โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จารึกในวัดโพธิ์ เป็นมหาวิทยาลัยบนแผ่นหิน? / On History : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 มิ.ย. 2565 เวลา 08.38 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2565 เวลา 08.38 น.

On History

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

จารึกในวัดโพธิ์

เป็นมหาวิทยาลัยบนแผ่นหิน?

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า รัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการจารึกความรู้ต่างๆ เอาไว้บนแผ่นหินที่วัดพระเชตุพนฯ หรือที่เรียกกันอย่างเคยปากมากกว่าว่า วัดโพธิ์ เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มากมายเสียจนมีผู้ประดิษฐ์คำเปรียบเปรยอย่างเก๋ๆ เอาไว้ว่า วัดแห่งนี้เป็นเหมือน “มหาวิทยาลัยบนแผ่นหิน”

แต่ถ้ามหาวิทยาลัย หมายถึงแหล่งเรียนรู้สรรพวิชาชั้นสูง (อย่างน้อยก็สูงกว่าการศึกษาขั้นบังคับ ในความหมายอย่างปัจจุบัน) ต่างๆ แล้ว วัดโพธิ์จะเป็นมหาวิทยาลัยบนแผ่นหินจริงๆ หรือครับ?

เพราะแม้แต่บุคคลระดับที่ถูกยกย่องให้เป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยอย่างสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเอง ยังเคยหล่นทัศนะเอาไว้ว่า ความรู้ต่างๆ ที่จารึกลงบนแผ่นหินเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นความรู้ขั้นพื้นฐาน เบสิกๆ เท่านั้นแหละ

แถมเอาเข้าจริงแล้ว การเผยแพร่ความรู้ด้วยวิธีดังกล่าวก็น่าจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก แม้กระทั่งในสมัยที่เทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมยังล้าหลังถึงเพียงนั้นก็ตาม

ดังนั้น การที่รัชกาลที่ 3 มีพระราชดำริให้จารึกวิชาความรู้ต่างๆ เหล่านี้ไว้ น่าจะมีสาเหตุอื่นต่างหาก

เหตุผลหนึ่งที่ควรจะเป็นก็คือ รัชกาลที่ 3 มีพระราชกระแสสั่งให้จดจารชุดความรู้เหล่านี้ไว้ เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศล ตามหลักคิดทางพระพุทธศาสนา คือมอบความรู้ให้เป็นวิทยาทาน โดยเฉพาะเรื่องตำรายา ลักษณะเช่นนี้จึงไม่ต่างอะไรไปจากการบำเพ็ญบารมีของพระมโหสถ ชาดกเรื่องดังตอนหนึ่งในชุดทศชาติ

แต่นอกเหนือจากการบำเพ็ญ “ปัญญาบารมี” อย่างพระมโหสถแล้ว ปราชญ์ระดับไอคอนของวงการประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบันอย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อนานมาแล้วว่า รัชกาลที่ 3 อาจจะจดจารความรู้เหล่านี้เพื่อ “ตรา” ชุดความรู้แบบไทยๆ ไว้เป็นหลัก ท่ามกลางกระแสการหลั่งไหลเข้ามาของชุดความรู้อย่างตะวันตก พร้อมกับลัทธิล่าอาณานิคม

และความรู้อย่างไทยๆ ที่ได้รับการจารึกไว้เหล่านี้นั่นแหละ ที่ควรจะเป็นหลักคิดของคนไทย ในการที่จะ “เลือก” ว่าจะรับ หรือไม่รับ อะไรมาจากฝรั่งบ้าง

เพียงแต่ว่าตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เราก็เลือกที่จะรับความรู้ฝรั่งมาอย่างถอนรากถอนโคนชุดความรู้ดั้งเดิมของตัวเองออกไปเสียหมด จนทำให้ชุดความรู้ดั้งเดิมของเราเองต่อกันไม่ติดกับชุดความรู้ใหม่ที่อิมพอร์ตมาจากโลกตะวันตก จนในหลายครั้งชุดความรู้เก่าก็ดูจะกลายเป็นของไร้สาระในสายตาของคนที่ได้รับการศึกษาแบบที่ลอกฝรั่งมาทั้งดุ้นด้วยซ้ำไป

เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งความเข้าใจ และความทางจำเกี่ยวกับแผ่นจารึกต่างๆ ที่วัดโพธิ์นั้น จึงผันแปรไปจากสมัยแรกสร้างเสียมากแล้ว

ที่สำคัญก็คือ ทัศนะเรื่อง “ความรู้” ของชาวสยามในยุคเก่าก่อนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะนำมา “อวด” แก่คนทั่วไปนะครับ แต่เป็นเรื่องที่จะรู้กันเฉพาะคนวงในของวงการต่างๆ เช่น หมอยา, หมอช้าง, ช่างฝีมือต่างๆ, กวี หรือคนอยากจะเป็นกวี, นักเลงเล่นนกเขา และอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด ดังนั้น ในเพลงยาวถวายโอวาทของสุนทรภู่ ที่แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงบอกว่า

“อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุด ‘ซ่อน’ ใส่ไว้ในฝัก

สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จักค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย”

ความรู้ที่ชาวสยามในยุคดั้งเดิมหวงแหนอยู่นั้น สัมพันธ์อยู่กับอำนาจอย่างไม่ต้องสงสัย และแม้จะสัมพันธ์อยู่กับอำนาจ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีไว้ “อวด” แต่ต้อง “ซ่อน” เอาไว้ให้มิดชิดอย่างที่สุนทรภู่ว่า

“ความรู้” ในสังคมไทยยุคเก่าจึงเป็นความลับที่ถูกสงวนไว้สำหรับคนเฉพาะกลุ่มต่างหาก

กรณีที่รัชกาลที่ 3 ทรงกริ้วที่นายโหมด (ต้นตระกูลอมาตยกุล) นำเอากฎหมายไปพิมพ์เผยแพร่ จนมีรับสั่งให้เก็บทั้งหมดไปฝังไว้ในกรุเจดีย์พระบรมบรรพต (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ฝัง โดยในรัชกาลที่ 4 ได้นำไปคืนให้กับนายโหมดทั้งหมด) พอจะสะท้อนให้เห็นภาพความสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ

เพราะเหตุการณ์ที่ว่านี้ต่อเนื่องมาจากการที่เซอร์ เจมส์ บรูก (Sir James Brooke, หรือที่คนในยุครัชกาลที่ 3 เรียกว่า เย สัปบุรุษ) รายาผิวขาวคนแรกแห่งซาราวัก ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตของอังกฤษเพื่อเข้ามาเจรจาความเมืองกับสยามเมื่อ พ.ศ.2393 แล้วแสดงตนว่ามีความรู้เรื่องสยามมาก จนทำให้รัชกาลที่ 3 ทรงระแวงว่า คนไทยนำเรื่องราวต่างๆ ของทางราชการไปบอกกับท่านทูตคนนี้ จนทำให้เกิดการริบหนังสือดังกล่าวไม่ให้มีการแจกจ่ายซื้อขาย

ดังนั้น เทคโนโลยีการพิมพ์จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้ “อำนาจ” ที่ผูกติดอยู่กับ “ความรู้” สั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในสังคมสยาม เพราะการพิมพ์ทำให้เกิดการผลิตซ้ำ และแพร่กระจายได้อย่างกว้างขวาง

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา “ความรู้” จึงไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รู้กันเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป

พ.ศ.2362 แอนน์ ฮาเซลไทน์ จัดสัน (Ann Hazeltine Judson) ภรรยาของมิชชันนารีอเมริกัน ร่วมมือกับช่างพิมพ์ยอร์ช เอช เฮาห์ (George H. Hough) ตีพิมพ์หนังสือสอนศาสนาฉบับภาษาไทยแจกจ่ายให้แก่เชลยศึกชาวไทยในพม่า นับเป็นการประดิษฐ์ตัวพิมพ์อักษรไทยเป็นครั้งแรก แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ “ความรู้” แพร่หลายไปพร้อมๆ กับการพิมพ์ ดูจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการตั้งโรงพิมพ์ในสยามของชาวนิวยอร์กที่ชื่อ แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือที่รู้จักกันในชื่อของหมอบรัดเลย์ (ผู้รับจ้างนายโหมดพิมพ์หนังสือกฎหมายที่ถูกริบในเหตุการณ์ข้างต้น) ในช่วงคล้อยหลังมาไม่ห่างกันนักมากกว่า

