โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินเฟ้อ vs เงินฝืด ศึกสองขั้วเศรษฐกิจที่กระทบทุกชีวิต แบบไหนน่ากลัวกว่ากัน

TODAY Bizview

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 18.36 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 11.36 น. • workpointTODAY

ในระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ ‘เงินเฟ้อ’ และ ‘เงินฝืด’ ถือเป็นภาวะที่มีความสำคัญและมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐ

เนื่องจากทั้งสองภาวะนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจใช้จ่าย ลงทุน หรือกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

แม้ว่าทั้ง ‘เงินเฟ้อ’ และ ‘เงินฝืด’ จะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับราคา แต่ทั้งสองมีลักษณะเฉพาะ สาเหตุ และผลกระทบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

บทความนี้ TODAY Bizview จะอธิบายความหมายของทั้งสองภาวะ เปรียบเทียบข้อแตกต่างอย่างชัดเจน พร้อมยกตัวอย่างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง

[ ‘เงินเฟ้อ’ กับ ‘เงินฝืด’ คืออะไร ]

• เงินเฟ้อ (Inflation)

เงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ ‘มูลค่าของเงินลดลง’ กล่าวคือ จำนวนเงินที่ถืออยู่สามารถซื้อสินค้าได้น้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

อัตราเงินเฟ้อมักจะคำนวณจาก ‘ดัชนีราคาผู้บริโภค’ (Consumer Price Index: CPI) หรือ ‘ดัชนีราคาผู้ผลิต’ (Producer Price Index: PPI)

• เงินฝืด (Deflation)

ในทางตรงกันข้าม ‘เงินฝืด’ หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูเผินๆ อาจเป็นเรื่องดีสำหรับผู้บริโภค

แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะมักเกิดจากอุปสงค์ที่ลดลง รายได้ประชาชนลด ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจถดถอย หรือภาคธุรกิจไม่สามารถสร้างกำไรได้อย่างเพียงพอ

เงินเฟ้อ เงินฝืด

[ สาเหตุของเงินเฟ้อและเงินฝืด ]

• สาเหตุของเงินเฟ้อ

1. ความต้องการที่มากเกินไป (Demand-Pull Inflation) เมื่อความต้องการสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจสูงกว่ากำลังผลิต ราคาจึงถูกดันขึ้น

2. ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation) เช่น ราคาน้ำมัน วัตถุดิบ หรือค่าแรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายปลายทางต้องปรับขึ้น

3. นโยบายการเงินผ่อนคลายเกินไป เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มปริมาณเงินในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

4. ความคาดหวังของตลาด หากผู้ผลิตหรือผู้บริโภคเชื่อว่าราคาในอนาคตจะสูงขึ้น ก็อาจมีพฤติกรรมเร่งซื้อหรือตั้งราคาสูงขึ้นล่วงหน้า

• สาเหตุของเงินฝืด

1. อุปสงค์รวมในระบบเศรษฐกิจลดลง เมื่อประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย นักลงทุนไม่กล้าลงทุน และภาคธุรกิจขยายตัวช้า

2. รายได้ประชาชนลดลง เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ การว่างงาน หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อหดตัว

3. นโยบายการเงินที่เข้มงวดเกินไป เช่น ดอกเบี้ยสูง หรือธนาคารกลางไม่อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ

4. ภาวะชะงักงันด้านความเชื่อมั่น เช่น วิกฤตสถาบันการเงิน ภาวะสงคราม หรือโรคระบาดที่ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าใช้เงิน

[ ตัวอย่างผลกระทบในโลกจริง ]

• ในช่วงทศวรรษ 1970 หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงสหรัฐอเมริกาประสบภาวะเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่ง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและเศรษฐกิจชะลอ

• ประเทศญี่ปุ่นเผชิญ ‘เงินฝืดเรื้อรัง’ หลังฟองสบู่เศรษฐกิจแตกในช่วงปี 1990 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำมานานกว่า 20 ปี และยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านเงินฝืดในปัจจุบัน

• ในช่วงโควิด-19 เศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับทั้ง ‘ภาวะถดถอย’ และ ‘เงินเฟ้อสูง’ พร้อมกัน (Stagflation) ทำให้เกิดความท้าทายด้านนโยบายอย่างรุนแรง

[ บทบาทของธนาคารกลาง ]

ธนาคารกลางในแต่ละประเทศ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งหมายถึงการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ใน “กรอบเป้าหมาย” ที่เหมาะสม เช่น 1-3% ต่อปี

• หากเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางจะใช้นโยบาย ‘คุมเข้ม’ เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และลดปริมาณเงินในระบบ

• หากเงินฝืดหรือเศรษฐกิจชะลอ ธนาคารกลางจะใช้นโยบาย ‘ผ่อนคลาย’ เช่น ลดดอกเบี้ย หรือทำ QE (Quantitative Easing) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

[ บทสรุป ‘เงินเฟ้อ’ กับ ‘เงินฝืด’ ]

แม้ว่า ‘เงินเฟ้อ’ และ ‘เงินฝืด’ จะเป็นภาวะที่ตรงกันข้ามกัน แต่ทั้งสองต่างเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงสุขภาพของเศรษฐกิจในระดับมหภาค หากไม่มีการควบคุมให้อยู่ในระดับเหมาะสม จะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งต่อประชาชนทั่วไป ภาคธุรกิจ และเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

รัฐบาลและธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องติดตามระดับราคาอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...