ธปท. จ่อคุมดอกเบี้ยเช่าซื้อลีสซิ่ง นัดผู้ประกอบการกว่า 3,000 แห่งรายงานตัวก่อน Q1/69
พ.ร.ฎ.เช่าซื้อลีสซิ่งมีผลบังคับใช้ 2 ธ.ค. 68 คาดให้ ธปท.กำหนดดอกเบี้ยธุรกิจเช่าซื้อ – ลิสซิ่ง แทนสคบ. ระบุผู้ประกอบการกว่า 3,000 รายต้องรายงานตัวก่อนไตรมาส 1/69
12 มิถุนายน 2568 นางพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการ ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยในงาน Media briefing เรื่อง การกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ว่า
หลังจากที่มีการออกประกาศ "พระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2568" (พ.ร.ฎ. เช่าซื้อลีสซิ่งฯ) ในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ฎ. เช่าซื้อลีสซิ่งฯ คือ นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์เป็นทางค้าปกติ แต่ไม่รวมถึงบุคคลธรรมดา ผู้ประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลเป็นการเฉพาะ เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และสหกรณ์แท็กซี่
โดยพ.ร.ฎ. เช่าซื้อลีสซิ่งฯ กำหนดประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ได้แก่ รย.1 – รย.12 และ รย.17 – รย.18
- รย.1 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน
- รย.2 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน
- รย.3 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
- รย.4 รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
- รย.5 รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด
- รย.6 รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน
- รย.7 รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง
- รย.8 รถยนต์รับจ้างสามล้อ
- รย.9 รถยนต์บริการธุรกิจ
- รย.10 รถยนต์บริการทัศนาจร
- รย.11 รถยนต์บริการให้เช่า
- รย.12 รถจักรยานยนต์
- รย.17 รถจักรยานยนต์สาธารณะ
- รย.18 รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ดีประชาชาชนใช้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งในวงกว้าง มียอดธุรกรรมคงค้างสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท มีจำนวนเรื่องร้องเรียนมายัง ธปท. ในเรื่องการให้บริการมีค่อนข้างสูง เช่น การให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน /การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่สอดคล้องกับรายได้ ปัญหาค่าธรรมเนียม และปัญหายอดหนี้ โดยเมื่อเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธปท. ประชาชนจะได้รับบริการที่มีมาตรฐาน ราคาเหมาะสม ได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
นางพีรจิต กล่าวอีกว่า สำหรับจำนวนผู้ประกอบการที่ธปท.ได้สำรวจพบว่ามีกว่า 3,000 แห่ง โดยกลุ่มที่มีขนาดยอดสินเชื่อคงค้างมากกว่า 1,000 ล้านบาทมีจำนวนราว 60 ราย ยอดสินเชื่อคงค้าง 100 – 1000 ล้านบาทมีจำนวนประมาณ 100 ราย และยอดสินเชื่อคงค้างต่ำกว่า 100 ล้านมีจำนวนประมาณ 3,000 ราย
โดยหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ฎ. เช่าซื้อลีสซิ่งฯ คือต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนด และรายงานข้อมูลการประกอบธุรกิจ รวมถึงการรายงานตัว และการนำส่งแบบรายงาน ให้ ธปท. รับทราบ ซึ่งจะเปิดให้รายงานตัวได้ในช่วงเดือนส.ค. - ก.ย.นี้ ไปจนถึงไตรมาส 1/2569 หากไม่มารายงานตัวก็จะมีหนังสือแจ้งไป
เมื่อผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในการกำกับของธปท. จะต้องกำกับตามข้อกำหนด เช่น การใช้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) คำนึงถึงการให้กู้แก่คนที่ชำระคืนได้ ค่าธรรมเนียมที่เคยคิดเกินสมควรต้องลดลงมา
“ส่วนการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อ ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าจะเป็นอัตราเท่าไหร่ และใครจะเป็นผู้กำหนด แต่ภายหลังพ.ร.ฎ.ฯ มีผลบังคับใช้แล้ว คาดว่า ธปท.อาจจะเป็นผู้กำหนดดอกเบี้ยเช่าซื้อ”
นางพีรจิต กล่าวว่า ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ ธปท.จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อมาก่อนหน้านี้และจะมีการทบทวนดอกเบี้ยทุก 3 ปี โดยในสิ้นปี 2568 เป็นรอบที่ต้องทบทวนอัตราดอกเบี้ยใหม่
ทั้งนี้ต้องหารือร่วมกันว่าการกำหนดดอกเบี้ยจะเป็นหน้าที่ฝ่ายไหน แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นหน้าที่ของธปท. โดยจะหารือร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจ เพื่อทบทวนเรื่องดอกเบี้ยภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งด้านต้นทุน สภาพเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และต้องไม่ผลักภาระไปสู่ผู้บริโภค โดยธปท.ไม่ได้มีอัตราดอกเบี้ยในใจว่าต้องเป็นเท่าไหร่
“ส่วนกรณีที่ว่าหากธุรกิจเช่าซื้อมาอยู่ภายใต้ธปท.จะมีผู้ประกอบการเลิกไปนั้น ในเรื่องนี้ก็ต้องดูตามความสถานการณ์ เพราะบางรายมองว่าไม่อยากอยู่ในระเบียบวินัยหรือไม่คุ้มกับการประกอบธุรกิจก็อาจจะเลิกไป แต่การกำกับดูแลอยู่ภายใต้ความเหมาะสม ทั้งด้านภาพรวมเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้บริโภค และคำนึงถึงการอยู่ได้ของธุรกิจด้วย ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลทุกส่วน รวมทั้งมุ่งลดหนี้ครัวเรือนของประเทศให้ต่ำลงด้วย”