โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจData Center-Cloud Serviceแห่ขอรับส่งเสริม 6เดือนแรกปี68ยอดมูลค่าทะลุ 3แสนล. WHA-AMATAตีปีก!ขายที่ดินนิคมฯคึกคัก

Manager Online

เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 10.04 น. • MGR Online

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายหลังจากอิสราเอล-อิหร่านประกาศหยุดยิงทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซฯปรับตัวลดลง แต่ภาคธุรกิจยังคงจับตาประเด็นมาตรการภาษีตอบโต้ หรือReciprocal tariffs ของสหรัฐฯกับประเทศคู่ค้า โดยไทยเจอภาษี Reciprocal tariffs เต็มๆถึง 36% ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามโดนภาษีตอบโต้ 46%

ดังนั้นช่วงนี้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่ จนกว่าจะมีความชัดเจนประเด็นภาษี Reciprocal tariffs โดยรัฐบาลแต่ละประเทศต่างงัดยุทธวิธีมาใช้ในการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อรองปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวให้ต่ำสุด ขณะที่ไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองภายในประเทศเข้ามาซ้ำเติม

อย่างไรก็ดี มีบางธุรกิจแทบไม่ได้รับผลกระทบนโยบายภาษีทรัมป์ รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลก หนี่งในนั้นคือธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ที่ได้อานิสงส์จากสงครามการค้าและมาตรการขึ้นภาษีสหรัฐฯ ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังกลุ่มประเทศในอาเซียนรวมทั้งประเทศไทย จึงไม่แปลกที่จะเห็นบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ WHA และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือAMATA เร่งขยายพื้นที่นิคมฯ รวมถึงตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายทุนของบริษัทข้ามชาติ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็เดินหน้าส่งเสริมการลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนฯ(xEV) อุตสาหกรรม BCG เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง , ธุรกิจดิจิทัลและAI รวมทั้งกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ผนวกกับความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำ ไฟฟ้า ถนนหนทางฯลฯของที่ไทยดีกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำรักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องทั้งในช่วง 1-2ปีนี้ โดยเฉพาะธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์(Data Center) ที่มีอัตราการเติบโตสูงมากในปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปี2568

ธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นรองรับความต้องการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI ) ซึ่งการเข้ามาลงทุนโครงการ Data Center และ Cloud Service ในประเทศไทยของบริษัทระดับโลกอย่าง Google และเครือ GDS เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นการตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยที่มีอัตราการใช้บริการออนไลน์และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในสัดส่วนที่สูง ทำให้เกิดการลงทุน Data Center ในไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนุนให้ไทยขยับสู่การเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาคแล้ว และยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้เข้าถึงบริการของศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์ที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง

โดยบีโอไอระบุในช่วง 3ปีนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565-2567 มีโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Center และ Cloud Service จำนวน 27 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 2.9 แสนล้านบาท แบ่งเป็นปี 2565 มีจำนวน 7 โครงการ เงินลงทุน 40,268ล้านบาท ในปี 2566 จำนวน 6โครงการ เงินลงทุน 6,046ล้านบาท ปี2567 จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุน 241,494 ล้านบาท ส่วนในครึ่งแรกปี 2568 (เดือนม.ค.-มิ.ย.2568 ) เบื้องต้นพบว่ามีจำนวนสูงถึง 11 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 336,292 ล้านบาท

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มลูกค้า Data

Centerกว่า 20 รายสนใจซื้อที่ดินในนิคมฯ คาดว่าปีนี้จะสามารถปิดดีลขายที่ดินได้เพิ่มอีก 2-3 ราย หลังจากWHAเพิ่งปิดดีลการขายให้กับ บริษัท ฮ่าวหยาง ดาต้า เซ็นเตอร์ 1 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท Beijing Haoyang Cloud & Data Technology Co., Ltd. ผู้ให้บริการ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกลชั้นนำจากจีน

โครงการ Data Center ของฮ่าวหยางฯ มีขนาดกำลังไฟฟ้า 300เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,670 ล้านบาท สร้างโครงการ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล ในนิคมฯดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด 4 (WHA ESIE 4) จังหวัดระยอง คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2569

