บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด กรณีที่ นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาเรียกร้องให้ยุติการจองล้างจองผลาญตระกูลชินวัตร พร้อมหยิบยกปมภาษีหุ้นชินคอร์ปและผลกระทบทางคดีขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง สอดรับกับกระแสสังคมต่อร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความปรองดอง ทว่า ในความเป็นจริงกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่สามารถคุ้มครองหรือนิรโทษกรรมให้แก่ “นายทักษิณ” และ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”อดีตนายกฯ ได้ เนื่องจากมีบทบัญญัติยกเว้นความผิดในคดีทุจริต หลังถูกกระทรวงการคลังทวงภาษีหุ้นชินฯ และยึดทรัพย์จากโครงการรับจำนำข้าว
อีกทั้งกฎหมายนิรโทษกรรมมุ่งเน้นไปที่มูลเหตุทางการเมืองจากการชุมนุมและการแสดงออกของประชาชนทั่วไปเป็นหลัก จึงไม่ครอบคลุมภาระหนี้ภาษี คดีแพ่ง หรือคำสั่งทางปกครองในการชดใช้ค่าเสียหาย ทำให้เส้นทางความปรองดองในมิตินี้ยังคงติดล็อกด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ ในมุมการเมืองยังถือโซ่ตรวนที่ยังล่ามผู้นำตระกูลชินให้เป็นเด็กดีอยู่เช่นเดิม สะกดไม่ให้ออกมาสร้างแรงกระเพื่อม
๐ ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน กมธ. เสนอรายงานศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม
ที่มีข้อเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างการทำงานและที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยชี้ให้เห็นปัญหาการใช้อำนาจวินิจฉัยที่ขาดความน่าเชื่อถือและความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายนั้น ถือเป็นการสะท้อนแผลเรื้อรังจากบทเรียนรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างชัดเจน
ในอดีตองค์กรอิสระถูกคาดหวังให้เป็นเสาหลักในการคานอำนาจทางการเมือง แต่เมื่อกลไกการสรรหาถูกผูกขาดหรือโยงใยกับอำนาจพิเศษ ความชอบธรรมจึงลดลงตามลำดับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ที่ผลออกมาไม่ต้องใจกับระบอบสีส้ม
จึงมีข้อเสนอให้รัฐสภามีอำนาจถอดถอน กกต. ด้วยเสียงข้างมาก ตลอดจนการแยกอำนาจจัดการเลือกตั้งออกจากอำนาจตรวจสอบ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องขบคิดว่า จะทำได้จริงภายใต้กติกาปัจจุบันหรือไม่ หากปราศจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดองค์กรอิสระอย่างถอนรากถอนโคน
นอกจากนี้ ปัญหาการตีความกฎหมายที่ลักลั่น หรือการใช้ดุลยพินิจลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตที่รุนแรงเกินไป ยิ่งทำให้พรรคการเมืองและผู้สมัครขาดความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมทางการเลือกตั้ง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมสรรหาผ่านกลไกไตรภาคีและการให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ จึงเป็นทางแพร่งสำคัญในการคืนความยึดโยงกับประชาชนให้กับองค์กรอิสระแห่งนี้ พร้อมกับปรับปรุงกระบวนการทำงานในระยะยาวเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกมิติ อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ก็อย่าลืมบทเรียนที่ผ่านมาเป็นฐานกับปฏิรูป โดยเฉพาะปม สว. ดังข้อกล่าวหาสภาผัวเมีย และใช้กลไกสภาสูงกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม
๐ สถานการณ์คดีฮั้วเลือก สว. ยังคงร้อนระอุและลุกลามกลายเป็นสงครามการเมืองหลายขอบสนาม แม้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะมีคำสั่งรับฟ้องบางสำนวน และ กกต. เสียงข้างมากจะมีมติยกคำร้องในบางประเด็น แต่พรรคประชาชนและเครือข่ายภาคประชาชนยังคงเดินหน้ากดดันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมเอาผิดทางอาญามาตรา 157 และมาตรฐานจริยธรรมต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด กกต. ทั้งชุด สอดรับกับความพยายามปั่นกระแสกดดันผ่านเวทีสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะจำเลยสังคมก็ไม่รอรับหมัดฝ่ายเดียว มีการเคลื่อนไหวทั้งการฟ้องร้องกลับกลุ่มนักเคลื่อนไหวและนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม รวมถึงการตรวจสอบการทำงานของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และการเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบกลุ่มการเมืองอื่นๆ รวมถึง สว.สายสีส้มและกลุ่มอิสระด้วยมาตรฐานเดียวกัน ตามข้อเสนอ ศุภชัย ใจสมุทร แห่งภูมิใจไทย เกมนี้จึงเป็นการวัดพลังครั้งสำคัญระหว่างขั้วอำนาจสีน้ำเงินและฝ่ายสีส้ม ที่ต่างฝ่ายต่างงัดเครื่องมือทางกฎหมายและองค์กรอิสระมาห้ำหั่นกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ท่ามกลางความคาดหวังของกลุ่ม สว.สำรอง ที่ต้องการให้ศาลฎีกาไต่สวนและรื้อคดีใหม่เพื่อหาผู้บงการที่แท้จริงเบื้องหลัง.
เสือดำ