โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักกฎแห่งการนอน ‘10-3-2-1-0’ เมื่อชีวิตสนิทกับคำว่า ‘ยังไม่ได้นอน’ จะฝึกยังไงให้กลับมาหลับได้อย่างราชา

a day magazine

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 03.00 น. • a day magazine

‘เช้าอีกแล้ว’

หลายคนน่าจะเคยประสบกับคำพูดนี้บ่อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่ได้นอน แต่มัน ‘นอนไม่หลับ’ ต่างหาก

เราต่างรู้ว่าการนอนนั้นสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพจิต มันคือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ซ่อมแซมร่างกาย เพิ่มพลังงานก่อนลืมตาตื่นตอนเช้า เพื่อเผชิญกับชีวิตในวันถัดไป

แต่บ่อยครั้งที่การนอนกลับกลายเป็นเรื่องลำบาก เพราะชีวิตไม่ได้อนุญาตให้ขึ้นเตียง ห่มผ้า ปิดตา แล้วก็เข้าสู่ห้วงนิทราง่ายๆ เมื่อพลันหลับตา ความคิดมากมายทั้งเรื่องชีวิต การงาน ความสัมพันธ์ ค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าเที่ยว ความเครียด กดดัน กลับประดังประเดเข้ามาในความคิด จนลืมตาอีกทีมาดูนาฬิกามือถือ ตีสามผ่าน ตีสี่ผ่าน อ้าว หกโมงเช้าแล้วนี่หว่า แสงแดดผ่านผ้าม่านเข้ามาแล้ว วันหลังก็ไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกแล้วสิ

ในเมื่อปัญหาชีวิตมันไม่ได้จัดการง่ายขนาดนั้นในวันเดียว บางเรื่องต้องใช้เวลาในการแก้ไข ซึ่งระหว่างนั้นเราก็จำต้องอยู่กับความเครียดที่แม้จะพยายามลองหลายวิธีเพื่อสลัดความคิดออกไป แต่ทุกครั้งที่หลับตาลงนอน มันกลับวนเข้ามาอีกจน ‘ไม่ได้นอนอีกแล้ว’

การนอนไม่หลับเป็นเรื่องที่คนวัยไหนก็มีสิทธิ์เผชิญ โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยทำงาน วัยหนุ่มสาว ที่มีเรื่องราวในชีวิตให้ต้องคิดหลายด้าน แต่ในเมื่อเราต่างต้องการพลังงานจากการนอน เพื่อให้ตื่นมาสดชื่นที่สุด การ ‘นอนให้หลับ’ จึงสำคัญมาก

เราอาจพยายามมาแล้วหลายวิธี ทั้งนับแกะ นับอะไรต่อมิอะไร แต่ไปๆ มาๆ ตาสว่างกว่าเดิม วันนี้จึงขอแนะนำให้รู้จักกฎ ‘10-3-2-1-0’ ที่เป็นเสมือน ‘รหัสโกง’ แห่งการนอน และสามารถนำไปลองฝึกได้

แล้วตัวเลขแต่ละตัวมีความหมายว่าอย่างไร มาลองดูกัน

กฎการนอนที่เน้นสร้างนิสัย ‘ตอนกลางวัน’

เราอาจคุ้นเคยกับวิธีฝึกการนอนให้หลับในเวลากลางคืน แต่กฎ ‘10-3-2-1-0’ นั้นไปในตรงกันข้าม เพราะมันเป็นการฝึกนิสัยการนอนจากการปฏิบัติใน ‘เวลากลางวัน’ เพื่อเป็นตัวซัพพอร์ตการนอนอย่างมีคุณภาพในเวลากลางคืน โดยกฎนี้กลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียลอย่างมาก จากโพสต์ของดร. เจส อันดราเด แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาและกุมารแพทย์

กฎ ‘10-3-2-1-0’ เน้นไปที่การปฏิบัติช่วงเวลากลางวัน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของปริมาณและคุณภาพของการพักผ่อน ก่อนที่อาการ ‘นอนไม่หลับ’ จะรุนแรงขึ้น

10 ชั่วโมงก่อนนอน : งดคาเฟอีน

ตัวเลขแรกของกฎ คือ 10 หมายถึงการหยุดบริโภคคาเฟอีนก่อนเข้านอน 10 ชั่วโมงเต็ม ดังนั้นหากเราต้องการเข้านอน 4 ทุ่ม ก็ควรดื่มคาเฟอีนแก้วสุดท้ายก่อนเที่ยงวัน เพราะคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นที่ช่วยเพิ่มระดับพลังงานและทำให้รู้สึกตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการนอนหลับให้เพียงพอ ที่จริงแล้ว คาเฟอีนอาจมีประโยชน์มากกว่าหากดื่มในปริมาณพอเหมาะใน ‘ตอนเช้า’ แต่เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนอาจคงอยู่ได้นานถึง 6 ชั่วโมง จึงควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีนหลายชั่วโมงก่อนเข้านอน และเปลี่ยนเป็นตัวเลือกที่ให้ความชุ่มชื้นมากกว่า เช่น น้ำเปล่า ชาสมุนไพร เป็นต้น

ถ้าไม่อยากประสบอาการ ‘ตาแข็ง’ ตอนนอนก็งดเสีย

3 ชั่วโมงก่อนนอน : งดอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ตัวเลขที่สองของกฎ คือ 3 หมายถึงกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะมีงานวิจัยที่ระบุว่าการกินอาหารใกล้เวลานอนมากเกินไป จะทำให้เราตื่นบ่อยขึ้นตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกง่วงนอนในช่วงแรก แต่แอลกอฮอล์จะไปรบกวนวงจรการนอนหลับหลังจากนั้น โดยลดการนอนหลับแบบมีการเคลื่อนไหวดวงตาอย่างรวดเร็ว (REM) ที่เป็นสิ่งสำคัญของการทำงานของสมอง

