โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตรียมตั้งรับ "4 คลื่น" ซัดเศรษฐกิจไทย ผลกระทบ "ภาษีสหรัฐฯ" ด้าน "กอบศักดิ์" แนะรัฐบาลเร่งยกระดับอุตสาหกรรม

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 02.17 น.
เตรียมตั้งรับ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวงานฟอรั่มเศรษฐกิจ “จัดทัพลงทุนฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง”ว่า สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเปิดโอกาสให้ไทยเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้า 36% ซึ่งจากการวิเคราะห์รูปแบบการกำหนดภาษีของสหรัฐฯ พบว่า ประเทศที่รัฐบาลทรัมป์ปัดเข้าตัวเลขกลม ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ที่ปรับจาก 17% เป็น 20% หรือญี่ปุ่นจาก 24% เป็น 25% มักเป็นประเทศที่ไม่มีพื้นที่เจรจาแล้ว ขณะที่ไทยและอินโดนีเซีย (32%) ยังถูกคงไว้ในอัตราที่ไม่ใช่ตัวเลขกลม สะท้อนถึงความต้องการของสหรัฐฯ ที่จะเจรจาต่อไป

แต่หากสหรัฐฯ ไม่ยินยอมปรับเปลี่ยนอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 36% ก็จะเกิดผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนต่อจีดีพีของประเทศสูง และผู้ประกอบการรายย่อยของไทยยังต้องรับมือกับการทะลักเข้ามาของสินค้าจากจีน รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เมื่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลงจากอัตราภาษี 36% ที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลของทรัมป์ มีโอกาสน้อยมากที่จะยกเลิกมาตรการภาษีออกไป หรือปรับลดอัตราลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังการประมาณการณ์เบื้องต้นระบุว่ามาตรการภาษีที่ทรัมป์เคยประกาศไป จะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศในปีนี้ถึง 3 แสนกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมากกว่านี้ถ้าหากทรัมป์เริ่มใช้อัตราภาษีใหม่

นายกอบศักดิ์ มองว่า ทรัมป์ยังคงฟังเสียงจากตลาดทุนสหรัฐฯ อยู่ ถึงแม้จะเคยออกมาพูดมาว่าไม่สนใจ แต่การประกาศเลื่อนเส้นตายวันเก็บภาษีก็สอดคล้องกับวันที่ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงมาหนัก ซึ่งในตอนนี้ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ก็ไม่ได้แตกต่างกับก่อนทรัมป์ประกาศภาษีมาก และ NASDAQ ก็แตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์แล้ว รวมถึงดัชนีวัดความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ (VIX Index) ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น จึงคาดว่ามาตรการภาษีจะยังไปได้ต่อ

ด้านนายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน.ฟินโนมีนา เสริมว่า รายได้จากการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จำเป็นอย่างยิ่งต่อรัฐบาลทรัมป์ หลังได้ผ่านร่างกฎหมาย “One Big Beautiful Bill” ที่เพิ่มการใช้จ่ายขนาดใหญ่มูลค่ารวมหลายล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่หนี้สาธารณะยังสูง ซึ่งรายได้ภาษีตอบโต้ทางการค้าจะช่วยทดแทนตรงนี้บางส่วนได้

และแนะนำว่าหุ้นสหรัฐฯ ไม่เหมาะที่จะถือ ถึงแม้ดัชนีต่าง ๆ จะไปต่อได้ดี โดยนักลงทุนอาจจะยังเลือกไม่สนใจความเสี่ยงทางการค้าในช่วงนี้ไปก่อน แต่ก็มีสัญญญาณชัดเจนว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังจะมีปัญหา โดยอ้างอิงจากตัวชี้วัด Buffett Indicator ซึ่งจะนำมูลค่ารวมตลาดหุ้นในประเทศมาหารด้วยจีดีพี โดย ณ ตอนนี้ ผลการคำนวนอยู่ในระดับที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงฟองสบู่ที่กำลังจะแตก และตลาดจะให้ผลตอบแทนติดลบ

นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อผ่านการเจรจาภาษีตอบโต้ไปได้ ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ก็จะยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ โดยจะเจาะจงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น และก็ได้เห็นการกำหนดภาษีนำเข้าทองแดง 50% ของทรัมป์ไปแล้ว รวมถึงสัญญาณการเรียกเก็บภาษีสำหรับเซมิคอนดักเตอร์ ยา เภสัชภัณฑ์ และสินค้าอื่น ๆ ทำให้ไทยต้องระมัดระวังต่อไป

ผลกระทบจากมาตรการภาษีสามารถแบ่งออกมาเป็น 4 คลื่นหลัก ๆ เริ่มต้นที่ ตลาดทุนที่จะตื่นตระหนก และปรับตัวลง ตามที่เคยเกิดขึ้นหลังทรัมป์ประกาศอัตราภาษีครั้งแรกเดือนเม.ย. ตามมาด้วย ผลกระทบต่อภาคการผลิตจริง (Real Sector) ซึ่งปีนี้อาจจะยังไม่เห็นผลมาก จากการเร่งนำเข้า raw material ให้เพียงพอจนถึงปลายปี

คลื่นที่ 3 ในระยะถัดไป จะเป็นการโยกย้ายฐานการผลิต ซึ่งไทยมีความเสี่ยงในด้านนี้พอสมควร ถ้าหากไม่ได้รับภาษีอัตราที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ และสุดท้ายคือผลกระทบจากการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (Dedollarization) ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วจากเพิ่มขึ้นของราคาทองคำและสินทรัพย์ตัวเลือกต่าง ๆ เช่น บิทคอยท์ รวมถึงการลดการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ และธนาคารกลางต่าง ๆ ก็เลือกถือดอลลาร์น้อยลง

ดังนั้น แนะนำว่ารัฐบาลไทยต้องพิจารณาเงื่อนไขการเจรจาให้ดี เพราะอาจจะต้องยอมเสียเปรียบในบางภาคอุตสาหกรรม เช่นการเกษตร ซึ่งจะต้องใช้ประมาณมาชดเชย หรือสุดท้ายแล้ว ไทยอาจจะถูกบังคับเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยอยากให้รัฐบาลออกมาตรการระยะสั้น เพื่อการรักษาโมเมนตั้มของเศรษฐกิจตั้งแต่เนิ่น ๆ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งรักษาความสงบการเมือง และเตรียมตัวรับวิฤกติที่อาจจะเกิดขึ้น

แต่ในระยะยาว ไม่ว่ามาตรการภาษีทรัมป์จะออกมาเป็นอย่างไร รัฐบาลไทยก็ควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ รวมถึง Digital Transformation ด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ และมาตรการสีเขียวรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก เพราะในท้ายที่สุด มาตรการภาษีก็คงสามารถหาทางออกได้ แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจคือภาคอุตสาหกรรมที่กำลังล้าหลัง อย่างกลุ่มปิโตรเคมีที่มีสัดส่วนต่อดัชนี SET มาก

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ กล่าวว่า 3 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเสียโอกาสปรับตัวตามตลาดหุ้นโลกจากเหตุผลดังกล่าว โดยไทยเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศที่หดตัวลง แต่ก็เห็นว่าผู้จัดการกองทุนต่างประเทศยังให้ความสนใจกับตลาดหุ้นไทยอยู่ จากแนวโน้มของตลาด Emerging Market ที่น่าจะไปต่อได้ดี

เรื่องผลการดำเนินการของ บจ. ที่เป็นปัจจัยกดดัน SET มาตลอด ก็เริ่มเห็นภาพรวมที่ดีขึ้นแล้วในไตรมาส 1/68 จึงอยากแนะนำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรักษาโมเมนตัมตรงนี้ไว้ ไม่อยากให้นักลงทุนเทขายกันตลอด โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นให้เงินปันผลสูงในดัชนี SETHD ซึ่งมีการเติบโตที่ดีกว่าดัชนี SET หลัก

ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำว่าจะยังคงเล่นได้ต่อ แต่ต้องระมัดระวัง โดยหุ้นใหญ่หรือหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 อาจจะต้องเลือกถือบางตัว ไม่น่าจะโตขึ้นเป็นแนวกระดานทุกตัวเหมือนที่เคยเห็นมาก่อน ในขณะที่หุ้น Mid Cap และ Small Cap อาจน่าลงทุนมากกว่าในช่วงนี้ แต่ก็ต้องประเมินความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...