โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

1 ปี วิทัย ผู้ว่าธปท. เดินหน้า 18 มาตรการแก้ปัญหาโครงสร้าง ชี้คงดอกเบี้ยต่ำนานเสี่ยงสะสมความเปราะบาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ตุลาคม 2569 เวลา 1.17 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครบ 1 ปี วิทัย นั่งตำแหน่ง ผู้ว่าธปท. เดินหน้า 18 มาตรการ มุ่งแก้หนี้ครัวเรือน หนุนสินเชื่อ SME ลดค่าธรรมเนียม พร้อมยกระดับกำกับดูแล Non-bank และสกัดธุรกรรมเงินเทา พร้อมจับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และผลกระทบจากการคงดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน GovernorConnect: A Year in Review, Moving Forward ว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ปรับยุทธศาสตร์และวางตำแหน่งองค์กรใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเพิ่มน้ำหนักการประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตใกล้เคียงศักยภาพ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน

เศรษฐกิจโตต่ำ รายได้เพิ่มไม่ทันรายจ่าย

เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงจากอดีตที่เคยขยายตัวประมาณ 5-7% ต่อปี มาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% โดยปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.4% และปี 2569 คาดว่าจะใกล้เคียงระดับดังกล่าว ส่งผลให้รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด ขณะที่รายจ่ายและภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง

หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่อง อาจทำให้ประชาชนมีเงินไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เกิดหนี้เสียและการปิดกิจการ ตลอดจนบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศ

“ไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจแทนรัฐบาล แต่มีบทบาทในการประคับประคองเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน พร้อมผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง”

รักษาเสถียรภาพ ควบคู่ผ่อนคลายนโยบายการเงิน

ธปท. ยังคงดูแลเสถียรภาพ 3 ด้าน ได้แก่ เสถียรภาพราคา ระบบการเงิน และระบบการชำระเงิน โดยประเมินว่า แม้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่แรงกดดันด้านอุปสงค์ภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สถาบันการเงินไทยยังมีความแข็งแกร่ง และระบบการชำระเงินมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ

ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง ในเดือนธันวาคมและกุมภาพันธ์ จาก 1.50% เหลือ 1.00% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การประคองเศรษฐกิจที่โตต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้รายได้ของประชาชนและธุรกิจเติบโตน้อยกว่ารายจ่าย ธปท. จึงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นเพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การใช้ Policy Space ในช่วงเงินเฟ้อต่ำ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (Demand-side) อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ ธปท. มีช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อลดภาระทางการเงินให้แก่ระบบ

“การคงดอกเบี้ยต่ำยาวนานจะมีความเสี่ยงจาก เกิดการสะสมความเสี่ยงในระบบการเงิน ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทน/ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยลง เอื้อประโยชน์ให้ลูกหนี้รายใหญ่ที่มีเครดิตดีกู้เงินได้ในต้นทุนที่ถูกลง ขณะที่ SMEs ยังคงเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แต่เงื่อนไขในการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย จะพิจารณาจากข้อมูลจริงและภาพข้างหน้า”

อย่างไรก็ดีการจะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวร้อนแรงจนส่งผลต่อเงินเฟ้อ หรือเงินเฟ้อไม่ลดลงตามคาดในช่วงกลางปีหน้า เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น หรือการอุดหนุนของภาครัฐลดลง หรือหากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับต่างประเทศก่อให้เกิดความผันผวนรุนแรงต่อค่าเงินบาท ระดับดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ยังถือว่ามีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ปรับแนวทางบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้เชิงรุกขึ้น เพื่อลดแรงกดดันจากธุรกรรมที่อาจสร้างความผันผวน โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม การโอนเงิน และธุรกรรมเงินตราต่างประเทศบางประเภท

ด้านค่าเงินบาทอ่อนค่าจากประมาณ 31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 33.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่แถลง หรืออ่อนค่าลงเกือบ 7% ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดและบริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดย ธปท. จะติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดต่อไป

เดินหน้า 18 มาตรการ แก้ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายวิทัย กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากนโยบายการเงิน ธปท. ได้ดำเนินมาตรการเฉพาะจุดผ่านการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ได้แก่

  • หนี้ครัวเรือน ช่วยลูกหนี้จัดการภาระหนี้และกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
  • สินเชื่อ SME เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกัน
  • ความเป็นธรรมทางการเงิน ลดต้นทุนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ไม่เหมาะสม
  • เงินเทาและการฟอกเงิน ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเสี่ยงผ่านระบบการเงิน

“การใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ธปท.จึงต้องใช้มาตรการเฉพาะจุดควบคู่กับความร่วมมือของสถาบันการเงิน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 18 มาตรการ และเตรียมผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเร่งแก้หนี้รายย่อย”

โดย 18 มาตรการ คือ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินการออกในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยผ่านการกำกับดูแลสถาบันการเงิน โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้

ด้านการแก้หนี้ครัวเรือน และ SMEs

  • ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ : ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL
  • SAM = Social AMC : ปรับบทบาทของ SAM ให้เป็น Social AMC เน้นการช่วยเหลือลูกหนี้
  • Min pay บัตรเครดิต (8%) : คงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตไว้ที่ 8% เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องให้ลูกหนี้
  • โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" : ขยายเวลาคงค่างวดและสิทธิการซื้อทรัพย์คืน

ด้านการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs & รายย่อย

  • SMEs Credit Boost : กลไกค้ำประกันความเสี่ยงสินเชื่อใหม่เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน
  • SMEs Secure plus: เสริมสภาพคล่องโดยผ่อนปรนให้ใช้หลักประกันอื่น ๆ (เช่น ที่ดิน) ร่วมกับกระแสเงินสด

ด้าน Fairness การใช้บริการทางการเงิน

  • ลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ: ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ การชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลูกค้ารายย่อยและ SMEs
  • ตรวจเครดิตบูโร ฟรี 2 ครั้ง/ปี : เปิดให้ประชาชนตรวจข้อมูลเครดิตบูโรฟรีผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (กคค.)

ด้านเงินเทา / คอร์รัปชัน ผ่านระบบการเงิน

  • ซื้อขายทองคำออนไลน์ (50 ลบ.] และ รายงานการถอนทองคำ ตั้งแต่ 2 kg. ขึ้นไป
  • ซื้อขาย FX (ธนบัตร) ผ่าน Money Changer (ตั้งแต่ 8 แสนบาท/ราย/วัน) เป็นควบคุมการแลกเปลี่ยนธนบัตรเงินตราต่างประเทศ
  • ยกระดับกระบวนการ KYC/CDD/EDD เพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์ตัวตนและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า
  • ถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ยกระดับมาตรการรายงาน/ตรวจสอบการถอนเงินสดมูลค่าสูง
  • ฝาก / แลกเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ยกระดับการตรวจสอบแหล่งที่มาของการฝากหรือแลกเงินสด
  • กำหนด Suspicious Transaction 24 patterns หรือ กำหนดรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยเพื่อให้สถาบันการเงินรับมือได้อย่างชัดเจน 24 รูปแบบ
  • ยกระดับ KYM ร้านค้า (E-Payment) ตรวจสอบร้านค้า (Know Your Merchant) ที่รับชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ประกาศเจตนารมณ์ภายใต้ “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน”
  • Bangkok Blueprint : กรอบความร่วมมือด้านระบบการเงินระดับสากลร่วมกับ IMF และ World Bank
  • ควบคุม/กำกับธุรกรรม USDT : ดำเนินการร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อดูแลการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล

มาตรการแก้หนี้

นายวิทัย กล่าวอีกว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการแก้หนี้รายย่อย โดยเฉพาะหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งมีต้นทุนการปรับโครงสร้างหนี้สูงเมื่อเทียบกับมูลหนี้ ธปท. จึงผลักดันการรวมหนี้และใช้กลไกบริหารจัดการหนี้ที่มุ่งช่วยลดภาระลูกหนี้ โครงการดังกล่าวช่วยเหลือลูกหนี้ไปแล้วเกือบ 200,000 ราย และตั้งเป้าขยายผลเป็นประมาณ 300,000 รายในปีถัดไป

“การแก้หนี้ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ดูเพียงสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ซึ่งลดลงจากประมาณ 95% มาอยู่ที่ 85.9% เพราะตัวเลขดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงตามการเติบโตของ GDP และเงินเฟ้อ โดยไม่ได้หมายความว่าภาระหนี้ของประชาชนจะลดลงตามไปด้วย SME Credit Boost ครบเป้า 80,000 ล้านบาท เตรียมขยายเป็น 100,000 ล้านบาทต่อปี”

ด้านสินเชื่อ SME ธปท. ดำเนินโครงการ SME Credit Boost โดยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารและเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพ

โครงการมีเป้าหมายสร้างสินเชื่อใหม่ 80,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี และสามารถดำเนินการได้ครบเป้าหมายก่อนกำหนดประมาณ 3 สัปดาห์ ธปท. จึงตั้งเป้าขยายการสนับสนุนสินเชื่อ SME เป็นประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี

“สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 17 ไตรมาส จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ ภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ธุรกิจที่มีความสามารถชำระหนี้เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น”

นายวิทัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ธปท. เตรียมผลักดัน Credit Portal เพื่อเป็นช่องทางกลางให้ SME เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากผู้ให้บริการหลายราย รวมถึงพัฒนา Alternative Data Exchange ร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย เพื่อใช้ข้อมูลทางเลือกประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีเอกสารรายได้ชัดเจน

ลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ ประหยัดต้นทุนปีละ 8,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมาธปท. ผลักดันการลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ โดยทบทวนต้นทุนการให้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกรรม เพื่อให้ค่าธรรมเนียมสอดคล้องกับต้นทุนที่เหมาะสม

มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรายย่อยและ SME รวมประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยอาศัยการหารือกับธนาคารและการปรับเงื่อนไขตามความเหมาะสม

คุมธุรกรรมทองคำ-เงินสด สกัดเงินเทา

ธปท. เพิ่มการกำกับธุรกรรมทองคำและเงินสดที่มีมูลค่าสูง เพื่อลดความผันผวนของเงินบาทและปิดช่องทางที่อาจถูกใช้เคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย โดยกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท และให้รายงานการถอนทองคำแท่งเกิน 2 กิโลกรัม

หลังใช้มาตรการดังกล่าว ปริมาณการถอนทองคำในช่องทางที่กำกับลดลงประมาณ 80% ขณะที่การติดตามธุรกรรมถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ช่วยให้ยอดถอนเงินสดในกลุ่มที่ธุรกรรมต้องสงสัยลดลงประมาณ 50%

“มาตรการของธปท.ไม่ได้มุ่งห้ามใช้เงินสดโดยทั่วไป แต่ต้องการเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบธุรกรรมมูลค่าสูงและให้ผู้ทำธุรกรรมสามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ ส่วนมาตรการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปยังอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ”

นอกจากนี้ ธปท. กำหนดรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบ พร้อมยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เพื่อให้สถาบันการเงินตรวจจับการใช้บัญชีม้าและการเคลื่อนย้ายเงินผิดปกติได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ยกเครื่องกำกับ Non-bank เตรียมวางกรอบ BNPL

นายวิทัย กล่าวอีกว่า สำหรับปีถัดไป ธปท. จะเร่งยกระดับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-bank โดยปรับโครงสร้างและรวมงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องให้เป็นระบบมากขึ้น พร้อมนำข้อมูลและเทคโนโลยี รวมถึง AI มาใช้จัดลำดับความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ

โดยเป้าหมายคือยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันการเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่ไม่เหมาะสม และลดช่องว่างที่ผู้ให้บริการอาจใช้เอาเปรียบลูกหนี้

อีกประเด็นคือ การกำกับบริการ Buy Now, Pay Later (BNPL) หรือ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่ง ธปท. เตรียมกำหนดใบอนุญาตและหลักเกณฑ์เฉพาะ โดยแนวทางที่กล่าวถึงประกอบด้วยวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี และระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 6 เดือน เพื่อป้องกันการขยายตัวของหนี้ผู้บริโภคเร็วเกินไป ทั้งนี้ ต้องรอหลักเกณฑ์และประกาศอย่างเป็นทางการก่อนถือเป็นข้อบังคับที่มีผลใช้จริง

พัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล ลดต้นทุนสินเชื่อ

นอกจากนี้ธปท. ยังเดินหน้าพัฒนา THB Stablecoin ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่ากับเงินบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินและบริหารเงินในระบบดิจิทัล โดยอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบการอนุญาตและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม

“ธปท. เตรียมพิจารณาลดต้นทุนการตรวจสอบข้อมูลเครดิต โดยมีแนวคิดให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ฟรี 2 ครั้งตามหลักเกณฑ์ที่กำลังดำเนินการ เพื่อช่วยลดต้นทุนของผู้ขอสินเชื่อรายย่อยและเพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน”

ปี 70 เน้นแก้หนี้-หนุน SME-คุม Non-bank

นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับ แผนงานปีถัดไป ธปท. จะเน้น 3 เรื่องหลัก และราว 10 มาตรการ โดยมุ่งไปที่ การแก้หนี้ครัวเรือนเป็นรายบุคคล การเพิ่มสินเชื่อ SME ผ่านกลไกค้ำประกันและการเชื่อมโยงข้อมูล และการยกระดับการกำกับดูแล Non-bank เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มครองผู้บริโภค

“เป้าหมายการทำงานยังคงเดิม คือรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และ SME เข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น โดยเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าจำนวนมาตรการการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถทำได้โดย ธปท. เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้หนี้ การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และการยกระดับระบบการเงินเกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...