1 ปี วิทัย ผู้ว่าธปท. เดินหน้า 18 มาตรการแก้ปัญหาโครงสร้าง ชี้คงดอกเบี้ยต่ำนานเสี่ยงสะสมความเปราะบาง
ครบ 1 ปี วิทัย นั่งตำแหน่ง ผู้ว่าธปท. เดินหน้า 18 มาตรการ มุ่งแก้หนี้ครัวเรือน หนุนสินเชื่อ SME ลดค่าธรรมเนียม พร้อมยกระดับกำกับดูแล Non-bank และสกัดธุรกรรมเงินเทา พร้อมจับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และผลกระทบจากการคงดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน GovernorConnect: A Year in Review, Moving Forward ว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ปรับยุทธศาสตร์และวางตำแหน่งองค์กรใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเพิ่มน้ำหนักการประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตใกล้เคียงศักยภาพ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน
เศรษฐกิจโตต่ำ รายได้เพิ่มไม่ทันรายจ่าย
เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงจากอดีตที่เคยขยายตัวประมาณ 5-7% ต่อปี มาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% โดยปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.4% และปี 2569 คาดว่าจะใกล้เคียงระดับดังกล่าว ส่งผลให้รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด ขณะที่รายจ่ายและภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง
หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่อง อาจทำให้ประชาชนมีเงินไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เกิดหนี้เสียและการปิดกิจการ ตลอดจนบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศ
“ไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจแทนรัฐบาล แต่มีบทบาทในการประคับประคองเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน พร้อมผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง”
รักษาเสถียรภาพ ควบคู่ผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ธปท. ยังคงดูแลเสถียรภาพ 3 ด้าน ได้แก่ เสถียรภาพราคา ระบบการเงิน และระบบการชำระเงิน โดยประเมินว่า แม้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่แรงกดดันด้านอุปสงค์ภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สถาบันการเงินไทยยังมีความแข็งแกร่ง และระบบการชำระเงินมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ
ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง ในเดือนธันวาคมและกุมภาพันธ์ จาก 1.50% เหลือ 1.00% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การประคองเศรษฐกิจที่โตต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้รายได้ของประชาชนและธุรกิจเติบโตน้อยกว่ารายจ่าย ธปท. จึงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นเพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การใช้ Policy Space ในช่วงเงินเฟ้อต่ำ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (Demand-side) อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ ธปท. มีช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อลดภาระทางการเงินให้แก่ระบบ
“การคงดอกเบี้ยต่ำยาวนานจะมีความเสี่ยงจาก เกิดการสะสมความเสี่ยงในระบบการเงิน ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทน/ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยลง เอื้อประโยชน์ให้ลูกหนี้รายใหญ่ที่มีเครดิตดีกู้เงินได้ในต้นทุนที่ถูกลง ขณะที่ SMEs ยังคงเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แต่เงื่อนไขในการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย จะพิจารณาจากข้อมูลจริงและภาพข้างหน้า”
อย่างไรก็ดีการจะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวร้อนแรงจนส่งผลต่อเงินเฟ้อ หรือเงินเฟ้อไม่ลดลงตามคาดในช่วงกลางปีหน้า เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น หรือการอุดหนุนของภาครัฐลดลง หรือหากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับต่างประเทศก่อให้เกิดความผันผวนรุนแรงต่อค่าเงินบาท ระดับดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ยังถือว่ามีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ปรับแนวทางบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้เชิงรุกขึ้น เพื่อลดแรงกดดันจากธุรกรรมที่อาจสร้างความผันผวน โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม การโอนเงิน และธุรกรรมเงินตราต่างประเทศบางประเภท
ด้านค่าเงินบาทอ่อนค่าจากประมาณ 31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 33.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่แถลง หรืออ่อนค่าลงเกือบ 7% ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดและบริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดย ธปท. จะติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดต่อไป
เดินหน้า 18 มาตรการ แก้ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายวิทัย กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากนโยบายการเงิน ธปท. ได้ดำเนินมาตรการเฉพาะจุดผ่านการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ได้แก่
- หนี้ครัวเรือน ช่วยลูกหนี้จัดการภาระหนี้และกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
- สินเชื่อ SME เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกัน
- ความเป็นธรรมทางการเงิน ลดต้นทุนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ไม่เหมาะสม
- เงินเทาและการฟอกเงิน ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเสี่ยงผ่านระบบการเงิน
“การใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ธปท.จึงต้องใช้มาตรการเฉพาะจุดควบคู่กับความร่วมมือของสถาบันการเงิน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 18 มาตรการ และเตรียมผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเร่งแก้หนี้รายย่อย”
โดย 18 มาตรการ คือ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินการออกในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยผ่านการกำกับดูแลสถาบันการเงิน โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้
ด้านการแก้หนี้ครัวเรือน และ SMEs
- ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ : ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL
- SAM = Social AMC : ปรับบทบาทของ SAM ให้เป็น Social AMC เน้นการช่วยเหลือลูกหนี้
- Min pay บัตรเครดิต (8%) : คงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตไว้ที่ 8% เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องให้ลูกหนี้
- โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" : ขยายเวลาคงค่างวดและสิทธิการซื้อทรัพย์คืน
ด้านการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs & รายย่อย
- SMEs Credit Boost : กลไกค้ำประกันความเสี่ยงสินเชื่อใหม่เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน
- SMEs Secure plus: เสริมสภาพคล่องโดยผ่อนปรนให้ใช้หลักประกันอื่น ๆ (เช่น ที่ดิน) ร่วมกับกระแสเงินสด
ด้าน Fairness การใช้บริการทางการเงิน
- ลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ: ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ การชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลูกค้ารายย่อยและ SMEs
- ตรวจเครดิตบูโร ฟรี 2 ครั้ง/ปี : เปิดให้ประชาชนตรวจข้อมูลเครดิตบูโรฟรีผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (กคค.)
