โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปฐมบทใหม่ “ชาตรามือ” ปีที่ 80 “ชาไทยไป Global”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 17.31 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 13.00 น.

จากจุดเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของครอบครัว “เรืองฤทธิเดช” ในปี พ.ศ. 2488 ก่อนขยายธุรกิจชาครบทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ยันปลายน้ำ จนกลายเป็นผู้นำตลาดชาครบวงจรของประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาด 70% และในวันนี้ “ชาตรามือ” กำลังจะเริ่มปฐมบทใหม่ภายใต้การบริหารของรุ่นที่ 3 “พราวนรินทร์ - เศรษฐิกิจ เรืองฤทธิเดช” ในการเป็น Global Brand

ชาตรามือ

พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ ทายาทคนโต ย้อนจุดเริ่มต้นของ “ชาตรามือ” ว่าครอบครัวทำธุรกิจชาตั้งแต่อยู่เมืองจีน เมื่อย้ายถิ่นฐานเข้ามาปักหลักในไทย เริ่มทำธุรกิจชาเล็กๆ โดยนำเข้าชาจากต่างประเทศในช่วงแรก เพราะในยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีการปลูกชาและบริโภคชา

โดยคนส่วนใหญ่ที่ดื่มชายังคงเป็น “ชาวจีน” ที่อยู่ในไทย ซึ่งนิยมชงชาเปล่าและดื่มร้อน แต่ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงเริ่มปรับสูตรให้เข้ากับเทสต์ของคนไทยและสภาพอากาศของเมืองไทย โดยเติมน้ำแข็ง ใส่น้ำตาล เพิ่มนม และเริ่มใช้ชาที่ปลูกในเมืองไทย

“จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นระยะเวลา 80 ปี ชาตรามือเป็นเจ้าแรกๆ ที่พัฒนาชาไทยทั้งกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้คนจดจำว่า ‘เมื่อคิดถึงชาต้นตำรับก็จะคิดถึงชาตรามือ’ การที่เราเป็นผู้ผลิตชา ทำให้สามารถคัดเลือกชาที่มีคุณภาพดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้แล้ว เรายังตั้งใจที่จะพัฒนาและปรับปรุงชาตรามือต่อใน Generation ต่อๆ ไป และพัฒนาสินค้าต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแต่ละสมัยมีความแตกต่างกัน โดยเพิ่มรสชาติใหม่ๆ และเสนอทางเลือกใหม่ๆ”

นอกเหนือจากคนไทยที่คุ้นชินแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทยยังรู้จักชาไทยผ่านสื่อต่างๆ เกิดการทดลองชิมและนำสินค้าของเราไปจำหน่าย ไปจนถึงนำไปเปิดร้าน “ชาตรามือ” ในประเทศของตัวเอง ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ในอนาคตเราหวังว่า ชาตรามือจะได้จัดจำหน่ายให้กับคนทั่วโลก และอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั้งปัจจุบันและในรุ่นถัดๆ ไป เป็น Legacy ที่ยาวนาน”

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันตลาดชาในไทยมีความคึกคักมากขึ้นจากการที่แบรนด์ชาจากจีนเข้ามาแข่งในไทย โดยเฉพาะเรื่องของราคา โปรโมชั่นแรงๆ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา รวมไปถึงการแข่งขันด้านโปรโมชั่น ทั้งลด แลก แจก แถม แต่การมีคู่แข่งเข้ามาทำให้ตลาดชาโดยรวมใหญ่ขึ้น โตขึ้น เป็นการกระพือให้เกิดความต้องการดื่มชามากขึ้น

“ชาตรามือเรามีเอกลักษณ์ค่อนข้างชัดเจน และจัดอยู่ในกลุ่มกลาง-บน ที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้น”

ชาตรามือ

ชาไทยจะไป Global

นอกจากนี้ “พราวนรินทร์” กล่าวถึงเป้าหมายของชาตรามือที่จะมุ่งไปหลังจากนี้ว่า “เราอยากก้าวไปเป็น ‘Global Brand’ ผ่าน 3 กลยุทธ์คือ ขยายตลาด เพิ่มสินค้าใหม่ และ Collab กับแบรนด์ที่มี Global Assistance”

