โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิชัย เร่งอัดงบ 1.15 แสนล้าน ปูทางปรับโครงสร้างศก.โตยาว

PostToday

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 02.13 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 04.23 น.

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยงบประมาณ 115,375 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินรวม 157,000 ล้านบาท ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วว่า ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่าแผนการใช้งบประมาณดังกล่าวไม่ใช่เพียงการกระตุ้นระยะสั้นแต่จะสร้างผลระยะยาว ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปรับกฎเกณฑ์ และการวางรากฐานที่ยั่งยืนให้ประเทศ

หลายคนบอกว่างบก้อนนี้เป็นเพียงสารกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่อยากจะบอกว่าแผนนี้เราต้องการกระตุ้นแล้วให้เกิดผลกระยะสั้น และนำไปซึ่งผลระยะยาว

นายพิชัย ระบุว่า การใช้งบประมาณรอบนี้ถูกออกแบบด้วยหลักเกณฑ์เข้มงวด กำหนด 8 หลักการ ยกตัวอย่างเช่น การกระจายงบให้ทั่วถึง กระตุ้นการจ้างงาน และไม่ใช้วิธีจัดซื้อพิเศษหากไม่จำเป็น พร้อมตั้งคณะติดตามกำกับแผนการใช้เงินโดยตรง จากกรอบ 157,000 ล้านบาท ได้รับการสกรีนผ่านเกณฑ์แล้ว 115,375 ล้านบาท โดย 79% ใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และถนน ไปจนถึงการจ้างงาน เน้นให้ทันใช้จริงภายในปีงบประมาณ เป็นการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ

การลงทุนหลัก ได้แก่
• พัฒนาระบบน้ำ 3 ด้าน เพื่ออุปโภคบริโภค, เกษตรกรรม และรองรับนิคมอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะอีสเทิร์นซีบอร์ด)
• ซ่อมแซมถนน เสริมการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เปราะบาง และพื้นที่ประสบภัย
• แก้ปัญหาค่าไฟแพง โดยตั้งเป้าราคาประมาณ 3.50 บาทต่อหน่วย หวังแข่งขันกับต่างประเทศ
• รองรับการถือครองที่ดินของนักลงทุนแบบเช่าระยะยาว โดยไม่กระทบความเป็นเจ้าของชาติ
• พัฒนาทักษะแรงงาน จับมือ 6 มหาวิทยาลัยรองรับอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมสนับสนุนการฝึกงานในสถานประกอบการ

นายพิชัย ยังย้ำว่า หนี้สาธารณะไม่ใช่ปัญหาหลัก หากสามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้ โดยอ้างอิงกรอบหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 12 ล้านล้านบาท จาก GDP ประมาณ 19 ล้านล้านบาท หากเศรษฐกิจโต ระดับหนี้สาธารณะก็จะอยู่ในกรอบ

อีกส่วนหนึ่งของงบ 115,375 ล้านบาท จะจัดสรรเข้ากองทุนเพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาก (Soft Loan) ผ่านธนาคารรัฐและเอกชน โดย

• ให้ดอกเบี้ย 0.01% แก่ธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. และออมสิน
• เสริมทุนกองทุนประกันสังคมอีก 10,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้สมาชิกในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3%

สำหรับ หนี้ครัวเรือนของไทย ขณะนี้อยู่ที่ 88% ต่อ GDP ลดลงจาก 91% แต่หนี้ดีที่ก่อให้เกิดรายได้ยังต่ำ จึงต้องเน้นช่วยลูกหนี้ที่ใกล้เป็นหนี้เสีย (NPL) ผ่านโครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ซึ่งมีหลักการคือ

• ลดหนี้ต้นทันที 50-70% โดยไม่คิดดอกเบี้ย หากแสดงความตั้งใจชำระหนี้คืน
• ขยายวงเงินช่วยลูกหนี้ไม่มีหลักประกัน (unsecured creditor) เป็น 10,000 ล้านบาท
• ลูกหนี้มีหลักประกัน (สีเขียว) ขอรับความช่วยเหลือได้ถึง 30,000 บาท

ปัจจุบันพบว่าลูกหนี้ 5 ล้านราย หนี้รวม 1.19 ล้านล้านบาท จากหนี้ครัวเรือนทั้งสิ้นกว่า 13 ล้านล้านบาท โดย 3.5 ล้านรายเป็นหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งหากจัดการได้จะลดภาระระบบได้อย่างมาก
พร้อมกันนี้ พิชัยระบุว่า จากการรวบรวมโครงการทั่วประเทศ พบว่ามีแผนพัฒนามูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท รอการผลักดันต่อไปในระยะกลางและยาว เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม มองว่า รัฐไม่ควรดำเนินการเอง แต่ควรสร้างระบบสนับสนุนให้เอกชนเก่งขึ้น เพราะเอกชนไทยมีความสามารถอยู่แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...