเตือน: อ่านอัตราส่วนผสม เวลาที่ให้ทิ้งไว้ วิธีทดสอบก่อนใช้ ข้อห้าม และข้อจำกัดอายุของผู้ใช้ถ้ามี

เลขที่ใบรับจดแจ้งช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ แต่ ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่แพ้ในทุกคน เช่นเดียวกับคำว่า “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” “ออร์แกนิก” หรือ “ไม่มีแอมโมเนีย” ที่ไม่ได้บอกความเสี่ยงของส่วนผสมทั้งหมด ควรซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและเก็บกล่องหรือภาพฉลากไว้ เผื่อต้องให้แพทย์ตรวจสอบสารที่สัมผัส

สารในยาย้อมผมที่ควรรู้จักและระวัง

การพบชื่อสารเคมีบนฉลากไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นผิดกฎหมายหรืออันตรายเสมอไป ความปลอดภัยต้องพิจารณาความเข้มข้น เงื่อนไขการใช้ และความไวต่อสารของผู้ใช้ด้วย อย่างไรก็ตาม สารต่อไปนี้เป็นกลุ่มที่ควรรู้จัก โดยเฉพาะผู้มีประวัติแพ้หรือทำงานสัมผัสผลิตภัณฑ์เป็นประจำ

  • PPD — p-Phenylenediamine หรือ Paraphenylenediamine: สารสร้างสีที่พบในยาย้อมผมถาวรหลายสูตร และเป็นสารสำคัญที่ทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส ผู้ที่เคยแพ้ PPD ควรหลีกเลี่ยงและปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์อื่น
  • PTD/PTDS — Toluene-2,5-Diamine และเกลือ Sulfate: สารสร้างสีที่อาจใช้แทน PPD ในบางสูตร ผู้แพ้ PPD บางคนอาจแพ้สารกลุ่มนี้ด้วย จึงไม่ควรเชื่อว่า “PPD-free” ปลอดภัยสำหรับตนโดยอัตโนมัติ
  • Ammonia และ Ethanolamine/Monoethanolamine: สารช่วยปรับสภาพด่างในสูตร ซึ่งอาจระคายเคืองผิวหนัง การไม่มีแอมโมเนียไม่ได้หมายความว่าไม่มีสารที่ทำให้ระคายเคือง
  • Hydrogen Peroxide: สารออกซิไดซ์ที่พบในน้ำยาผสมสีและผลิตภัณฑ์ฟอกผม อาจทำให้ผิวหนังและดวงตาระคายเคือง และทำให้เส้นผมเสียหากใช้ไม่เหมาะสม
  • Persulfates: เช่น Ammonium Persulfate พบได้ในผลิตภัณฑ์ฟอกผม อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ ลมพิษ หรืออาการทางระบบหายใจ โดยเฉพาะผู้ที่สูดฝุ่นผงและสัมผัสเป็นประจำ
  • น้ำหอมและสารกันเสีย: อาจเป็นตัวกระตุ้นผื่นแพ้ในบางคน แม้ผลิตภัณฑ์จะไม่มี PPD ก็ตาม ผู้ที่มีประวัติแพ้ควรเทียบชื่อสารกับผลตรวจหรือคำแนะนำจากแพทย์

ทดสอบก่อนย้อมทุกครั้ง แม้เคยใช้สีเดิม

ควรทำการทดสอบก่อนใช้ตามวิธีและระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด ซึ่งผลิตภัณฑ์จำนวนมากให้ทดสอบล่วงหน้าประมาณ 48 ชั่วโมง อย่าดัดแปลงวิธีเองหรือย้อมทันทีหลังทดสอบ หากเกิดคัน แดง บวม หรือระคายเคือง ให้หยุดและไม่ใช้ผลิตภัณฑ์นั้น

ผลทดสอบที่ไม่พบอาการไม่ได้รับประกันว่าจะไม่เกิดปฏิกิริยาเมื่อย้อมจริง และการทดสอบปอยผมเพื่อดูสีหรือสภาพเส้นผมก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการทดสอบผิวหนัง หากเคยมีประวัติแพ้ยาย้อมผม โดยเฉพาะอาการบวมมากหรือหายใจผิดปกติ ไม่ควรลองทาซ้ำเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเอง ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินและพิจารณาการตรวจหาสารก่อแพ้

วิธีย้อมผมให้ลดการสัมผัสที่ไม่จำเป็น

การเลือกผลิตภัณฑ์เหมาะสมต้องมาคู่กับวิธีใช้ที่ถูกต้อง ไม่ควรเพิ่มความเข้มข้นหรือทิ้งไว้นานขึ้นเพียงเพราะอยากให้สีติดดี หากทำที่ร้าน ควรแจ้งประวัติแพ้และขอดูผลิตภัณฑ์ก่อนใช้ โดยมีข้อปฏิบัติสำคัญดังนี้

