โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Big boy, can cry! ใครว่าชายแท้อ่อนแอไม่ได้ หนังที่ว่าด้วยความแตกสลายของเหล่าตัวละครชาย ที่แม้อยากร้องไห้แต่ทำไม่ได้ เพราะความคาดหวังว่าผู้ชายต้องแข็งแกร่งตลอดเวลา

Mirror Thailand

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 10.04 น.
ภาพไฮไลต์

“Big boy, don’t cry” คือประโยคสั้นๆ แต่กลับมีมวลพลังงานหนักอึ้ง เพราะการ ‘เป็นผู้ชายต้องไม่ร้อง’ ที่ผู้ชายหลายคนถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้นี้เองที่มาพร้อมอุดมคติและความคาดหวังของสังคมเอาไว้ว่าการเป็นชาย(แท้) จะอ่อนแอไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเป็นสามี เป็นเจ้านาย เป็นผู้นำครอบครัว และไหนจะยังต้องเป็นพ่อของลูกที่สมบูรณ์แบบอีก

กล่าวคือ ในสังคมปิตาธิปไตย ผู้ชายเองก็ต้องเผชิญแรงกดดันมากมาย จาก ‘ความเป็นชายเป็นพิษ’ ที่ไม่เพียงกัดกินผู้ชายด้วยกันเอง ยังส่งผลต่อคนอื่นๆ รอบข้างพวกเขาด้วย

แต่เพราะเราทุกคนต่างเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน แล้วการเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้แปลว่ามันง่าย เราไม่ได้สมบูรณ์แบบ และบางครั้งเราก็โคตรจะบกพร่อง ความล้มเหลวของการทำหน้าที่ ‘เป็น’ ใครสักคนตามบทบาทเหล่านั้นจึงสามารถเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา เช่นเดียวกับที่เมื่อวันแห่งความล้มเหลวบกพร่องมาถึง การเปิดเผยถึงด้านที่ผิดหวังเสียใจ พ่ายแพ้ อ่อนแอและเจ็บปวด พร้อมกับโอบรับพวกมันทั้งน้ำตาก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่เอาไหน และไม่ควรมีใครมาชี้หน้าตัดสิน

จะร้องไห้เสียผู้เสียคน จะฟูมฟายหรือมอมแมมเหมียนหมาในบางเวลาบ้างก็ไม่เป็นไร เราอยากยืนยันว่าคุณร้องไห้ได้ และมันโอเค!

Manchester by the Sea

(Kenneth Lonergan, 2016)

Manchester by The Sea เป็นหนังที่พูดถึงความแหลกสลายและการต่อสู้กับความแหลกสลายของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งได้อย่างทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่ง ผ่าน Lee Chandler ชายวัยกลางคนผู้ต้องกลายมาเป็นพ่อจำเป็นให้กับหลานชายที่เสียพ่อไปกระทันหัน แต่เรื่องอาจไม่ได้ง่ายเหมือนหนังฟีลกู๊ดอบอุ่นหัวใจขนาดนั้น เพราะครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยทำหน้าที่พ่อของใครบางคนมาแล้ว แต่ด้วยความสะเพร่าเลินเล่อของตัวเอง ครอบครัวเลยต้องพบกับความสูญเสียแบบที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ ความผิดพลาดในอดีตนี้เลยยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และการต้องมารับบทพ่อให้กับใครอีกครั้ง จึงเป็นเรื่องยากเย็นเจ็บปวด เหมือนพาเขากลับสู่ความทรงจำเลวร้ายนั้นอีก

“I can’t beat it, I’m sorry” คือคำที่เขาสารภาพกับหลานชายในวันหนึ่ง ขอโทษที่เขาไม่อาจ ‘สู้’ กับความทุกข์ที่ทำให้เขากลายเป็นคนเละๆ เทะๆ แบบนี้ แม้ว่าเหตุการณ์จะจบลง และผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม

เพราะบางครั้งชีวิตเราในปัจจุบันก็ยังอาจต้องดำเนินไปพร้อมกับร่องรอยบาดแผลในอดีต เหมือนภาพในหนังที่จงใจตัดสลับกันไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เพื่อสะท้อนภาวะ Flash Back คล้ายกับความทรงจำของคนเราที่ควบคุมไม่ได้ แถมยังแล่นกลับเข้ามาในหัวได้ทุกเมื่อ ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ และไม่ว่าเราจะยังอยากนึกถึงมันอยู่หรือไม่ หรือเราจะอยากลบมันออกจากหัวไปซะให้รู้แล้วรู้รอดเหมือนไม่เคยมีเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ก็ไม่อาจสั่งได้ ทำได้แค่ต้องอยู่กับมัน จนกว่าจะผ่านไป