“ในส่วนของการ ‘ขยายตลาด’ เรามีการส่งออกทั้งสินค้าทั้งชาไทยและชาอื่นๆ ไปยัง 23 ประเทศใน 5 ทวีป โดยเน้นไปที่ประเทศที่มีความต้องการถึงชาทั้งในเอเชีย ไปจนถึงแอฟริกา และขยายสาขาไปต่างประเทศ ปัจจุบันมี 114 สาขา ใน 10 ประเทศ และเริ่มเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศมากขึ้น เช่น อินโดนีเซียและชิคาโก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก

และปัจจุบันได้รับคอนเฟิร์มเปิดสาขาใหม่ใน 4 ประเทศ คือ แคนาดา ลาว อินโดนีเซีย และเม็กซิโก เราคาดหวังว่าภายในสิ้นปีจะมีสาขาต่างประเทศครบ 130 สาขา เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างชาติรู้จักและเข้าถึงแบรนด์มากขึ้น”

ขณะที่ตลาดในประเทศไทย ปัจจุบันมีสาขาชาตรามือ 220 สาขา และตั้งเป้าขยายครบ 250 สาขาในปีนี้ รวมทั้งเปิดตัวแอปพลิเคชันชาตรามือ ให้ลูกค้าสะสมคะแนนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ ทั้งลด แลก แจก แถม และสั่งเครื่องดื่มจากแอปฯ ได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้ามากขึ้น

“การขยายสาขาต่างประเทศเป็นการขยายผ่านแฟรนไชส์ เพราะเราไม่สามารถกระจายสินค้าได้ทั่วถึง บวกกับตลาดแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน การมี Local Partner จะช่วยส่งเสริมแบรนด์และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับได้มากกว่าการที่เราขยายเอง

แต่ตลาดในประเทศเราสามารถกระจายสินค้าไปได้ทั่วประเทศแล้ว ลูกค้าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ไปเปิดร้านของตัวเองได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเปิดแฟรนไชส์ และเรายังมีโอกาสขยายสาขาได้อีกมาก โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองรอง เพราะปัจจุบันสาขาส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก”

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ชาตรามือแบ่งเป็นในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% ซึ่งกำลังซื้อในประเทศยังคงสามารถไปได้เรื่อยๆ แต่ในสาขาที่เป็นโฟกัสอย่างแหล่งท่องเที่ยว เช่น “บิ๊กซีราชดำริ” ซึ่งเป็นโซนที่ไม่มีลูกค้าคนไทย ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบ “ยอดขายไม่โตแต่ทรงตัว” จากการที่นักท่องเที่ยวลดลง

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ชาตรามือสามารถทำรายได้ที่ 3,000 ล้านบาท และในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโต 20% จากสภาพเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยว และภาพรวมของทั่วโลก โดยพยายามขยายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้ยอดรวมเติบโต และเพิ่มสินค้าใหม่ๆ เพื่อจับตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาด Consumer และ Home Use ซึ่งเป็นตลาดที่ชาตรามือยังไม่ได้โฟกัสมากนัก และคาดในอีก 2 ปีข้างหน้าจะสามารถทำรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท

ชาตรามือ

ขยายไลน์โปรดักต์ Functional Drinks - ชาไม่ใส่สี - 3 in 1 เสริมทัพ

ขณะที่เศรษฐิกิจ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ ผู้เป็นน้องชาย กล่าวถึงแผนขยายไลน์โปรดักต์ว่า ในทุกๆ ปี ชาตรามือมีการขยายไลน์การผลิต สนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกชาเพิ่มขึ้นทุกปี รวมไปถึงการขยายคลังสินค้าให้รองรับกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

โดยโปรดักต์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้จะเน้นนำเสนอชาไทยในรูปแบบอื่นที่นอกเหนือจากเครื่องดื่ม เช่น ไอศกรีมและเบเกอรี่ เพื่อเป็นไอเดียให้กับลูกค้านำไปปรับใช้ รวมทั้งเพิ่มกลุ่ม “Functional Drinks” เช่น “ชาไทยคอมบูฉะ” ที่ลอนช์ลงตลาดช่วงต้นเดือนสิงหาคม “ชา 3 in 1” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า Home Use

รวมไปถึงกลุ่ม “ชาไม่ใส่สี” ที่จะลงตลาดในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และชาไทยสีธรรมชาติ (ใช้สีจากแครอท, มะเขือเทศ)

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...