โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน ไม่ใช่โครงการพระราชดำริ ชี้งบ 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่าด้านงบประมาณและประสิทธิภาพระบายน้ำ

THE STANDARD

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน ไม่ใช่โครงการพระราชดำริ ชี้งบ 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่าด้านงบประมาณและประสิทธิภาพระบายน้ำ

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีโครงการก่อสร้างบึงรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบึงคู้บอนและบึงบางชัน ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการน้ำที่ กทม.ดำเนินการตามหลักวิชาการและแนวคิดเรื่องพื้นที่แก้มลิง ไม่ใช่โครงการพระราชดำริโดยตรง พร้อมระบุว่าการตัดสินใจดำเนินโครงการต้องพิจารณาทั้งความเหมาะสมทางเทคนิค ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน

ชัชชาติกล่าวว่า โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่งเกิดขึ้นจากการที่สำนักการระบายน้ำ กทม.นำแนวคิดการบริหารจัดการน้ำในลักษณะแก้มลิง มาปรับใช้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และเริ่มกำหนดโครงการในปี 2556 โดย กทม.เป็นผู้พิจารณาตำแหน่งและพื้นที่ดำเนินโครงการเอง ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างโครงการที่ กทม.จัดทำขึ้นกับโครงการแก้มลิงที่เป็นโครงการพระราชดำริ โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่อย่างบึงหนองบอนที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ

สำหรับโครงการบึงรับน้ำ 6 แห่งนั้น ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว 4 โครงการจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ในอดีต เหลือ 2 โครงการ ได้แก่ บึงคู้บอนและบึงบางชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกนำกลับมาถกเถียงถึงความเหมาะสมและแนวทางการดำเนินการอีกครั้ง

ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า ประเด็นสำคัญในการพิจารณาไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาถึงต้นทุนทั้งหมดของโครงการด้วย โดยผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาพบว่า หากดำเนินโครงการบึงรับน้ำทั้งในส่วนของการเวนคืนที่ดินตามราคาตลาด รวมถึงการก่อสร้างระบบที่เกี่ยวข้อง จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพบึงหนองบอนเพื่อเร่งการระบายน้ำใช้งบประมาณประมาณ 6,700 ล้านบาท ทำให้สำนักการระบายน้ำเห็นว่าการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบบึงหนองบอนมีความคุ้มค่ามากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านศักยภาพการรองรับน้ำของบึงคู้บอนและบึงบางชัน เนื่องจากทั้ง 2 แห่งมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถรองรับน้ำได้จริงประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในสถานการณ์ฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีปริมาณสูงถึงประมาณ 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้การสร้างบึงรับน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

ชัชชาติ กล่าวว่า แนวทางที่ กทม.ให้ความสำคัญในปัจจุบันจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบคลองเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่พื้นที่รองรับน้ำที่มีศักยภาพอยู่แล้ว โดยเฉพาะบึงหนองบอนซึ่งมีความจุประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบสามารถรองรับและระบายน้ำได้รวดเร็วขึ้นในภาพรวม

ส่วนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากการที่ ชัชชาติเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวเคยมีที่ดินในพื้นที่และยื่นคัดค้านการเวนคืน ชัชชาติชี้แจงว่า ในปี 2558 ขณะดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง บริษัทได้ซื้อที่ดินในพื้นที่เพิ่มสินมาก่อนแล้ว เมื่อ กทม.จัดทำกระบวนการประชาพิจารณ์ บริษัทในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจึงใช้สิทธิยื่นคัดค้านตามกระบวนการ

ชัชชาติ ย้ำว่า การยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงการบริหารงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนอื่น ไม่ใช่ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง และยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจยกเลิกโครงการดังกล่าว รวมถึงไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้องแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ชัชชาติแสดงความกังวลต่อการนำโครงการบึงรับน้ำดังกล่าวไปเชื่อมโยงว่าเป็นโครงการพระราชดำริ เนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับที่มาและสถานะของโครงการ พร้อมย้ำว่าการบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิชาการและข้อเท็จจริง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่ได้ปิดกั้นแนวคิดดังกล่าว โดยชัชชาติระบุว่า หากมีข้อมูลทางวิชาการหรือข้อเสนอใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าโครงการบึงคู้บอนหรือบึงบางชันมีความคุ้มค่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริง ก็พร้อมให้สำนักการระบายน้ำนำข้อมูลกลับมาศึกษาและพิจารณาใหม่ โดยพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นักวิชาการ และทุกภาคส่วน

สำหรับปัญหาที่ กทม.ต้องเร่งจัดการควบคู่กันในปัจจุบัน คือปัญหาขยะที่ไหลมากับน้ำและเข้าไปติดบริเวณสถานีสูบน้ำ ซึ่งส่งผลให้เครื่องสูบน้ำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและลดศักยภาพในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ กทม.จึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะลงในคลองหรือเส้นทางน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขยะอุดตันและเป็นอุปสรรคต่อระบบระบายน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนัก

ทั้งนี้ กทม.มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โดยมุ่งขยายพื้นที่บึงหนองบอนและพัฒนาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ โดยชัชชาติย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการเลือกแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยหากมีข้อมูลใหม่ที่มีน้ำหนักเพียงพอ กทม.พร้อมเปิดรับและทบทวนแนวทางการดำเนินงานต่อไป

ภาพ:ศวิตา พูลเสถียร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...