โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนี้ครัวเรือน กับดอกเบี้ยนโยบาย ในมุมมอง ‘รุ่ง มัลลิกะมาส’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 22.04 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 22.30 น.

เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้านทั้งปัญหาระยะสั้นอย่างความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่กระทบภาคการส่งออก และปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ “หนี้ครัวเรือน” ที่เป็นความท้าทายเรื้อรังของประเทศไทย จนกระทบความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

รายงาน Thailand Economic Monitor ฉบับล่าสุดเดือนก.ค. ของธนาคารโลก รายงานว่า ถึงแม้ล่าสุดหนี้ครัวเรือนจะลดลงมาเล็กน้อยอยู่ในระดับ 87.9% ของจีดีพี แต่ก็ยังเป็นระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน มิหนำซ้ำหนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างหนี้เพื่อการบริโภคเป็นต้น

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ในประเด็นดังกล่าวว่า คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่เป็นหนี้เร็ว และนานขึ้นรวมทั้งหลายคนในวัยเกษียณก็ยังไม่สามารถออกจากวังวนของหนี้ได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดความรู้ด้านการเงิน และอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดซึ่งบังคับให้หลายคนต้องเป็นหนี้สิน

ธปท. มองปัญหาหนี้แบบครบวงจร

หลักการสำคัญที่ ธปท.ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ การ “แก้ปัญหาอย่างครบวงจร” ไม่ว่าจะเป็นการดูฝั่งรายได้ที่เติบโตช้า กำกับดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อแบบมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) ผ่านการให้ความรู้ประชาชน เป็นต้น

หนึ่งในโครงการที่ ธปท. พยายามทำเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนปัจจุบันคือ “โครงการคุณสู้เราช่วย” ที่พยายามเข้าไปประคับประคองลูกหนี้ที่ยังต้องการสู้อยู่ ถึงแม้ในเฟสแรกของโครงการจะสามารถช่วยลูกหนี้ได้รวมประมาณ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้ซึ่งบางกลุ่มอาจมองว่าไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในมุมมองของ ธปท. มองว่าก็เป็นตัวเลขที่ “พอใจ” เพราะต้องยอมรับว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัย “เจตจำนงของลูกหนี้” ที่ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้ของตัวเองด้วย

“ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ชื่อบอกอยู่แล้ว คุณต้องสู้ก่อน มันไม่ได้ดีไซน์มาสำหรับทุกคน ลูกหนี้มีสิทธิเลือกว่าจะสู้หรือไม่ ถ้าสู้แปลว่ายังต้องผ่อนอยู่ แต่โครงการให้ผ่อน 50% ของงวดผ่อนเดิมในช่วงหนึ่งปีแรก แล้วค่อยขยับขึ้นเป็น 70%”

ดร.รุ่ง อธิบายต่อว่า ข้อดีของโครงการคุณสู้ เราช่วยคือ ถ้าลูกหนี้ยังสู้อยู่ จะได้รับ “โปรแรง” เพราะดอกเบี้ยจะพักไว้ข้างๆ ถ้าทำได้ตามเงื่อนไข คือ ผ่อนได้ครบ และไม่ก่อหนี้ใหม่ในช่วง 12 เดือน ดอกเบี้ยนั้นจะยกให้ทันที กลายเป็นเสมือนคิดดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

“อย่างไรก็ตาม โปรแรงที่ว่ามาก็ต้องมาพร้อมกับวินัย และความสู้ ถ้าไม่สู้ เราเข้าใจ บางคนรายได้น้อยเกินไป ก็ต้องเลือกใช้วิธีอื่นซึ่งมีกระบวนการแก้หนี้แบบอื่นอยู่ แต่โปรอาจไม่แรงขนาดนี้” ดร.รุ่ง กล่าว

นอกจากนี้ สำหรับโครงการในระยะที่สองรองผู้ว่าฯ ธปท. ผู้นี้อธิบายว่า เห็นช่องโหว่ของระยะแรกที่มีลูกหนี้กว่าสองในสามส่งคำขอเข้ามาแต่ไม่เข้าเงื่อนไขโครงการ ดังนั้นในโครงการเฟสที่สองก็จะพิจารณาช่องโหว่เหล่านี้ให้ถี่ถ้วนมากขึ้น เช่น ลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 30 วันเป็นต้น

ดอกเบี้ยกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ?

เมื่อถามถึงการให้ความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์กับโครงการดังกล่าวว่ามีมากน้อยเพียงใด ดร.รุ่ง กล่าวว่า ในช่วงแรกธนาคารพาณิชย์ให้ความร่วมมือมากน้อยไม่เท่ากัน เพราะจากข้อมูลของ ธปท. จะพบว่าลูกหนี้ที่ก่อ “ประเภทหนี้ที่แตกต่างกัน” ก็มีอัตราการตอบรับเข้าโครงการแตกต่างกันมาก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นหนี้บ้านที่หยุดจ่ายไม่เกินสามเดือนจะมีอัตราการตอบกลับเร็วมากแต่พอเริ่มเป็นหนี้เสียตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปก็จะมีอัตราการตอบรับที่ลดหลั่นลงไป ในขณะที่หนี้รถจะมีอัตราการตอบกลับเข้าร่วมโครงการที่น้อยมาก ยิ่งถ้าเป็นหนี้รถที่เสียเกิน 6 เดือนแทบจะไม่มีการตอบรับเข้าโครงการเลย

