โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝนโหดทำเท็กซัสจมบาดาล ถล่มหนักสุดในรอบศตวรรษ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 01.57 น.
“ดร.สนธิ” เผย รัฐเท็กซัสเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในประวัติการณ์จากฝนตกหนักต่อเนื่อง 6 วัน มีผู้เสียชีวิต 82 ราย สาเหตุหลักมาจากความชื้นสะสมจากพายุโซนร้อนแบร์รี่ รวมกับอากาศร้อนและลมจากอ่าวเม็กซิโก ภาวะโลกร้อนทำให้อากาศกักเก็บไอน้ำมากขึ้น ฝนจึงตกหนักและบ่อยขึ้นทั่วสหรัฐฯ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับ สหรัฐฯ เผชิญน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐเท็กซัส ฝนตกหนักต่อเนื่อง-พายุโซนร้อน-โลกร้อนซ้ำเติม

ในช่วงวันที่ 4–5 ก.ค. ที่ผ่านมา รัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกาเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของรัฐ เกิดฝนตกต่อเนื่องยาวนานถึง 6 วัน มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงถึง 40–45 นิ้ว หรือกว่า 1,000 มิลลิเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเชิงเขา เกิดน้ำท่วมฉับพลันรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 82 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก

สาเหตุหลักของน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากอิทธิพลที่ยังหลงเหลืออยู่ของพายุโซนร้อน "แบร์รี่" ซึ่งเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเม็กซิโกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน พายุได้พัดเอาความชื้นปริมาณมหาศาลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และเมื่อรวมกับอากาศร้อนบนพื้นดินของรัฐเท็กซัส รวมถึงความชื้นจากอ่าวเม็กซิโก กลายเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการก่อตัวของเมฆฝนขนาดใหญ่ เมื่อกระแสลมเย็นจากอ่าวเม็กซิโกเคลื่อนเข้าปะทะ จึงกลายเป็นฝนฟ้าคะนองที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยเฉพาะในคืนวันที่ 4 ก.ค. บางพื้นที่มีปริมาณฝนเฉพาะคืนเดียวสูงถึง 250–400 มิลลิเมตร

สถานการณ์ในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงโดยเฉพาะที่ "แคมป์มิสติก" ค่ายพักสำหรับเด็กผู้หญิงริมแม่น้ำกัวดาลูเป ซึ่งถูกฝนถล่มและน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ตขัดข้อง เด็กจำนวนมากต้องอพยพฉุกเฉิน และยังมีรายงานเด็กสูญหาย 23 ราย

จากการติดตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ พบว่าความชื้นในบรรยากาศชั้นบนบริเวณเท็กซัสตะวันตกอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยบอลลูนตรวจอากาศตรวจพบว่าความชื้นเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนเชื้อเพลิงให้ฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง ส่วนลมที่พัดผ่านหน้าผาหินจากอ่าวเม็กซิโกเข้ามา ทำให้ระบบอากาศปั่นป่วนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่า "ภาวะโลกร้อน" มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความรุนแรงของเหตุการณ์ฝนตกหนักในครั้งนี้ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทั้งบนพื้นดินและในอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้บรรยากาศสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ในปี 2568 พบว่าอุณหภูมิผิวน้ำในบางจุดของอ่าวเม็กซิโกสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 8 องศาฟาเรนไฮต์

ข้อมูลย้อนหลังตลอด 140 ปี ยังพบว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเกินครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน การปรับลดงบประมาณของสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ (NOAA) โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ก็ส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที

ภัยพิบัติครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "ฝนตกหนัก" แต่สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งกำลังท้าทายศักยภาพในการรับมือของชุมชนทั่วโลกอย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...