ด้านเงินเทา / คอร์รัปชัน ผ่านระบบการเงิน
- ซื้อขายทองคำออนไลน์ (50 ลบ.] และ รายงานการถอนทองคำ ตั้งแต่ 2 kg. ขึ้นไป
- ซื้อขาย FX (ธนบัตร) ผ่าน Money Changer (ตั้งแต่ 8 แสนบาท/ราย/วัน) เป็นควบคุมการแลกเปลี่ยนธนบัตรเงินตราต่างประเทศ
- ยกระดับกระบวนการ KYC/CDD/EDD เพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์ตัวตนและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า
- ถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ยกระดับมาตรการรายงาน/ตรวจสอบการถอนเงินสดมูลค่าสูง
- ฝาก / แลกเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ยกระดับการตรวจสอบแหล่งที่มาของการฝากหรือแลกเงินสด
- กำหนด Suspicious Transaction 24 patterns หรือ กำหนดรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยเพื่อให้สถาบันการเงินรับมือได้อย่างชัดเจน 24 รูปแบบ
- ยกระดับ KYM ร้านค้า (E-Payment) ตรวจสอบร้านค้า (Know Your Merchant) ที่รับชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
- ประกาศเจตนารมณ์ภายใต้ “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน”
- Bangkok Blueprint : กรอบความร่วมมือด้านระบบการเงินระดับสากลร่วมกับ IMF และ World Bank
- ควบคุม/กำกับธุรกรรม USDT : ดำเนินการร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อดูแลการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล
มาตรการแก้หนี้
นายวิทัย กล่าวอีกว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการแก้หนี้รายย่อย โดยเฉพาะหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งมีต้นทุนการปรับโครงสร้างหนี้สูงเมื่อเทียบกับมูลหนี้ ธปท. จึงผลักดันการรวมหนี้และใช้กลไกบริหารจัดการหนี้ที่มุ่งช่วยลดภาระลูกหนี้ โครงการดังกล่าวช่วยเหลือลูกหนี้ไปแล้วเกือบ 200,000 ราย และตั้งเป้าขยายผลเป็นประมาณ 300,000 รายในปีถัดไป
“การแก้หนี้ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ดูเพียงสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ซึ่งลดลงจากประมาณ 95% มาอยู่ที่ 85.9% เพราะตัวเลขดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงตามการเติบโตของ GDP และเงินเฟ้อ โดยไม่ได้หมายความว่าภาระหนี้ของประชาชนจะลดลงตามไปด้วย SME Credit Boost ครบเป้า 80,000 ล้านบาท เตรียมขยายเป็น 100,000 ล้านบาทต่อปี”
ด้านสินเชื่อ SME ธปท. ดำเนินโครงการ SME Credit Boost โดยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารและเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพ
โครงการมีเป้าหมายสร้างสินเชื่อใหม่ 80,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี และสามารถดำเนินการได้ครบเป้าหมายก่อนกำหนดประมาณ 3 สัปดาห์ ธปท. จึงตั้งเป้าขยายการสนับสนุนสินเชื่อ SME เป็นประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี
“สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 17 ไตรมาส จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ ภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ธุรกิจที่มีความสามารถชำระหนี้เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ธปท. เตรียมผลักดัน Credit Portal เพื่อเป็นช่องทางกลางให้ SME เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากผู้ให้บริการหลายราย รวมถึงพัฒนา Alternative Data Exchange ร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย เพื่อใช้ข้อมูลทางเลือกประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีเอกสารรายได้ชัดเจน
ลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ ประหยัดต้นทุนปีละ 8,000 ล้านบาท
ที่ผ่านมาธปท. ผลักดันการลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ โดยทบทวนต้นทุนการให้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกรรม เพื่อให้ค่าธรรมเนียมสอดคล้องกับต้นทุนที่เหมาะสม
มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรายย่อยและ SME รวมประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยอาศัยการหารือกับธนาคารและการปรับเงื่อนไขตามความเหมาะสม
คุมธุรกรรมทองคำ-เงินสด สกัดเงินเทา
