โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ติดคุกฟรี เสียเวลาชีวิต เปิดตัวอย่างคดีม. 112 ที่ท้ายสุดยกฟ้อง

iLaw

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 05.03 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 09.08 น. • iLaw

“ถ้าไม่ได้ทำผิดจริง จะกลัวอะไร” วลีเด็ดจากฝ่ายปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่มักใช้กับจำเลยในคดีโทษหนักอย่างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กฎหมายดังกล่าวมีปัญหาหลายประการทั้งปัญหาตัวบท เช่น ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนในองค์ประกอบความผิด โทษ 3-15 ปีที่หนักจนเกินไป ซึ่งเป็นอัตราโทษเดียวกับความผิดฐานตระเตรียมการกบฏ หรือฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และใครจะเป็นผู้ริเริ่มคดีก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ผู้เสียหายเป็นผู้เริ่มต้นคดี จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกลั่นแกล้ง ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือกลั่นแกล้งคนที่มีความขัดแย้งกันในเรื่องส่วนตัว

ที่ผ่านมามีหลายคดีที่ผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นจำเลย เสียเวลาไปกับการต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ร้ายแรงไปกว่านั้นหลายคนต้องถูกจำคุกระหว่างการพิจารณาส่งผลกระทบต่อชีวิตและจิตใจ ท้ายที่สุดศาลยกฟ้อง

ชวนดูตัวอย่างคดีที่ต้องติดคุกฟรี เสียเวลาชีวิต

ยุทธภูมิ: แค่เรื่องคุยในบ้านบานปลายมาสู่มาตรา 112

ปี 2553 ยุทธภูมิ ขณะนั้นอายุ 39 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ถูกธนะวัฒน์ พี่ชายของเขากล่าวหาว่า ประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2552 จำเลยพูดคำหยาบคายขณะกำลังดูโทรทัศน์ซึ่งมีภาพข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่บนรถเข็น หลังจากนั้นประมาณ 5 วัน จำเลยใช้ปากกาเมจิกเขียนลงบนแผ่นซีดี “หยุดก้าวล่วงพระเจ้าอยู่หัว เนวินขอทักษิณ” ด้วยถ้อยคำหยาบคาย พี่ชายเห็นว่า คำเหล่านั้นเป็นการดูหมิ่น จาบจ้วง เหยียดหยามต่อรัชกาลที่เก้าจึงฟ้องคดี

คดี “พี่ฟ้องน้อง” ฝ่ายน้องอย่างยุทธภูมิให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นตำรวจไปจนถึงชั้นศาล ระหว่างการพิจารณาคดียุทธภูมิไม่ได้รับการประกันตัวกว่าหนึ่งปี ท้ายที่สุดศาลชั้นต้นยกฟ้องระบุว่า ฝั่งโจทก์มีธนะวัฒน์เพียงปากเดียวเบิกความเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ก่อนที่จะมีการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน พยานกับจำเลยได้ทะเลาะรุนแรงหลายครั้ง อีกทั้งน้ำหนักการให้การของพยานในชั้นตำรวจและชั้นศาลมีความแตกต่างกัน ถือเป็นข้อพิรุธและไม่มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟัง อาจเป็นการกลั่นแกล้งได้

แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ลายมือและคำให้การจากกองพิสูจน์หลักฐานลงความเห็นว่าลายมือบนแผ่นซีดีเหมือนกัน แต่ศาลไม่เชื่อ ประกอบกับฝั่งจำเลยและมารดาของจำเลยยืนยันว่า มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ยกฟ้องและริบหลักฐานแผ่นซีดีไปทำลาย ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น

อ่านฐานข้อมูลคดี

สุรภักดิ์: ยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ

ปี 2554 สุรภักดิ์เป็นโปรแกรมเมอร์ รับเขียนโปรแกรมสำหรับสำนักงานต่างๆ ถูกกล่าวหาคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ถูกกล่าวหาว่า เป็นเจ้าของอีเมลหนึ่งและเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ตั้งชื่อว่า “เราจะครองxxx” ได้เขียนข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ใส่ความ แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก เฉลิมชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ วันที่ 2 กันยายน 2554 สุรภักดิ์ถูกจับกุมตัว ในชั้นตำรวจเขาให้การปฏิเสธ และไม่ได้รับประกันตัวนับแต่นั้น

จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2555 ศาลพิพากษาสรุปความว่า เมื่อพิจารณาจากหลักฐานแล้วพบว่ามีความผิดปกติหลายอย่าง ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในข้อน่าเชื่อถือของหลักฐาน ยังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่าข้อมูลการใช้อีเมลตามคำฟ้องเกิดจากการใช้งานของจำเลยจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยอย่างสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จึงพิพากษายกฟ้อง

อ่านฐานข้อมูลคดี

จารุวรรณ: 84 วันในเรือนจำท้ายสุดไม่ฟ้อง

เดือนพฤศจิกายน 2557 จารุวรรณ พนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ถูกกล่าวหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) จากการโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว พร้อมคำบรรยายที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ ในเฟซบุ๊กชื่อ "จารุวรรณ…" ซึ่งเป็นบัญชีเฟซบุ๊กของจารุวรรณ พ.ท.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ เป็นผู้นำเรื่องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน

จารุวรรณถูกควบคุมตัวในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 เธอให้การปฏิเสธตามข้อกล่าวหา ระบุว่า อาจถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนของแฟนนำเฟซบุ๊กของตนไปโพสต์ จารุวรรณยังไม่เห็นข้อความที่ถูกกล่าวหาเพราะไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ทำให้ตำรวจจับกุมตัวอานนท์ แฟนของจารุวรรณ และชาติชาย เพื่อนของแฟนที่ถูกจารุวรรณกล่าวหาว่านำเฟซบุ๊กของตนไปโพสต์

ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นสอบสวน ทั้งสามคนไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวนับแต่นั้น เนื่องด้วยไม่มีหลักทรัพย์มาวาง ทั้งหมดถูกฝากขังอยู่ 84 วัน เมื่อครบกำหนดขังในชั้นสอบสวนจึงได้รับการปล่อยตัว จนกระทั่งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี

อ่านฐานข้อมูลคดี

หฤษฎ์และณัฏฐิกา: ทหารอ้างฟ้องจากการค้นแชทเฟซบุ๊กแต่ขาดประจักษ์พยาน

27 เมษายน 2559 ทหารและตำรวจนำกำลังจับกุมประชาชนแปดคน อ้างว่า ทั้งหมดเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก “เรารักพล.อ.ประยุทธ์” และกล่าวหาว่า ทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯจากการทำเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ณัฏฐิกา หนึ่งในจำเลยถูกทหารจับกุมตัวจากบ้านพัก เธอเล่าว่า “แม่ถามทหารว่า มีหมายมารึป่าว? เขาพูดใส่หน้าเราว่า ผมมาตามมาตรา 44 ผมใหญ่กว่าศาลอีก ใจพวกเขาทำด้วยอะไร แม่บอกว่า แม่ไปด้วยได้ไหม คุณกล้าพูดกับแม่ว่า เดี๋ยวก็เอามาคืน ขับรถกลับมาคืนให้ถึงบ้านเลย”

โดยศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวตั้งแต่ชั้นตำรวจ ทั้งหมดถูกฝากขังหนึ่งผลัดหรือ 12 วัน จากนั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อย่างไรก็ตามหฤษฎ์และณัฏฐิกาถูกอายัดตัวไปดำเนินคดีตามมาตรา112 ที่มีพล.ต.วิจารณ์ จดแตง (ปัจจุบัน)และถูกคุมขังเรื่อยมาจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในผลัดที่หก วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 คดีนี้มีมูลเหตุมาจากการพูดคุยส่วนตัวในแชทเฟซบุ๊ก จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

