7 ขั้นตอนเคลมประกันรถยนต์ไฟฟ้าน้ำท่วม เช็กสิทธิ–ค่าซ่อมก่อนรับรถคืน
รถยนต์ไฟฟ้าน้ำท่วม อย่าเพิ่งเปิดระบบ ขับรถ หรือชาร์จทดสอบ รวม 7 ขั้นตอนเคลมประกันสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่แจ้งเหตุ เก็บหลักฐาน ประสานรถยก จนถึงรับรถคืน พร้อมเช็กความคุ้มครองแบตเตอรี่และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเองก่อนตกลงซ่อม
เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าถูกน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือดูแลความปลอดภัยและติดต่อบริษัทประกัน ส่วนรถจะซ่อมได้หรือไม่ ประกันจ่ายรายการใด และเจ้าของรถต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเท่าไร ต้องพิจารณาจากผลตรวจและเงื่อนไขกรมธรรม์ของรถคันนั้น
โดยเตรียมตัวและติดตามการเคลมได้ตาม 7 ขั้นตอนต่อไปนี้
1. งดเปิดระบบและชาร์จ ให้ความปลอดภัยมาก่อน หากรถถูกน้ำท่วมหรือจมน้ำ อย่าทดลองเปิดระบบ ขับรถ หรือเสียบชาร์จจนกว่าผู้เชี่ยวชาญจะตรวจสอบ และอย่าเปิดชุดแบตเตอรี่ ถอดสายไฟ หรือซ่อมระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง โดยสำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำท่วมอาจมีอันตรายจากไฟฟ้าแรงดันสูงและไฟไหม้ หากพบควัน ความร้อนผิดปกติ หรือเสียงผิดปกติจากแบตเตอรี่ ให้ถอยออกจากบริเวณนั้นและติดต่อหน่วยฉุกเฉิน ไม่ควรเข้าใกล้เพื่อถ่ายภาพหรือเคลื่อนย้ายรถเอง
2. แจ้งประกันทันทีเมื่ออยู่ในจุดปลอดภัย ติดต่อบริษัทประกันผ่านช่องทางที่ระบุในกรมธรรม์ และแจ้งตั้งแต่ต้นว่าเป็น รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อให้เจ้าหน้าที่แนะนำการสำรวจและประสานการเคลื่อนย้ายได้เหมาะสม พร้อมเตรียมข้อมูลเบื้องต้น ได้แก่ ชื่อผู้เอาประกันภัย เลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ เบอร์ติดต่อ ตำแหน่งรถ และลักษณะเหตุการณ์
จากนั้น เล่าตามจริงว่ารถจอดอยู่ขณะน้ำขึ้น หรือได้รับผลกระทบระหว่างเดินทาง พร้อมแจ้งวัน เวลา ระดับน้ำ และระยะเวลาที่สังเกตได้ หากไม่ทราบข้อมูลส่วนใด ให้บอกว่าไม่ทราบ ไม่ต้องคาดเดา รวมถึงแจ้งว่าหลังเกิดเหตุได้เปิดระบบ ขับรถ หรือชาร์จไปแล้วหรือไม่ ก่อนวางสาย ควรขอเลขรับแจ้งเหตุ ช่องทางติดต่อผู้ดูแลเรื่อง และสอบถามขั้นตอนสำรวจรถกับรายการเอกสารที่ต้องส่ง
3. เก็บหลักฐานเมื่อเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ถ่ายภาพให้เห็นตัวรถ ทะเบียน สภาพโดยรอบ ระดับน้ำหรือคราบน้ำ และความเสียหายที่มองเห็นได้ โดยไม่เปิดระบบรถหรือรื้อชิ้นส่วนเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม เก็บภาพต้นฉบับและบันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ส่งต่อบริษัทประกันและอธิบายเหตุการณ์ได้สะดวก โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. แนะนำให้เก็บภาพความเสียหายและร่องรอยระดับน้ำไว้ประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หากยังเข้าพื้นที่ไม่ได้ ให้แจ้งข้อจำกัดกับบริษัทประกันก่อน ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปเพียงเพื่อให้ได้ภาพครบถ้วน
4. ประสานรถยกและตรวจวิธีขนย้ายตามคู่มือ รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นอาจมีข้อกำหนดการขนย้ายต่างกัน ควรให้บริษัทประกันประสานศูนย์บริการและผู้ขนย้าย โดยอ้างอิงคู่มือของรถคันนั้น โดยNHTSA ระบุว่า การลากรถยนต์ไฟฟ้าโดยให้ล้อบนเพลาขับหมุนอาจทำให้รถเสียหาย จึงต้องเลือกวิธีขนย้ายให้เหมาะกับตัวรถ หากสงสัยว่าแบตเตอรี่เสียหาย ควรให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำสถานที่พักรถที่ปลอดภัย ไม่ควรนำไปจอดในโรงรถหรือใกล้วัสดุติดไฟด้วยตนเอง ดังนั้น ก่อนเคลื่อนย้าย ให้สอบถามว่ารถจะถูกนำไปที่ใด และค่ากู้รถ ค่าขนย้าย รวมถึงค่าฝากรถอยู่ในความคุ้มครองหรือมีส่วนที่ต้องจ่ายเองหรือไม่