Good Will Hunting

(Gus Van Sant, 1997)

ภายใต้ลุคที่ดูมอมๆ แมมๆ Will คือเด็กหนุ่มภารโรงในโรงเรียนมัธยมผู้แอบซ่อนมันสมองของอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์เอาไว้ จนวันหนึ่งความเก่งกาจของเขาถูกมองเห็นจากผู้ใหญ่ใจดีที่พยายามผลักให้เขาไปสู่การมรีชีวิตที่ดีกว่า แต่ติดตรงที่ว่าขีวิตของ Will ไม่ได้ง่ายนัก พรสวรรค์ที่พระเจ้าให้ มาพร้อมกับการที่เขาเป็นคนมีปมในใจอย่างล้ำลึกเกินกว่าใครจะเข้าไปได้ ทว่าปมในใจของเด็กหนุ่มกลับค่อยๆ ถูกเปิดออกโดย Sean Maguire จิตแพทย์ผู้เข้าอกเข้าใจซึ่งค้นพบว่าในความหยาบกระด้างและอวดดีของเด็กหนุ่ม ได้เก็บซ่อนความอ่อนแอไว้ภายใน จากการโตมากับพ่อที่ใช้ความรุนแรงทำร้ายเขากับแม่มาตลอด แล้วไอ้นิสัยร้ายๆ แบบ Toxic Masculinity ที่ส่งต่อกันมานี้เองที่เขาใช้มันเป็นเกราะกำบัง กลบทับความเจ็บปวด คิดว่านั่นคือการแสดงออกถึงความเข้มเเข็ง ความเป็นแมน เป็นลูกผู้ชายที่ถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มไร้เดียงสา ผู้มีจิตใจอ่อนโยน จริงใจ และ ‘รักได้’ เช่นกัน

“It's not your fault”

“It's not your fault”

“It's not your fault”

เหมือนคำพูดที่จิตแพทย์อย่าง Sean บอกกับเด็กหนุ่มย้ำๆ ซ้ำๆ ในตอนท้ายว่า ไอ้ความเลวร้ายทั้งหมดที่เขาเจอนั่น มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลย

After Sun

(Charlotte Wells, 2022)

ฉากริมทะเลสดใสใน After Sun หนังที่ว่าด้วยความทรงจำวันพักร้อนของลูกสาวที่มีต่อพ่อของเธอ แท้จริงแล้วสร้างมาจากเรื่องจริงแสนเจ็บปวดของผู้กำกับ Charlotte Wells ผู้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับพ่อของเธอเพียงน้อยนิดจากภาพฟุตเทจในกล้องวีดิโอ กับความทรงจำอันเลือนลาง ไม่ต่างจากตัวละครเด็กหญิงในเรื่อง เพราะหลังจากฤดูร้อนจบลงไม่นาน พ่อของเธอก็ฆ่าตัวตาย มันจึงกลายเป็นความทรงจำที่ทั้งแสนสุข แต่ก็แสนสั้นและแสนเศร้า เพราะเธอไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าทำไมพ่อถึงได้เลือกจากเธอไปเช่นนั้น

แต่ก็อาจเป็นเพราะความหนักหนาของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จากความผิดหวังในชีวิตคู่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ จากภาระหน้าที่ของความเป็นพ่อที่ไม่สามารถจะทำหน้าที่พ่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเพราะความหนักหนาของชีวิตทั้งหมดนั่นเอง ก็อาจยากและะซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายให้เด็ก 11 ขวบได้เข้าใจ ลูกสาวจึงไม่เคยรู้ว่าพ่อของเธอต้องเผชิญหน้า และต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าที่มันกัดกินเขาตลอดมาอย่างไรบ้าง

“ผมมองไม่เห็นตัวเองตอน 40 ด้วยซ้ำ เอาจริงนะ แค่อยู่มาถึง 30 ก็แปลกใจแล้ว” คำพูดในตอนหนึ่งของหนังนี้เองที่สะท้อนว่าการมีชีวิตอยู่ของคนเป็นพ่อไม่ใช่เรื่องง่าย และมันทำให้เขาต้องอยู่แบบเอาชีวิตรอดไปแบบวันต่อวันเพียงใด