ธปท. เพิ่มการกำกับธุรกรรมทองคำและเงินสดที่มีมูลค่าสูง เพื่อลดความผันผวนของเงินบาทและปิดช่องทางที่อาจถูกใช้เคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย โดยกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท และให้รายงานการถอนทองคำแท่งเกิน 2 กิโลกรัม
หลังใช้มาตรการดังกล่าว ปริมาณการถอนทองคำในช่องทางที่กำกับลดลงประมาณ 80% ขณะที่การติดตามธุรกรรมถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ช่วยให้ยอดถอนเงินสดในกลุ่มที่ธุรกรรมต้องสงสัยลดลงประมาณ 50%
“มาตรการของธปท.ไม่ได้มุ่งห้ามใช้เงินสดโดยทั่วไป แต่ต้องการเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบธุรกรรมมูลค่าสูงและให้ผู้ทำธุรกรรมสามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ ส่วนมาตรการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปยังอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ”
นอกจากนี้ ธปท. กำหนดรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบ พร้อมยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เพื่อให้สถาบันการเงินตรวจจับการใช้บัญชีม้าและการเคลื่อนย้ายเงินผิดปกติได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ยกเครื่องกำกับ Non-bank เตรียมวางกรอบ BNPL
นายวิทัย กล่าวอีกว่า สำหรับปีถัดไป ธปท. จะเร่งยกระดับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-bank โดยปรับโครงสร้างและรวมงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องให้เป็นระบบมากขึ้น พร้อมนำข้อมูลและเทคโนโลยี รวมถึง AI มาใช้จัดลำดับความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ
โดยเป้าหมายคือยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันการเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่ไม่เหมาะสม และลดช่องว่างที่ผู้ให้บริการอาจใช้เอาเปรียบลูกหนี้
อีกประเด็นคือ การกำกับบริการ Buy Now, Pay Later (BNPL) หรือ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่ง ธปท. เตรียมกำหนดใบอนุญาตและหลักเกณฑ์เฉพาะ โดยแนวทางที่กล่าวถึงประกอบด้วยวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี และระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 6 เดือน เพื่อป้องกันการขยายตัวของหนี้ผู้บริโภคเร็วเกินไป ทั้งนี้ ต้องรอหลักเกณฑ์และประกาศอย่างเป็นทางการก่อนถือเป็นข้อบังคับที่มีผลใช้จริง
พัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล ลดต้นทุนสินเชื่อ
นอกจากนี้ธปท. ยังเดินหน้าพัฒนา THB Stablecoin ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่ากับเงินบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินและบริหารเงินในระบบดิจิทัล โดยอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบการอนุญาตและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
“ธปท. เตรียมพิจารณาลดต้นทุนการตรวจสอบข้อมูลเครดิต โดยมีแนวคิดให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ฟรี 2 ครั้งตามหลักเกณฑ์ที่กำลังดำเนินการ เพื่อช่วยลดต้นทุนของผู้ขอสินเชื่อรายย่อยและเพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน”
ปี 70 เน้นแก้หนี้-หนุน SME-คุม Non-bank
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับ แผนงานปีถัดไป ธปท. จะเน้น 3 เรื่องหลัก และราว 10 มาตรการ โดยมุ่งไปที่ การแก้หนี้ครัวเรือนเป็นรายบุคคล การเพิ่มสินเชื่อ SME ผ่านกลไกค้ำประกันและการเชื่อมโยงข้อมูล และการยกระดับการกำกับดูแล Non-bank เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มครองผู้บริโภค
“เป้าหมายการทำงานยังคงเดิม คือรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และ SME เข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น โดยเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าจำนวนมาตรการการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถทำได้โดย ธปท. เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้หนี้ การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และการยกระดับระบบการเงินเกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”