โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฝันร้ายฮ่องกง ยุคเงินหาง่ายจบแล้ว! ‘หนี้เสีย’ จ่อพุ่งสูงสุดรอบ 20 ปี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 04.58 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 08.00 น.

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า เป็นเวลาหลายปีที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของฮ่องกง และตระกูลผู้ก่อตั้งบริษัทเหล่านั้น ได้รับวงเงินสินเชื่อจำนวนมากจากธนาคาร “โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน” ส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์อันยาวนาน ฐานะทางการเงินที่ไร้ที่ติ และความกระตือรือร้นของธนาคารที่จะคว้าข้อตกลงใหญ่มาให้ได้ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยยังคงต่ำ และราคาอสังหาริมทรัพย์ ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ช่วงเวลาของเงินที่ได้มาโดยง่าย ได้ “สิ้นสุดลงแล้ว” ราคาบ้านในฮ่องกงร่วงลงไปแล้วกว่า 25% จากจุดสูงสุดในปี 2021 โดยบริษัทตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ CBRE คาดการณ์ว่า อัตราการว่างของพื้นที่สำนักงานในย่านธุรกิจสำคัญๆ อาจสูงขึ้นเกือบ 19% ภายในสิ้นปีนี้ และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฮ่องกง ชะลอตัวลงเหลือ 2.5% ในปี 2024 ลดลงจาก 3.2% ในปีก่อนหน้า

ความตึงเครียดในระบบการเงินของฮ่องกง กำลังแพร่จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาขาดแคลนเงินสด ไปยังธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีการให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15% ของพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อทั้งหมด อ้างอิงจากสถาบันอันดับเครดิต Fitch Ratings

ทั้งนี้ สินเชื่อที่มีการจัดชั้นลูกหนี้ของธนาคารในฮ่องกง แบบไม่สามารถเรียกเก็บคืนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ได้เพิ่มขึ้นเกือบ 2% ของยอดรวมทั้งหมดในไตรมาสแรกของปีนี้ ตามข้อมูลจากธนาคารกลางของฮ่องกง ซึ่งมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น และการด้อยค่าของสินทรัพย์ อันเนื่องจากความอ่อนแอของตลาดอสังหาริมทรัพย์

Fitch Ratings คาดการณ์ว่า อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ในฮ่องกงอาจสูงถึง 2.3% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ S&P Global Ratings ระบุว่า อัตราส่วนดังกล่าวคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง (ระหว่าง 2% ถึง 2.5%) ตลอดสองปีข้างหน้า และข้อมูลจากธนาคารกลางฮ่องกงแสดงให้เห็นว่า ภาคธนาคารไม่เคยเห็นอัตราส่วนหนี้เสียเกิน 2% มาเกือบสองทศวรรษแล้ว

ทั้งนี้ ธนาคารในฮ่องกงตกอยู่ใต้การจับตาอยู่แล้ว เนื่องจากวิกฤติตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ผู้ให้กู้ เช่น HSBC และ Standard Chartered รายงานการด้อยค่าของสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับจีนหลายพันล้านดอลลาร์ฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นกลับเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า

ด้าน S&P ได้เตือนในรายงานเดือนมิถุนายน ว่า "ธนาคารขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่กับผู้พัฒนาที่มีภาระหนี้สูงหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์ชั้นดี มีแนวโน้มที่จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น”

ในทางตรงกันข้าม S&P ระบุว่า “สถาบันขนาดใหญ่จะค่อนข้างทนทาน พอร์ตโฟลิโอสินเชื่อที่หลากหลาย หลักประกันที่เพียงพอ และมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่สมเหตุสมผล มีแนวโน้มปกป้องพวกเขาให้ผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนี้ไปได้”

เมื่อเดือนที่แล้ว Moody's ได้ปรับลดอันดับเครดิตของ Dah Sing Bank ซึ่งเป็นธนาคารท้องถิ่นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง โดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงของธนาคารรวม 2.1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่าจากปีก่อนหน้า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพโดยรวมของธนาคารอยู่ที่ 3.2% ในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 1.9%

เมื่อต้นปีนี้ Hang Seng Bank ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ HSBC Holdings รายงานอัตราส่วนหนี้เสียที่น่าตกใจกว่า 6% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ในฮ่องกง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารส่วนใหญ่ได้ควบคุมปัญหาหนี้เสียของตนได้โดยการขยายเวลาหรือเลื่อนการชำระหนี้ให้กับผู้กู้ที่ประสบปัญหา พวกเขาอดทนต่อการละเมิดข้อตกลงมากมายเกี่ยวกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ตราบใดที่ผู้กู้ยังคงชำระดอกเบี้ยได้ตรงเวลา

แมต ชอย นักวิเคราะห์จาก Fitch กล่าวว่า “การที่เงินกู้จะด้อยคุณภาพหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างธนาคารกับผู้กู้แต่ละราย” เขากล่าวเสริมว่า “การเจรจาที่ล้มเหลวอาจส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่เรากำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดในผลประกอบการระหว่างกาลที่จะมาถึง”

อ้างอิง: nikkei

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...