สำหรับโครงการData Centerส่วนใหญ่จะลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC เพราะมีความต้องการไฟฟ้าที่เสถียรและมีการใช้น้ำในปริมาณที่มาก ซึ่งWHA มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคทั้งไฟฟ้าและน้ำเพียงพอรองรับกลุ่มลูกค้าData Centerในปัจจุบัน แต่เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภครองรับลูกค้าData Centerในอนาคต

WHA อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโรงไฟฟ้าแบบCaptive เพื่อขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าData Centerโดยตรง (Direct PPA) เบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปในครึ่งหลังปี2568

นางสาวจรีพร กล่าวว่า เร็วๆนี้ บริษัทเตรียมเซ็นสัญญาขายที่ดินในนิคมฯให้กับลูกค้ารายใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ขนาดพื้นที่ราว 500 ไร่ภายในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2568 ขณะที่ยอดโอนที่ดินในไตรมาส2/2568 อยู่ที่ 500ไร่ คาดว่าทั้งปี 2568 บริษัทมียอดโอนที่ดินได้ราว 2,000ไร่

โดยในไตรมาส 3/2568 บริษัทคาดปิดดีลการขายที่ดินให้กับลูกค้าอีกรายประมาณ 400กว่าไร่ มั่นใจทั้งปี2568 WHA มียอดขายที่ดินในนิคมฯได้ตามเป้าหมาย 2,350ไร่ แบ่งเป็นการขายที่ดินนิคมฯในไทยทะลุเกิน 2,000ไร่ มากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้1,700ไร่ แต่เหตุผลที่ยังไม่ปรับเป้าหมายการขายที่ดินในนิคมฯ เพราะรอประเมินสถานการณ์การขายที่ดินนิคมฯในประเทศเวียดนามอีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนชะลอการทำสัญญาเพื่อรอความชัดเจนอัตราภาษี Reciprocal tariffs

อีกครั้ง ซึ่งเดิมWHAตั้งเป้าการขายที่นิคมฯในเวียดนามปีนี้ 650ไร่

ฃณะที่ยอดขายที่ดินในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ของสหรัฐฯกับสินค้าไทยอยู่ที่36% ต่ำกว่าเวียดนาม ส่วนปัญหาการเมืองไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติ

ส่วนการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกนั้น แม้ว่าหลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบ แต่นิคมฯกลับตรงกันข้าม เห็นได้จากยอดขายที่ดินในนิคมฯที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากนักลงทุนเร่งย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคนี้เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและยังเป็นฐานการผลิตส่งออก ไม่ว่าการตั้งโรงงานผลิตEVของจีนในไทย รวมทั้งการขยายการลงทุนผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เป็นต้น

นางสาวจรีพร กล่าวว่า เพื่อรองรับทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ บริษัทได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งผ่านกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน 5 ปี โดยกำหนด 5 ภารกิจหลัก ดังนี้คือ

-ระบบนิเวศการขนส่งสีเขียว (Green Mobility): เพื่อสนับสนุนการเดินทางขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบ Built-to-Suit ที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการของลูกค้าภายใต้แบรนด์โมบิลิกส์ (Mobilix) ประกอบด้วย บริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า เป็นบริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โมบิลิกส์ซอฟต์แวร์โซลูชัน แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะสำหรับจัดการรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ปัจจุบันMobilix ได้ให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 330 คัน ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง โดยตั้งเป้าให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า 20,000 คัน ภายในปี 2572

-การบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร สร้างระบบนิเวศน้ำที่ยั่งยืนครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมและชุมชน ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยตั้งเป้าบริหารจัดการน้ำรวม 173 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2568

-นวัตกรรมโซลูชันลดคาร์บอน มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงานทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเร่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา แบบทุ่นลอยน้ำ และแบบบนพื้นดิน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยขยายธุรกิจพลังงานทดแทนด้วยเป้าหมายสัญญา Private PPA สะสม 657 เมกะวัตต์ในปี 2568 และเพิ่มเป็น 1,200 เมกะวัตต์ในปี2572

