ปฐมบทใหม่ “ชาตรามือ” ปีที่ 80 “ชาไทยไป Global”
จากจุดเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของครอบครัว “เรืองฤทธิเดช” ในปี พ.ศ. 2488 ก่อนขยายธุรกิจชาครบทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ยันปลายน้ำ จนกลายเป็นผู้นำตลาดชาครบวงจรของประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาด 70% และในวันนี้ “ชาตรามือ” กำลังจะเริ่มปฐมบทใหม่ภายใต้การบริหารของรุ่นที่ 3 “พราวนรินทร์ - เศรษฐิกิจ เรืองฤทธิเดช” ในการเป็น Global Brand
พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ ทายาทคนโต ย้อนจุดเริ่มต้นของ “ชาตรามือ” ว่าครอบครัวทำธุรกิจชาตั้งแต่อยู่เมืองจีน เมื่อย้ายถิ่นฐานเข้ามาปักหลักในไทย เริ่มทำธุรกิจชาเล็กๆ โดยนำเข้าชาจากต่างประเทศในช่วงแรก เพราะในยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีการปลูกชาและบริโภคชา
โดยคนส่วนใหญ่ที่ดื่มชายังคงเป็น “ชาวจีน” ที่อยู่ในไทย ซึ่งนิยมชงชาเปล่าและดื่มร้อน แต่ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงเริ่มปรับสูตรให้เข้ากับเทสต์ของคนไทยและสภาพอากาศของเมืองไทย โดยเติมน้ำแข็ง ใส่น้ำตาล เพิ่มนม และเริ่มใช้ชาที่ปลูกในเมืองไทย
“จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นระยะเวลา 80 ปี ชาตรามือเป็นเจ้าแรกๆ ที่พัฒนาชาไทยทั้งกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้คนจดจำว่า ‘เมื่อคิดถึงชาต้นตำรับก็จะคิดถึงชาตรามือ’ การที่เราเป็นผู้ผลิตชา ทำให้สามารถคัดเลือกชาที่มีคุณภาพดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้แล้ว เรายังตั้งใจที่จะพัฒนาและปรับปรุงชาตรามือต่อใน Generation ต่อๆ ไป และพัฒนาสินค้าต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแต่ละสมัยมีความแตกต่างกัน โดยเพิ่มรสชาติใหม่ๆ และเสนอทางเลือกใหม่ๆ”
นอกเหนือจากคนไทยที่คุ้นชินแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทยยังรู้จักชาไทยผ่านสื่อต่างๆ เกิดการทดลองชิมและนำสินค้าของเราไปจำหน่าย ไปจนถึงนำไปเปิดร้าน “ชาตรามือ” ในประเทศของตัวเอง ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ในอนาคตเราหวังว่า ชาตรามือจะได้จัดจำหน่ายให้กับคนทั่วโลก และอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั้งปัจจุบันและในรุ่นถัดๆ ไป เป็น Legacy ที่ยาวนาน”
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันตลาดชาในไทยมีความคึกคักมากขึ้นจากการที่แบรนด์ชาจากจีนเข้ามาแข่งในไทย โดยเฉพาะเรื่องของราคา โปรโมชั่นแรงๆ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา รวมไปถึงการแข่งขันด้านโปรโมชั่น ทั้งลด แลก แจก แถม แต่การมีคู่แข่งเข้ามาทำให้ตลาดชาโดยรวมใหญ่ขึ้น โตขึ้น เป็นการกระพือให้เกิดความต้องการดื่มชามากขึ้น
“ชาตรามือเรามีเอกลักษณ์ค่อนข้างชัดเจน และจัดอยู่ในกลุ่มกลาง-บน ที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้น”
ชาไทยจะไป Global
นอกจากนี้ “พราวนรินทร์” กล่าวถึงเป้าหมายของชาตรามือที่จะมุ่งไปหลังจากนี้ว่า “เราอยากก้าวไปเป็น ‘Global Brand’ ผ่าน 3 กลยุทธ์คือ ขยายตลาด เพิ่มสินค้าใหม่ และ Collab กับแบรนด์ที่มี Global Assistance”
“ในส่วนของการ ‘ขยายตลาด’ เรามีการส่งออกทั้งสินค้าทั้งชาไทยและชาอื่นๆ ไปยัง 23 ประเทศใน 5 ทวีป โดยเน้นไปที่ประเทศที่มีความต้องการถึงชาทั้งในเอเชีย ไปจนถึงแอฟริกา และขยายสาขาไปต่างประเทศ ปัจจุบันมี 114 สาขา ใน 10 ประเทศ และเริ่มเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศมากขึ้น เช่น อินโดนีเซียและชิคาโก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก
และปัจจุบันได้รับคอนเฟิร์มเปิดสาขาใหม่ใน 4 ประเทศ คือ แคนาดา ลาว อินโดนีเซีย และเม็กซิโก เราคาดหวังว่าภายในสิ้นปีจะมีสาขาต่างประเทศครบ 130 สาขา เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างชาติรู้จักและเข้าถึงแบรนด์มากขึ้น”
ขณะที่ตลาดในประเทศไทย ปัจจุบันมีสาขาชาตรามือ 220 สาขา และตั้งเป้าขยายครบ 250 สาขาในปีนี้ รวมทั้งเปิดตัวแอปพลิเคชันชาตรามือ ให้ลูกค้าสะสมคะแนนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ ทั้งลด แลก แจก แถม และสั่งเครื่องดื่มจากแอปฯ ได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้ามากขึ้น
“การขยายสาขาต่างประเทศเป็นการขยายผ่านแฟรนไชส์ เพราะเราไม่สามารถกระจายสินค้าได้ทั่วถึง บวกกับตลาดแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน การมี Local Partner จะช่วยส่งเสริมแบรนด์และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับได้มากกว่าการที่เราขยายเอง
แต่ตลาดในประเทศเราสามารถกระจายสินค้าไปได้ทั่วประเทศแล้ว ลูกค้าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ไปเปิดร้านของตัวเองได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเปิดแฟรนไชส์ และเรายังมีโอกาสขยายสาขาได้อีกมาก โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองรอง เพราะปัจจุบันสาขาส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก”
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ชาตรามือแบ่งเป็นในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% ซึ่งกำลังซื้อในประเทศยังคงสามารถไปได้เรื่อยๆ แต่ในสาขาที่เป็นโฟกัสอย่างแหล่งท่องเที่ยว เช่น “บิ๊กซีราชดำริ” ซึ่งเป็นโซนที่ไม่มีลูกค้าคนไทย ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบ “ยอดขายไม่โตแต่ทรงตัว” จากการที่นักท่องเที่ยวลดลง
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ชาตรามือสามารถทำรายได้ที่ 3,000 ล้านบาท และในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโต 20% จากสภาพเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยว และภาพรวมของทั่วโลก โดยพยายามขยายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้ยอดรวมเติบโต และเพิ่มสินค้าใหม่ๆ เพื่อจับตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาด Consumer และ Home Use ซึ่งเป็นตลาดที่ชาตรามือยังไม่ได้โฟกัสมากนัก และคาดในอีก 2 ปีข้างหน้าจะสามารถทำรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท
ขยายไลน์โปรดักต์ Functional Drinks - ชาไม่ใส่สี - 3 in 1 เสริมทัพ
ขณะที่เศรษฐิกิจ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ ผู้เป็นน้องชาย กล่าวถึงแผนขยายไลน์โปรดักต์ว่า ในทุกๆ ปี ชาตรามือมีการขยายไลน์การผลิต สนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกชาเพิ่มขึ้นทุกปี รวมไปถึงการขยายคลังสินค้าให้รองรับกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
โดยโปรดักต์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้จะเน้นนำเสนอชาไทยในรูปแบบอื่นที่นอกเหนือจากเครื่องดื่ม เช่น ไอศกรีมและเบเกอรี่ เพื่อเป็นไอเดียให้กับลูกค้านำไปปรับใช้ รวมทั้งเพิ่มกลุ่ม “Functional Drinks” เช่น “ชาไทยคอมบูฉะ” ที่ลอนช์ลงตลาดช่วงต้นเดือนสิงหาคม “ชา 3 in 1” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า Home Use
รวมไปถึงกลุ่ม “ชาไม่ใส่สี” ที่จะลงตลาดในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และชาไทยสีธรรมชาติ (ใช้สีจากแครอท, มะเขือเทศ)