5. เช็กกรมธรรม์ให้ชัดว่าคุ้มครองอะไร การมีประกันรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับค่าซ่อมทั้งหมด ต้องตรวจตารางกรมธรรม์และเอกสารแนบท้ายว่าคุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่ มีวงเงิน ข้อยกเว้น และค่าใช้จ่ายที่เจ้าของรถต้องรับผิดชอบอย่างไร เช่น ประกันรถยนต์ประเภท 1 มีความคุ้มครองน้ำท่วมตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ส่วนรายละเอียดความคุ้มครองแบตเตอรี่และผลประโยชน์เพิ่มเติมต้องตรวจจากแผนที่ซื้อจริง จึงไม่ควรสรุปจากชื่อประเภทประกันเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ก่อนตกลงซ่อม ควรถามบริษัทประกันให้ชัด 4 เรื่อง ได้แก่
- เหตุการณ์นี้อยู่ในความคุ้มครองหรือไม่
- มีค่าเสียหายส่วนแรกหรือค่าใช้จ่ายใดที่ต้องจ่ายเอง
- หากแบตเตอรี่เสียหาย ใช้เงื่อนไขใดพิจารณาค่าซ่อมหรือเปลี่ยน
- สามารถเข้าศูนย์บริการใด และต้องรออนุมัติก่อนซ่อมหรือไม่
ดังนั้น อย่าเพิ่งสรุปว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกคัน หรือประกันจะจ่ายค่าแบตเตอรี่ใหม่เต็มจำนวนทุกกรณี ควรรอผลตรวจและคำชี้แจงความคุ้มครองก่อน
6. ขอผลตรวจและรายการค่าใช้จ่ายก่อนตกลงซ่อม ให้ศูนย์บริการอธิบายว่าพบความเสียหายส่วนใด ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนอะไร และบริษัทประกันอนุมัติรายการใดแล้ว หากมีรายการที่ยังรอพิจารณา ควรสอบถามให้ชัดก่อนดำเนินการ หากต้องสำรองจ่าย ให้ตรวจยอดค่าใช้จ่าย เงื่อนไข และขั้นตอนเบิกคืนก่อนตกลง เพื่อให้ทราบว่ารายการใดเบิกได้ และรายการใดต้องรับผิดชอบเอง
สำหรับเอกสารที่อาจใช้ ได้แก่ ใบเคลม เอกสารยืนยันตัวบุคคล ใบประเมินค่าซ่อม และใบเสร็จกรณีสำรองจ่าย ทั้งนี้ ควรขอรายการเอกสารจากบริษัทประกันโดยตรง เพราะการซ่อมผ่านสถานบริการคู่สัญญากับการจัดซ่อมเองอาจใช้หลักฐานต่างกัน
7. ก่อนรับรถคืน ถามเรื่องใช้งานและชาร์จให้ชัด เมื่อได้รับแจ้งว่าซ่อมเสร็จ ควรขอรายการงานซ่อม ผลตรวจระบบที่เกี่ยวข้อง และคำแนะนำจากศูนย์บริการ โดยถามให้ชัดว่า สามารถกลับมาใช้งานและชาร์จได้ตามปกติหรือยัง มีอาการใดต้องเฝ้าสังเกต และต้องนัดตรวจติดตามหรือไม่ พร้อมเก็บเอกสารตั้งแต่เลขรับแจ้งเหตุ ภาพความเสียหาย ใบประเมิน รายการอนุมัติซ่อม ไปจนถึงใบรับรถไว้ด้วยกัน เพื่อใช้ติดตามหากมีปัญหาหรือข้อสงสัยภายหลัง
หากไม่เข้าใจผลพิจารณาเคลม ให้ขอคำอธิบายและข้อกรมธรรม์ที่บริษัทใช้ประกอบการตัดสินใจ หากยังมีข้อโต้แย้ง สามารถยื่นเรื่องผ่าน ระบบรับเรื่องร้องเรียนของสำนักงาน คปภ. (PPMS) ซึ่งประชาชนดำเนินการด้วยตนเองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
แหล่งอ้างอิง :
- NHTSA: ความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด
- NHTSA: แนวทางขนย้ายและจัดเก็บรถที่มีแบตเตอรี่แรงดันสูง
- สำนักงาน คปภ.: คำแนะนำผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เผยแพร่ผ่านกรมประชาสัมพันธ์
- แอกซ่าประกันภัย: รายละเอียดความคุ้มครองประกันรถยนต์ไฟฟ้า
- วิริยะประกันภัย: รายละเอียดประกันรถยนต์ไฟฟ้าประเภท 1
- สำนักงาน คปภ.: ระบบรับเรื่องร้องเรียน PPMS