  • สวมถุงมือที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ และทำในบริเวณที่อากาศถ่ายเท
  • ผสมตามอัตราส่วนที่ระบุ ไม่ผสมสูตรต่างยี่ห้อหรือเติมสารอื่นเอง
  • จับเวลาตามฉลาก ไม่ทิ้งน้ำยาไว้นานกว่าที่กำหนด และล้างออกให้สะอาด
  • งดย้อมเมื่อหนังศีรษะมีแผล ผื่น แดง แสบ หรือถูกแดดเผา และหลีกเลี่ยงการเกาหนังศีรษะจนบาดเจ็บก่อนย้อม
  • ไม่ใช้ยาย้อมผมกับขนตาหรือคิ้ว และระวังไม่ให้เข้าตา
  • เมื่อเติมโคนผม ให้ใช้ตามวิธีเติมโคนของผลิตภัณฑ์ เพื่อลดการลงสีซ้ำบนเส้นผมส่วนเดิมโดยไม่จำเป็น
  • เก็บให้พ้นมือเด็ก และไม่ใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมแทนแชมพูทั่วไปหากฉลากไม่ได้กำหนดให้ใช้เช่นนั้น

แชมพูปิดผมขาวและเฮนนาปลอดภัยกว่ายาย้อมทั่วไปหรือไม่?

รูปแบบแชมพูไม่ได้รับประกันว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะบางสูตรยังมีสารสร้างสีที่ทำให้แพ้ได้ ต้องตรวจส่วนผสมและความถี่การใช้ตามฉลากเช่นเดียวกับยาย้อมผม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้คำว่าเฮนนาหรือสมุนไพร ก็ควรอ่านรายการส่วนผสมทั้งหมดและตรวจแหล่งที่มา ไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยจากชื่อเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่เคยสักชั่วคราวด้วย “แบล็กเฮนนา” ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเคยสัมผัส PPD ในปริมาณสูงและเกิดความไวต่อสาร เมื่อใช้ยาย้อมผมที่มี PPD ในภายหลังจึงอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ โดยเฉพาะหากเคยมีผื่นจากรอยสัก ควรแจ้งแพทย์และช่างทำผมก่อนใช้ผลิตภัณฑ์

ใครบ้างควรปรึกษาแพทย์ก่อนย้อม?

ผู้ที่เคยแพ้ยาย้อมผม มีโรคผิวหนังบริเวณหนังศีรษะ หรือเคยมีอาการทางระบบหายใจจากผลิตภัณฑ์ทำผม ควรรับคำแนะนำก่อนใช้ซ้ำ ผู้มีโรคตับหรือไตอยู่เดิม และผู้ที่เคยมีค่าตับหรือไตผิดปกติหลังใช้ผลิตภัณฑ์ ควรแจ้งแพทย์ถึงชนิดและความถี่ที่ใช้ด้วย การมีโรคประจำตัวไม่ได้แปลว่าต้องห้ามย้อมทุกคน แต่ควรประเมินเป็นรายบุคคล

สำหรับช่างทำผม การสัมผัสผลิตภัณฑ์หลายครั้งต่อวันต่างจากลูกค้าที่ย้อมเป็นครั้งคราว จึงควรให้ความสำคัญกับถุงมือ การระบายอากาศ และการลดการสูดฝุ่นจากผลิตภัณฑ์ฟอกผม หากมีผื่นมือเรื้อรัง ไอ แน่นหน้าอก หรือหายใจมีเสียงหวีดขณะทำงาน ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสสาร ไม่ควรฝืนทำงานโดยมองว่าเป็นอาการปกติของอาชีพ

มีอาการผิดปกติหลังย้อม ต้องทำอย่างไร?

หากเริ่มแสบ คัน หรือมีปฏิกิริยาระหว่างย้อม ให้หยุดทันทีและล้างผมกับหนังศีรษะด้วยน้ำและแชมพูอ่อนอย่างทั่วถึง หากผลิตภัณฑ์เข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดทันทีและรับการประเมินหากมีอาการผิดปกติ ส่วนอาการหน้าบวมมาก หายใจลำบาก หรือหน้ามืด ต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน พร้อมนำบรรจุภัณฑ์หรือภาพฉลากไปด้วย

หากหลังใช้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะลดลงมาก ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ หรืออ่อนเพลียรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเกิดจากยาย้อมผม แต่เป็นความผิดปกติที่ไม่ควรละเลย สามารถแจ้งปัญหาผลิตภัณฑ์ต่อสายด่วน อย. 1556 เพื่อให้ตรวจสอบเพิ่มเติมได้

สรุปแล้ว การกล่าวว่า “ย้อมผมบ่อยทำให้ตับอักเสบและไตเสื่อมแน่นอน” ยังเกินกว่าหลักฐานที่มี แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ตามฉลากก็ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงแพ้เป็นศูนย์ สิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงคือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบได้ อ่านส่วนผสม ทดสอบตามคำแนะนำ เว้นการย้อมเท่าที่ทำได้ และไม่ใช้ซ้ำเมื่อเกิดอาการผิดปกติ ความปลอดภัยจึงขึ้นอยู่กับทั้งผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ และการตอบสนองของร่างกาย มากกว่าการนับจำนวนสัปดาห์เพียงอย่างเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...