TU รายได้ครึ่งปีหลังโต บาทอ่อนค่ากว่าประเมิน
#TU #ทันหุ้น – TU เป๋าตุง! เงินบาทอ่อนค่ากว่าคาด หนุนรายได้ต่างประเทศพุ่ง ลั่นความสามารถแข่งขันสูง พร้อมแย้มครึ่งหลังปี 2569 ผลงานดีต่อเนื่อง ออเเดอร์ทะลัก-อัตราแลกเปลี่ยนหนุน แถมชู Pet Care-โครงการอาหารกุ้งในเอกวาดอร์ ปูทางสร้างอนาคต โบรกมองเข้าสู่อัตรากำไรสูงรอบใหม่หลังผ่านจุดต่ำสุดของการปรับโครงสร้างแล้ว
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง บริษัทมองถือเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยสนับสนุนให้รายได้จากการส่งออกหรือต่างประเทศของบริษัทขยายตัวยิ่งขึ้น โดย TU มีรายได้ในส่วนนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 88 – 89%
ทั้งนี้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่เคยบริษัทประเมินไว้ในช่วงที่ผ่านมา จึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกของบริษัทในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่มีความท้าทายและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนก็ตาม
“แรงหนุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าช่วยสนับสนุนการเติบโตเพิ่มเติม นอกเหนือจากการที่บริษัทสามารถบริหารจัดการเกี่ยวกับค่าจ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ”
@ ฟุ้งครึ่งหลังแจ่ม
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในครึ่งหลังปี 2569 ทาง TU คาดแนวโน้มน่าจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะภาพรวมคำสั่งซื้อ ออเดอร์ในส่วนของการส่งออกของกลุ่มบริษัทในส่วนต่างๆ ในปัจจุบันกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในปี 2569 บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้เติบโตประมาณ 4-6% จากปีก่อน หลังช่วงครึ่งแรกปีนี้บริษัทมีรายได้แล้วราว 6.58 หมื่นล้านบาท ประกอบกับมองทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือปีนี้ยังดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของต่างประเทศ
ส่วนในแง่ประเด็นเกี่ยวกับการหารือระหว่างรัฐบาลไทยกับทางสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับภาษีนั้นเบื้องต้น TU เชื่อว่าโครงสร้างอัตราภาษีนำเข้าในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาไม่น่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นแต่ประการใด ยังคงอยู่ในระดับที่ TU สามารถแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง
@ เดินหน้าอาหารสัตว์
สำหรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ TU ยังคงให้น้ำหนักและเน้นการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างรายได้หลักของกลุ่มบริษัทพึ่งพาการบริโภคในตลาดต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยบริษัทยังคงมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถค้นหาและต่อยอดโอกาสใหม่ๆ ต่อเนื่อง
ส่วนกลุ่มธุรกิจที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก ของTU ในอนาคต คือ กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง หรือPet Care ซึ่งดำเนินการผ่าน บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพอร์ตที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยคงจะเน้นลงทุนขยายการเติบโตต่อเนื่อง
ควบคู่ไปกับกลุ่มอาหารสัตว์เศรษฐกิจ หรือPet Food ดำเนินการผ่าน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) จะมีการขยายการลงทุนในโครงการสร้างโรงงานผลิตอาหารเลี้ยงกุ้งในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจเหล่านี้บริษัทมองน่ากลายเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างการเติบโตใหม่(New S-Curve) ให้กับ TU ในระยะยาวต่อไป
@ เคาะเป้า 14.75 บาท
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” TU ให้ราคาเป้าหมาย 14.75 บาท เพราะธุรกิจของ TU ได้ผ่านจุดต่ำสุดของการปรับโครงสร้าง พร้อมเข้าสู่รอบกำไรใหม่ โดยภาระค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนผ่านที่เคยกดดัน EBIT Margin ให้ลดเหลือ 4.6% ในปี 2568 และทำให้ROE ลดลงนั้น สิ้นสุดแล้ว ซึ่งจะหนุนให้ผลการดำเนินงานยอดขาย และอัตรากำไรกลับมาฟื้นตัว โดยคาดน่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2570 เพื่อตอบรับการเติบโตของสินค้าแบรนด์ การคุมต้นทุนและวินัยการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