-การก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำและวัสดุรีไซเคิล การให้ความสำคัญกับการจัดการของเสีย และการออกแบบเพื่อสร้างความยืดหยุ่น ความทนทาน และประสิทธิภาพ

-การจัดการของเสียอย่างยั่งยืน (Waste Reduction by 3R): WHA นำนโยบาย 3Rs ประกอบด้วย Reduce, Reuse, Recycle ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการขยะและทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดปริมาณขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill)

จ่อผุดโรงไฟฟ้าCaptiveป้อนData Center

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัทดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ WHAUP กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงไฟฟ้าCaptiveเพื่อขายไฟตรงให้ลูกค้าโดยเฉพาะData Center ในอนาคต ซึ่งกำลังประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าว่าเพิ่มขึ้นเท่าไร แต่เบื้องต้นน่าจะหลายร้อยเมกะวัตต์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิงเป็นหลักเพราะData Center ต้องการไฟฟ้าที่เสถียร

ส่วนขั้นตอนการลงทุนโรงไฟฟ้าแบบCaptive จะต้องยื่นขอEIA และดำเนินการก่อสร้างคาดแล้วเสร็จประมาณ 3-3.5ปี โดยโรงไฟฟ้าCaptiveจะช่วยแก้ปัญหาการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นและระบบสายส่ง จากการเข้ามาลงทุนธุรกิจData Centerในเขตพื้นที่EEC

ขณะเดียวกัน WHAUPมีแผนขยายธุรกเจน้ำ เพื่อรองรับโครงการData Center เช่นกัน ซึ่งโครงการData Centerมีความต้องการใช้น้ำอุตสาหกรรมเฉลี่ย 7-10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีต่อโรง โดยบริษัทจะใช้เงินลงทุนราว 200-300 ล้านบาทต่อโรง

ดังนั้นในปีหน้า บริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนเพิ่มสูงขึ้นกว่าแผนงานเดิมที่ได้ตั้งงบลงทุน 5ปีนี้ (2568-72) อยู่ที่ 29,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนขยายธุรกิจทั้งด้านสาธารณูปโภคและพลังงาน

สำหรับแผนการดำเนินในปี2568 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งภายในและภายนอกนิคมฯทั้งในประเทศและต่างประเทศ เน้นการลงทุนในโครงการโซลาร์รูฟท็อป โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in-Tariff และโครงการ Direct PPA เป็นต้น ในปีนี้จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ราว 100เมกะวัตต์ โดยกลางปีนี้จะจ่ายไฟเข้าระบบ 50เมกะวัตต์มีทั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์ฟาร์มและโซลาร์ลอยน้ำ ส่วนที่เหลืออีก 50เมกะวัตต์จะทยอยเข้ามาในครึ่งปีหลัง ทำให้ทั้งปี2568 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมราว 1,185 เมกะวัตต์ มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 55%ของกำลังการผลิตทั้งหมดหรือราว 657 เมกะวัตต์

ส่วนธุรกิจน้ำ ในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นการขยายการให้บริการแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีปริมาณความต้องการใช้น้ำสูง และจะมุ่งเน้นการผลิตน้ำที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Water) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และมองหาแหล่งน้ำดิบทดแทน เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำ

ดังนั้นบริษัทฯ ได้มีการตั้งเป้ายอดการจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศในปีนี้อยู่ที่ 173 ล้านลูกบาศก์เมตร โตขึ้น4%จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 166 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นยอดการจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำภายในประเทศประมาณ 132 ล้านลูกบาศก์เมตร และในประเทศเวียดนามประมาณ 41 ล้านลูกบาศก์เมตร

AMATAมั่นใจปีนี้ยอดขายที่ดินเข้าเป้า3.5พันไร่

ด้านบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัยจำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ระบุเป้าหมายยอดขายที่ดินในนิคมฯทั้งในและต่างประเทศในปี 2568 อยู่ที่ 3,500ไร่ โตขึ้นกว่าปีก่อน 15% ซึ่งมั่นใจว่าการขายที่ดินในนิคมฯทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงย้ายฐานการลงทุนมาอย่างต่อเนื่องสืบ ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกันปี2568 AMATAได้เตรียมความพร้อมในด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมใหม่ด้วย

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...