การที่ “ความรู้” แพร่หลายออกไปพร้อมกับการพิมพ์ จึงทำให้ความหมายของความรู้เคลื่อนคล้อยไปจากเดิมด้วยพร้อมๆ กัน เพราะหนังสือนับเป็นเครื่องช่วยจำที่ทำให้ผู้มีหนังสือมาก (และต้องอ่านมากด้วย) มีสถานภาพไม่ต่างไปจากผู้ที่จดจำได้มาก การที่จะตัดสินใจว่าใครคือผู้ที่มีความรู้ของไทย จึงทับซ้อนกันอยู่ระหว่างเรื่องของการท่องจำ กับเรื่องของวิธีคิด

ควรสังเกตด้วยนะครับว่า คำว่า “เรียน” ในภาษาไทยเป็นคำยืมมาจากภาษาเขมร มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “บงเรียญ” (ออกเสียงว่า บองเรียน) หรือ “เปรียญ” (คำเดียวกับที่เราใช้ว่าสอบเปรียญ หรือมหาเปรียญ) ที่มีความหมายตรงกับภาษาไทยในปัจจุบันว่า “ทำให้เรียน” พูดอย่างหยาบๆ ก็คือ “การสอน” มากกว่าจะเป็น “การเรียน” ในภาษาปัจจุบันนั่นเอง

คำว่า “เล่าเรียน” โดยปกติภาษาไทยมักจะใช้คำที่มีความหมายเหมือน หรือใกล้เคียงในสองภาษามาพูด/เขียนซ้ำกัน อย่างที่เรียกว่า “คำซ้ำ” เช่น คำว่า ฟ้อนรำ ที่ฟ้อนเป็นภาษาไทยลาว ส่วนรำยืมมาจากเขมร เป็นต้น

ถ้าคำว่า “เล่าเรียน” เป็นคำซ้ำ คำว่าเล่า (ซึ่งเป็นคำในภาษาไทย-ลาว) ก็มีความหมายถึงการเรียนในภาษาเขมร หรือศึกษาในภาษาสันสกฤต คำว่า “เล่า” เองก็มีความหมายอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบันว่า การบอกเรื่องราว ที่ดูจะเกี่ยวกับการสอนมากกว่าการเรียน ไม่ต่างอะไรไปจากบงเรียญ หรือเปรียญในภาษาเขมร

นี่จึงชวนให้นึกโยงไปถึงขนบประเพณีไทยที่ถ่ายทอดเรื่องราวกันทางมุขปาฐะ และการให้ความสำคัญ (อำนาจ) กับผู้สอนมากกว่าผู้เรียน ซึ่งมีลักษณะต่างไปจากแนวคิดเรื่องการศึกษาของฝรั่งแน่ เพราะคำว่า “education” มีรากมาจากคำว่า “educere” ที่แปลว่า “นำออก” (หมายถึงความงอกงาม) หรือ “educare” ที่แปลว่า “การฝึกฝน” ทั้งสองคำนี้ดูจะใส่ใจกับการเรียนมากกว่าการสอน ซึ่งต่างกับรากฐานความคิดเกี่ยวกับการเรียนในภาษาไทยอย่างเป็นคนละขั้ว

และถ้าจะว่ากันด้วยรากฐานความคิดอย่างนี้แล้ว การเผยแพร่ “ความรู้” ด้วยหนังสือ ผ่านเทคโนโลยีสิ่งพิมพ์ในยุครัชกาลที่ 3 จึงเป็นการสั่นคลอนอำนาจของผู้ยึดครองความรู้ที่เคยถูก “ซ่อน” เอาไว้เฉพาะกลุ่มในยุคโน้นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อสยามกำลังอยู่ในสถานการณ์เก้ๆ กังๆ ท่ามกลางกระแสของลัทธิล่าอาณานิคม

ดังนั้น จึงชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า รัชกาลที่ 3 จะต้องการให้วัดโพธิ์เป็นมหาวิทยาลัยบนแผ่นหิน เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ประเภทต่างๆ จริงหรือเปล่า? •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...