“อรรถวิชช์” โต้ “ชัชชาติ” อย่าพูดความจริงครึ่งเดียว เรียกร้อง กทม. ทบทวนคืน“บึงรับน้ำคู้บอน” ใส่ในผังเมืองฉบับใหม่
“อรรถวิชช์” โต้ “ชัชชาติ” อย่าพูดความจริงครึ่งเดียว เรียกร้อง กทม. ทบทวนคืน“บึงรับน้ำคู้บอน” ใส่ในผังเมืองฉบับใหม่ ย้ำ กทม.โซนตะวันออกไม่จมน้ำอีกต่อย่างที่เป็น โชว์หลักฐาน พร้อมทั้งงบฯ ,แบบสร้าง,ผ่านประชาพิจารณ์, ปิดพรฎ.พร้อมเวนคืน แต่ที่ไม่ทำเพราะเกรงใจนายทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. ใช่หรือไม่ ด้านตัวแทนชาวบ้านร่วมยัน ถ้าสานต่อปี65 ใช้งบสร้างจริงแค่พันล้าน แฉยิบซื้อที่ดินชาวบ้านไร่ละ3 ล้าน ไม่ใช่ใช้สูงถึง 1.1 หมื่นล้านอย่างที่อ้าง
วันที่ 1 ต.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)แถลงโต้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) หลัง ออกมาชี้แจงโครงการบึงรับน้ำคู้บอนตามแนวพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หายไปจากร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ โดยระบุว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง1.1 หมื่นล้านบาทในการทำ ว่า ผู้ว่าฯ กทม. พูดความจริงไม่หมด เพราะโครงการบึงรับน้ำคู้บอน เป็นบึงรับน้ำหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่9 เพื่อป้องกัน กทม.ฝั่งตะวันออก มีการทำประชาพิจารณ์มาตั้งแต่ปี 2560 โดยไม่มีผู้คัดค้าน และผ่านการพิจารณาจากสำนักงบประมาณ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2562 สรุปคือมีความพร้อมทั้ง 1.แบบแปลน 2. งบประมาณ 3.ผ่านประชาพิจารณ์ และ4.มีการปิดประกาศร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. 2564 สามารถทำได้ทันที โดยใช้งบประมาณในการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ที่ 254 ล้านบาท ไม่ใช่1.1หมื่นล้านบาทอย่างที่ท่านอ้าง แต่ท่านมารับตำแหน่งกลางปี2565 เป็นผู้ว่า กทม. ท่านกลับไม่ดำเนินการสานต่อ และทำให้โครงการนี้หายไปจากแผนปฏิบัติงานของสำนักการระบายน้ำ และไม่ถูกบรรจุในร่างผังเมืองใหม่ที่จะประกาศใช้ในปี 2570
นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ขอให้ท่านผู้ว่า กทม.พูดความจริงให้ครบถ้วน ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ดังกล่าวปัจจุบันส่วนหนึ่งกลายได้เป็นโครงการบ้านจัดสรรของเอกชนรายหนึ่ง จึงขอตั้งคำถามถึงผู้ว่าฯ กทม. ว่า สาเหตุที่ท่านไม่ดำเนินการสานต่อโครงการนี้ เป็นเพราะเกรงใจที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเอกชน ที่จัดสรรที่ดินสร้างหมู่บ้านรายนี้ ใช่หรือไม่ เพราะการยกเลิกโครงการบึงรับน้ำคู้บอนที่สามารถรองรับน้ำได้รวม 870,000 ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รวม 130 ไร่
ส่งผลกระทบให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านจัดสรรโดยรอบ ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม จึงขอเรียกร้องให้ กทม. ทบทวนและบรรจุโครงการบึงรับน้ำคู้บอนตามแนวพระราชดำริฯนี้ กลับเข้ามาในร่างผังเมืองฉบับใหม่ เพราะเชื่อว่าจะทำให้กรุงเทพภาคตะวันออกไม่ต้องจมน้ำอย่างที่เป็นอยู่
ด้าน น.ส.ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ ในฐานะตัวแทนประชาชนในพื้นที่ กล่าวยืนยันว่า ตนเป็นหนึ่งในตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ที่เรียกร้องให้สร้างบึงคู้บอนมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเป็นแหล่งพักน้ำก่อนเข้าสู่ชุมชนหมู่บ้านพื้นที่ กทม.โซนตะวันออก หลังพื้นที่ริมคลองคู้บอน คลองสามวา และคันนายาวเผชิญน้ำท่วมสูงในปี 2554 ชาวบ้านในพื้นที่และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆเข้าร่วมประชาพิจารณ์ไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ อย่างที่กล่าวอ้าง และตนได้เข้าร่วมประชุมกับนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ถึง 2 ครั้ง และร่วมกับสภาผู้บริโภคหารือเรื่องบึงรับน้ำและผังเมืองกับ กทม. กระทั่งโครงการนี้ไม่คืบหน้า เราจึงติดตามทวงถามกับสำนักงานเขตและ กทม. ต่อเนื่อง โดยเข้าการหารือกับนายวิศณุ รองผู้ว่า กทม. เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 นายวิศณุแจ้งว่า กทม.จะไม่สร้างบึงรับน้ำคู้บอนและบึงรับน้ำบางชันแล้ว แต่จะใช้ระบบอุโมงค์ระบายน้ำแทน แต่สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ในเดือน ก.ย.69 ก็พิสูจน์แล้วว่า ได้ผลหรือไม่ เราต้องการให้มีบึงรับน้ำคู้บอนควบคู่กันกับอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่พักน้ำและลดผลกระทบต่อชุมชนฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ จึงขอให้นำโครงการดังกล่าวคืนมา เพราะหากท่านผู้ว่า กทม. ทำโครงการนี้ต่อ ก็ใช้งบไม่เกิน 1 พันล้านในขณะนั้น เพราะที่ดินราว300 ไร่ ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ที่บริษัทอสังหาฯซื้อจากชาวบ้านตกไร่ละ3 ล้านบาทไม่ใช่ 1.1 หมื่นล้านอย่างที่อ้าง