การเลี่ยงการกินก่อนนอนยังช่วยให้เราได้ปรับจังหวะการนอนให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพ และจังหวะการนอนจะส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการย่อยอาหารในช่วงเช้าแทนที่จะเป็นช่วงดึก

2 ชั่วโมงก่อนนอน : เลิกทำงาน

ตัวเลขที่สามของกฎ คือ 2 หมายถึงการเลิกงานก่อนเข้านอน 2 ชั่วโมง เพราะการทำงาน อาจเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นจิตใจให้ตื่นตัว ทำให้เข้านอนได้ยากขึ้นและนอนหลับไม่สนิท ที่น่าสนใจ คือโดยเฉพาะการทำงานจากมือถือ เพราะมีงานวิจัยบางชิ้นที่แนะนำว่า การใช้โทรศัพท์ในเวลากลางคืน เช่น การส่งอีเมล หรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน อาจรบกวนการนอนหลับมากกว่ากิจกรรมที่ไม่ต้องใช้หน้าจอในเวลากลางคืน เช่น การดูทีวี หากเป็นไปได้ พยายาม ‘แบ่ง’ เวลางานที่ต้องใช้ความคิดมากไว้ทำในเช้าถัดไป และเปลี่ยนมาใช้เวลาก่อนนอนในการผ่อนคลายร่างกายจะดีกว่า

1 ชั่วโมงก่อนนอน : งดใช้หน้าจอ

ตัวเลขที่สามของกฎ คือ 1 หมายถึงปิด ‘หน้าจอ’ มือถือ ทีวี และคอมพิวเตอร์หนึ่งชั่วโมงก่อนนอน เพราะการสัมผัสกับ ‘แสงประดิษฐ์’ ในตอนกลางคืนอาจส่งผลเสียต่อจังหวะการทำงานของร่างกาย ก่อนนอนไม่นานสมองจะปล่อยสารเมลาโทนินเพื่อส่งสัญญาณไปยังร่างกายว่าถึงเวลาเข้านอนแล้ว แต่การใช้เครื่องมือที่ปล่อยแสงสีฟ้า เช่น สมาร์ตโฟน ก่อนนอนจะไประงับการปล่อยเมลาโทนิน ทำให้เวลานอนตามธรรมชาติของเราช้าลง

ดังนั้นชั่วโมงสุดท้ายก่อนนอน ควรเป็นเวลาที่ ‘เงียบสงบ’ ไม่มีแสงประดิษฐ์ที่สว่างจ้าที่อาจ ‘ปลุก’ ร่างกายให้ตื่น

0 ครั้งในการกดปุ่ม Snooze

ตัวเลขสุดท้ายของกฎ คือ 0 ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลา ‘ก่อนนอน’ แต่เป็นช่วง ‘ตื่นนอน’ ซึ่งเลข 0 คือจำนวนการกดปุ่ม Snooze ในตอนเช้า หลายคนอาจติดนิสัยคอยกด Snooze เวลาเสียงปลุกในโทรศัพท์ดังขึ้น กี่ครั้งตามแต่ความขี้เกียจของแต่ละคน แต่แนวคิดของกฎนี้ คือการกด Snooze อาจเป็นการรบกวนวงจรการนอนหลับ แม้ตามปกติเราจะให้ความสำคัญในการเข้านอน แต่การ ‘เลื่อน’ การปลุกตื่นนอนก็อาจส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการนอนเช่นกัน แม้ว่างานวิจัยบางชิ้นพบว่าการกด Snooze อาจไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับบางคน เช่น คนที่ต้องการนอนหลับเพิ่ม การกด Snooze อาจเป็นประโยชน์มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม มีนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าการกด Snooze เวลาปลุกจนเป็นนิสัย อาจบ่งบอกว่าเรากำลังเผชิญกับการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพนั่นเอง

ใครๆ ต่างก็อยาก ‘นอนหลับอย่างราชา’ ในตอนเข้านอน โดยไม่มีสิ่งใดรบกวน เพื่อการพักผ่อนที่มีคุณภาพและสงบสุข แต่เข้าใจได้ว่า คนเรามีสิ่งให้คิดมากมาย บางช่วงชีวิตการนอนจึงกลายเป็นความยากที่จะข่มตาหลับสนิท

กฎการนอน 10-3-2-1-0 อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยซัพพอร์ตการนอนได้ เพียงแต่หากลองอ่านดีๆ จะพบว่าเบื้องหลังแนวคิดนี้ คือการ ‘ปฏิบัติเพื่อปรับเปลี่ยนนิสัย’ ที่จะส่งผลต่อการนอนทั้งสิ้น ไม่ใช่เทคนิควิเศษที่จะเสกให้ใครก็สามารถนอนหลับไปในยามค่ำคืนได้ทันที

เอาเป็นว่ากฎนี้อาจเหมาะกับบางคน แต่อาจไม่เหมาะกับบางคน แต่หากเราเป็นคนหนึ่งที่เผชิญการ ‘นอนไม่หลับ’ อยู่ การลองฝึกปฏิบัติเช่นนี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องเสียหายมากกว่าการต้องกลายเป็น ‘ราชาแห่งการลืมตาในโลกกลางคืน’ ตลอดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...