อีกทั้ง พอร์ตหนี้ของแต่ละธนาคารก็แตกต่างกัน อย่างธนาคารของรัฐก็จะไม่มีพอร์ตรถยนต์เลย ดังนั้นอัตราการตอบรับเข้าโครงการคุณสู้ เราช่วยก็จะสูงกว่าพอร์ตของธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วนหนี้รถยนต์ในพอร์ตมากกว่า

“จากเหตุผลที่เล่ามา การตั้ง KPI ให้ธนาคารพาณิชย์ในการรับลูกหนี้เข้าโครงการอาจยากในลักษณะที่สัดส่วนพอร์ตเขาไม่เท่ากัน ไปตั้ง KPI เป็นตัวเลขเดียวกันอาจยาก แต่เรา (ธปท.) มองไปที่ Best Effort (ความพยายามสูงสุด) คือในพอร์ตลักษณะของคุณ เราในฐานะผู้กำกับ ในฐานะคนที่ผลักดันโครงการนี้ร่วมกับกระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานอื่น เราอยากเห็น Best Effort จากธนาคารพาณิชย์มากกว่า” ดร.รุ่ง กล่าว

เมื่อถามว่า “การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” จะสามารถแบ่งเบาภาระให้กับลูกหนี้อีกทางนอกจากโครงการคุณสู้ เราช่วยหรือไม่ ดร.รุ่ง กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยช่วยแบ่งเบาภาระได้อย่างแน่นอน แต่หากมองในเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่ ประเทศไทยอาจต้องการ “อะไร” มากกว่าแค่การเพิ่มสภาพคล่องให้ประชาชน

“ [การลดดอกเบี้ยเพิ่มสภาพคล่อง] สภาพคล่องเหมือนให้เลือด แต่มันไม่ได้ทำให้คุณแข็งแรงขึ้นมา สิ่งที่เศรษฐกิจไทยน่าจะต้องการมากกว่าในยามนี้คือ ธุรกิจในรูปแบบที่จะไปต่อได้อย่างยั่งยืน และ investment cycle ใหม่ที่เราไม่มีมาเป็นเวลาหลายสิบปี” ดร.รุ่ง กล่าว

ทำไม ธปท. ลดดอกเบี้ยแต่ส่งผ่านไปแบงก์พาณิชย์น้อย ?

มากไปกว่านั้น ตั้งแต่ปลายปีที่ 2567 ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง แต่การส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจจริงค่อนข้างล่าช้า ในประเด็นนี้ ดร.รุ่ง เห็นด้วยว่าเป็นความจริง สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะดอกเบี้ยของประเทศไทย อยู่ในระดับต่ำหรือใกล้ Lower Bound

“จากประสบการณ์ทั่วโลก เวลาที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หรือเริ่มใกล้ lower bound การส่งผ่านโดยทั่วไปจะช้าลง และนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ในวงวิชาการหรือด้านนโยบายการเงินก็พูดกันว่าเมื่อดอกเบี้ยมันอยู่ต่ำมากๆ ประสิทธิผลของมันจะเริ่มน้อยลง นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นภาพสะท้อนว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ตอบสนองน้อยลงด้วย”

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับช่วงโควิด ดร.รุ่ง กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ธปท.ลดดอกเบี้ยไป 3 ครั้ง transmission (อัตราการส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง) ยังดีกว่าช่วงโควิดเล็กน้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่า transmission ไม่ได้เยอะมาก และไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริง สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Credit Risk (ความกังวลที่ลูกหนี้จะไม่สามารถคืนหนี้ได้) คือ ต้นทุนที่ว่าธนาคารยังกังวลว่าลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย

‘ข้อมูล’ เครื่องมือสำคัญของลูกหนี้

ดังนั้นที่ผ่านมา ธปท. จึงพยายามทำโครงการ Your Data ซึ่งเป็นความร่วมมือกับหลายภาคส่วนในการสร้าง “ถังข้อมูล” ให้ลูกหนี้เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยเมื่อลูกหนี้มีข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของตัวเองชัดเจน ธนาคารพาณิชย์ก็จะมีความกล้าในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

สุดท้าย สำหรับลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือที่ปรึกษาทางการเงินเบื้องต้น ล่าสุด ธปท. “โปรแกรมแก้หนี้ DIY” ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทางโทรศัพท์มือถือ ที่จะให้ลูกหนี้เข้าไปกรอกข้อมูลเบื้องต้น ลักษณะของหนี้ ลักษณะของรายได้ จากนั้นโปรแกรมจะช่วยคำนวณสถานะหนี้ของคุณเบื้องต้นว่าอยู่ในลักษณะที่ไปไหวหรือเริ่มขลุกขลักมีปัญหาแล้ว

รวมทั้งจะสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้น ให้คำแนะนำว่าหนี้ก้อนไหนน่าจะเป็นหนี้ที่เข้าไปบริหารจัดการก่อน เช่น ก้อนนี้ดอกเบี้ยสูง ควรจะบริหารจัดการยังไง เป็นประโยชน์กับลูกหนี้ในแง่ที่เป็นตัวเริ่มต้น

รวมทั้งจากข้อมูลที่ลูกหนี้กรอกเข้าไปจะสามารถทำเป็นจดหมาย สมมติถ้าเราจะไปเจรจากับสถาบันการเงิน ก็ออกจดหมายเพื่อการเจรจาเป็นเบื้องต้นให้เราได้ ทั้งหมดถือว่าเป็น “สารตั้งต้น” ที่จะทำให้ลูกหนี้ช่วยเหลือตัวเองในการที่ไปสานต่อกับสถาบันการเงินในการแก้ไขหนี้

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...