แม้ในตอนจบของหนัง ลูกสาวจะแอบหวังให้พ่อของเธอ ‘อยู่นานกว่านี้’ และพ่อเองก็อยากจะทำอย่างนั้นสุดหัวใจ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาก็ไม่อาจจะอยู่ในชีวิตของกันและกันได้ ฉากสุดท้ายที่พ่อลูกโบกมือลากันที่สนามบินครั้งนั้น จึงเป็นการบอกลาครั้งสุดท้าย… เพื่อจากกันไปตลอดกาล

Paris, Texas

(Wim Wenders, 1984)

อาจดูเหมือนว่า Travis ตัวละครชายวัยกลางคนในหนัง Road Movie ของผู้กำกับ Wim Wenders ที่เดินหลงๆ งงๆ อยู่กลางทะเลทราย คือบุรุษไร้นาม ไร้ความทรงจำ ไม่มีที่มา แม้แต่ความหลังให้จดจำ แต่เมื่อนานมาแล้วเขาเองก็เคยเป็นสามี และเป็นเคยเป็นพ่อของใครบางคนมาก่อน เพียงแค่วันหนึ่งชีวิตคู่ของคนสองคนที่รักกันปานจะกลืนกินกลับกลายเป็นความล้มเหลว หมดศรัทธาในตัวกันและกัน แล้วอำนาจของความเสียใจกับความผิดหวังก็มีพลังมากพอที่จะทำให้ผู้ชายคนหนึ่งสูญสิ้นสัมปชัญญะ ลืมว่าตัวเองเป็นใคร หรือ ‘เคยเป็น’ ใครมาก่อน เขาแค่ต้องออกเดินทางไปเรื่อยๆ อย่างคนมอมแมมไร้จุดหมาย กระทั่งวันหนึ่งการได้พบลูกชาย กับครอบครัวที่เขาเคยมี ค่อยๆ เรียกคืนจิตวิญญาณที่หล่นหายของเขาให้กลับคืนมา และเตือนให้เขาไม่ลืมว่ามันไม่สายเกินไปหรอกที่จะเริ่มต้นใหม่กับการทำหน้าพ่อของใครอีกครั้ง

และสำหรับเรา Paris, Texas จึงเป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวในมุมที่ต่างออกไปของคำว่า ‘ลูกผู้ชาย’ และ ‘ครอบครัว’ ภายใต้ความฝันแบบอเมริกันที่พังทลายได้อย่างเจ็บปวดที่สุดแล้ว

Drive My Car

(Ryusuke Hamaguchi, 2021)

ผู้กำกับละครเวทีหนุ่มวัยกลางคนสูญเสียภรรยาไปอย่างกระทันหัน แต่สิ่งที่ภรรยาของเขาทิ้งไว้ไม่ได้มีแค่ความโศกเศร้า หากยังเป็นการที่เขาต้องรับรู้ความจริงว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอยังนอกใจไปมีความสัมพันธ์ใครคนอื่นอีกมากมาย และเขาเองก็เคยเห็นซีนนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาในบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ นั่นทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่คิดว่าได้ทำหน้าที่ของสามีผู้ซื่อสัตย์อย่างสมบูรณ์แล้ว ยิ่งเจ็บปวด สงสัยทั้งในตัวเองและอดีตคนรัก เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้

แม้ชีวิตครอบครัวจะสูญสลายทั้งทางกายและทางใจ โชคชะตากกลับพัดพาให้หน้าที่การงานของเขารุ่งโรจน์ และจำต้องเดินทางไปเมืองไกลๆ ราวกับว่าความไกลนั้นมันจะทำให้เขาลืมเรื่องเหล่านี้ไปได้ แต่ความเจ็บปวดที่เขาแบกมันไว้ก็ยังตามติดเป็นเงาไปด้วยทุกๆ ที่ไม่หายไปไหน จนกระทั่งได้เจอกับหญิงสาวแปลกหน้าวัย 20 ผู้ต้องมาทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาเขาออกเดินทางไปขุดคุ้ยหาต้นตอของความเจ็บปวด และที่แห่งนั้นเองที่คนแปลกหน้าสองคนซึ่งเคยต่างมีบาดแผลมาไม่ต่างกัน ยอมเปิดใจรับการ ‘เยียวยา’ ระหว่างกันโดยไม่รู้ตัว พร้อมๆ กับเรียนรู้และยอมรับบาดแผลบางอย่างอาจจะไม่ได้ลบไปได้ง่ายๆ แต่เราต่างหาก ที่เลือกได้ว่าจะยังอยากเจ็บปวดกับมันไปอีกนานแค่ไหน…

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...