การดำเนินคดีโทษหนักและประสบการณ์ถูกคุมขังโดยไม่รู้ปลายทางสร้างความทุกข์ให้ไม่เฉพาะตัวจำเลย แต่ยังถ่ายทอดให้คนรอบตัว หลังจากคดีมาตรา 112 ดำเนินการพิจารณาในศาลทหารกรุงเทพไประยะหนึ่ง ณัฏฐิกาจึงตัดสินใจลี้ภัยทางการเมือง ทำให้เหลือหฤษฎ์เป็นจำเลยในคดีมาตรา 112 เพียงคนเดียว

ด้วยคดีของหฤษฎ์และณัฏฐิกาเกิดขึ้นในยุคคสช. ระหว่างการ “เอาพลเรือนขึ้นศาลทหาร” จึงทำให้การดำเนินคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหารกรุงเทพ ก่อนที่จะโอนกลับไปยังศาลยุติธรรมตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 9/2562 ท้ายที่สุดวันที่ 15 มีนาคม 2565 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง

อ่านฐานข้อมูลคดี

สราวุทธิ์: ทหารจับขังด้วยกระดาษแคปเจอร์ แผ่นเดียว

สราวุทธิ์ ช่างตัดแว่นในจังหวัดเชียงราย ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 หลังถูกกล่าวหาว่าโพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในลักษณะหมิ่นฯ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 ตำรวจนัดสราวุทธิ์เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เขาให้การปฏิเสธ และถูกคุมขังในเรือนจำ และได้ประกันตัวหลังถูกควบคุมไปเเล้ว 38 วัน

สราวุทธิ์ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐปรหารของคสช. เขาถูกทหารจับกุมตั้งข้อหาชุมนุมทางการเมือง ฝ่าฝืนประกาศคสช. และถูกทหารเอาตัวไปปรับทัศนคติหลายครั้งแต่เขายังไม่หยุดการเคลื่อนไหว จนกระทั่งเขาถูกจับในข้อหามาตรา 112 และต้องขึ้นศาลทหาร ในคำฟ้องอัยการทหารบรรยายฟ้องว่า จำเลยโพสต์พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ในอิริยาบถเป็นการส่วนพระองค์ ลักษณะทรงยืนรับการถวายความเคารพจากเจ้าหน้าที่ คู่กับสุภาพสตรีไม่ทราบว่าเป็นบุคคลใด พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า “ทรงพระเท่มากพะยะค่ะ” เขาปฏิเสธว่าไม่ได้โพสภาพดังกล่าวเลย

ในคดีนี้ฝ่ายผู้กล่าวหาที่เป็นทหารมีเพียงกระดาษหนึ่งในที่เป็นภาพคล้ายแคปเจอร์มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นภาพคล้ายหน้าเฟซบุ๊กของสราวุทธิ์ โดยไม่มีหลักฐานอื่น และไม่มีพยานที่เป็นคนเห็นข้อความหรือเป็นคนแคปเจอร์มาเบิกความ ด้านตำรวจที่สอบสวนคดีก็เบิกความว่าไม่เคยเห็นภาพและข้อความดังกล่าวบนเฟซบุ๊กจริง เห็นเพียงกระดาษที่ทหารผู้กล่าวหานำมามอบให้เท่านั้น สราวุทธิ์ต่อสู้คดีในศาลทหารตั้งแต่ตุลาคม 2559- สิงหาคม 2562 เป็นเวลา 2 ปี 10 สืบพยานไปรวมเจ็ดปาก และเลื่อนนัดสามครั้ง ก่อนที่คดีจะโอนกลับมาศาลปกติ

31 มีนาคม 2563 ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษายกฟ้อง อัยการไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ

อ่านฐานข้อมูลคดี

สุริยศักดิ์: อายัดซ้ำคดี 112 ก่อนยกฟ้องต้องติดคุกฟรี 2 ปี

สุริยศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล เป็นอดีตแกนนำนปช. ชาวจังหวัดสุรินทร์ ประกอบอาชีพค้าขาย ขณะถูกจับกุมอายุ 49 ปี เริ่มแรกวันที่ 18 มีนาคม 2560 เขาถูกจับกุมในข้อหาก่อการร้ายและครอบครองอาวุธปืนจากการชุมนุมในปี 2553 ร่วมกับผู้ต้องหาอีก 8 คน และถูกคุมขังในเรือนจำเรื่อยมา อีกสี่เดือนถัดมาอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ทำให้ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว ขณะกำลังจะออกจากเรือนจำ พนักงานสอบสวนจาก ปอท. เดินทางมาขอ “อายัดตัว” สุริยศักดิ์เพียงคนเดียว เพื่อดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 จากการส่งข้อความพูดคุยกับสมาชิกในกลุ่มไลน์ ชื่อกลุ่มว่า “คนนอกกะลา” ในทำนองโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อ 13 กรกฎาคม 2559 คดีนี้มีผู้ร้องทุกข์คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง นายทหารฝ่ายกฎหมายของคสช.

จากนั้นสุริยศักดิ์ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีเรื่อยมาเกือบสองปีจนได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ต่อมาคดีของสุริยศักดิ์ถูกโอนไปที่ศาลยุติธรรมตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2562 และศาลอาญาเริ่มสืบพยานในเดือนสิงหาคม 2565 และมีคำพิพากษาในเดือนตุลาคม 2565 โดยศาลอาญายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีมีความขัดแย้งกันและพบพิรุธหลายประเด็น เช่น การเบิกความของพยานโจทก์ การพิสูจน์ตัวตนของจำเลยในการใช้บัญชีไลน์ และวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง

อ่านฐานข้อมูลคดี

ณัฏฐธิดา: อายัดซ้ำคดี 112 กรณีแชร์ข้อความไลน์

ณัฏฐธิดา มีวังปลา หรือแหวน เคยเป็นพยาบาลอาสา และเป็นพยานปากสำคัญในคดีผู้เสียชีวิตหกศพภายในวัดปทุมวนารามจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ในปี 2553

24 กรกฎาคม 2560 ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพฯ ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวณัฏฐธิดา ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดลานจอดรถ ศาลอาญา ในทันทีหลังจากที่เธอถูกปล่อยตัวชั่วคราวในคดีดังกล่าว ก่อนจะนำตัวไปที่กองปรามปรามฯ โดยตำรวจแจ้งต่อเธอว่า เธอถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จากการแชร์ข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในแอพลลิเคชั่นไลน์ คดีนี้มีผู้ร้องทุกข์คือ พ.อ. วิจารณ์ จดแตง ยศในขณะนั้น

ณัฏฐธิดาถูกพิจารณาคดีในศาลทหารกรุงเทพ และถูกคุมขังในเรือนจำต่อเนื่องหลังจากถูกอายัดตัว จนได้รับการประกันตัวในวันที่ 4 กันยายน 2561 ด้วยหลักทรัพย์จำนวน 900,000 บาท แบ่งเป็นคดีแชร์ข้อความหมิ่นประมาทจำนวน 400,000 บาทและคดีวางระเบิดศาลอาญาจำนวน 500,000 บาท โดยมีข้อกำหนดห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่ได้รับอนุญาต จนเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ศาลทหารกรุงเทพได้โอนคดีไปยังศาลจังหวัดนนทบุรี การพิจารณาคดีล้วนถูกสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ ทั้งสองศาล

ณัฏฐธิดาต่อสู้คดีว่าตนไม่ได้เป็นผู้ส่งหรือแชร์ข้อความดังกล่าว เมื่อประกอบกับการเบิกพยานหลักฐานของโจกท์ ซึ่งไม่สามารถระบุแหล่งที่มาและพิสูจน์ความถูกต้องของหลักฐานได้ จึงมีข้อสงสัย ไม่สามารถสืบให้แน่ชัดได้ว่าณัฏฐธิดากระทำความผิดตามที่กล่าวหาจริง ศาลจังหวัดนนทบุรีจึงมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564

อ่านฐานข้อมูลคดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...