ไก่ ณฐพล-ดร.พลัง โลกศิลป์ 2 ตัวตึง เบื้องหน้า เบื้องหลัง สงคราม ส่งด่วน
อย่างที่ทุกคนทราบกัน “สงคราม ส่งด่วน” (Mad Unicorn) เรื่องราวของ “สันติ แซ่ลี” หัวเรือใหญ่แห่ง “Thunder Express” มาจากชิ้นส่วนชีวิตจริงสุดพีกของ “คมสันต์ ลี” แม่ทัพของบริษัทส่งด่วนสีเหลือง “Flash Express” สตาร์ตอัพที่ก้าวสู่ยูนิคอร์นในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาทำรายได้ไป 24,728,534,489 บาท กวาดกำไร 940,539,534 บาท
สงคราม ส่งด่วน ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากผู้ชม โดยเฉพาะความทุ่มเทของนักแสดง นำโดย “ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์” (สันติ แซ่ลี) “เจนเย่-เมธิกา จีรนรภัทร” (เสี่ยวหยู) และ “ดร.พลัง โลกศิลป์” (รุ่ยเจี๋ย) โดยมีฝีมืออันเฉียบคมของ “ไก่-ณฐพล บุญประกอบ” ผู้กำกับที่ได้หยิบเรื่องราวและแรงบันดาลใจของ คมสันต์ ลี มาพัฒนาเป็นซีรีส์ผ่านการเติมแต่งรสชาติให้ครบเครื่องและดุเดือดยิ่งขึ้น
เบื้องหลังเรื่องราวซีอีโอหมื่นล้าน
ไก่ ณฐพล เล่ากับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจาก “เก้ง-จิระ มะลิกุล” และ “วัน-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์” สองโปรดิวเซอร์แห่งค่าย GDH ได้ดูคลิปสัมภาษณ์ของคนต้นเรื่อง (คมสันต์ แซ่ลี) และรู้สึกชอบ จึงชวนไปสัมภาษณ์เมื่อปี 2564
เป็นการเจอกับซีอีโอหมื่นล้านครั้งแรก และพูดคุยกันนานกว่า 4 ชั่วโมง คุยเสร็จก็รีบ โทร.กลับไปหาพี่เก้ง-พี่วัน เพราะเรื่องราวโคตรพีกและสุดเหวี่ยงมาก แม้จะผ่านสนามธุรกิจอันโหดเหี้ยมมา แต่ก็มีความจริงใจ คุยอย่างเป็นกันเองตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ จึงเก็บความรู้สึกและแรงบันดาลใจก้อนนั้นไว้ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ทำซีรีส์เรื่องนี้
ก่อนทำซีรีส์สงคราม ส่งด่วน ยอมรับว่าไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจโลกธุรกิจเท่าไหร่ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งซึ่งเป็นโลกใหม่มาก เรามีแค่บริษัททำโฆษณาเล็ก ๆ ของตัวเอง ทำให้ต้องรีเสิร์ชเยอะมาก ผ่านการสัมภาษณ์คนต้นเรื่อง คนรอบตัวเขา และคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี และอีกหลาย ๆ ด้าน เพราะต้องปะติดปะต่อสร้างความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้รู้จริงก่อนจะถ่ายทอด เนื่องจากพาร์ตธุรกิจสำคัญมากในซีรีส์นี้
“แนวคิดทางธุรกิจที่ได้จากการรีเสิร์ชถูกนำมาใส่ในไดอะล็อก สิ่งที่ สันติ, เสี่ยวหยู, รุ่ยเจี๋ย, คณิน และ เคน พูดออกมา คือสิ่งที่เราได้รับจากการรีเสิร์ช ซึ่งถูกถ่ายทอดออกไปเรียบร้อยแล้ว”
พูดแบบไม่ถ่อมตัว กระแสตอบรับเกินคาดมาก ๆ คนทำหนังอย่างเราไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดว่างานที่ทำจะสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงคนจำนวนมากขนาดนี้ การที่มีคนนำผลงานเรามาวิเคราะห์ วิจารณ์ จับผิด และลงรายละเอียดต่าง ๆ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี นี่คือความสำเร็จของเราแล้วในฐานะคนทำ
“มีคนทักมาหาผมหลายคน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ บอกว่าลาออกจากงานแล้วนะ จะไปทำตามสันติบ้าง คือใจเย็น ๆ นะครับทุกคน (ขำ)๊แรงบันดาลใจที่ได้รับจากคนต้นเรื่อง ความกล้าฝ่าฝัน เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราจะส่งต่อความรู้สึกนั้น เราพยายามจะไม่ทำให้พลังงานจากการสัมภาษณ์วันนั้นตกหล่นเลย และสามารถส่งไปถึงคนดูได้ เท่านี้ก็ดีใจมาก ๆ แต่การทำธุรกิจแล้วไม่เจ๊ง มันก็เป็นเรื่องยากมากเช่นกัน”
ไก่ ณฐพล เริ่มต้นชีวิตในวงการภาพยนตร์จากคนเขียนบท ผลงานที่ผ่านมาล้วนมีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น SuckSeed ห่วยขั้นเทพ, เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ, วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ เป็นต้น
จากนั้นเขาก็ไปเรียนต่อด้านการทำ “สารคดี” ที่สหรัฐอเมริกา เพราะสนใจเรื่องข่าวบ้านการเมือง สังคม และชีวิตคน ก่อนจะเกิดเป็นผลงาน “เอหิปัสสิโก” และ “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ภาพยนตร์แนวสารคดีว่าด้วยเรื่องราวการวิ่งของ “ตูน บอดี้สแลม”
การเปลี่ยนแนวมาทำซีรีส์อย่างสงคราม ส่งด่วน ซึ่งเขานิยามว่าเป็น “Fiction” ทำให้ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในหลายเรื่อง
ไก่ ณฐพล เล่าว่า สงคราม ส่งด่วน เป็นซีรีส์แนวแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง แต่ไม่ใช่สารคดีชีวิต กล่าวคือมีการสัมภาษณ์คนต้นเรื่องและคนรอบตัวเป็นสารตั้งต้น ก่อนจะนำมาต่อเติมเรื่องราว ต่างจากสารคดี ที่ไม่สามารถเติมแต่งหรือเขียนบทใหม่มาผสมกัน เพราะคนดูมีความคาดหวังว่า สารคดีคือ “ความจริง” และ “อ้างอิง” ได้
“ผมพยายามทำลายกำแพงบางอย่างที่ต้องต่อสู้ในจิตใจตัวเอง ที่ผมไปเรียนสารคดีเพราะไม่ค่อยกล้าโม้ ผมต้องมีโจทย์ แต่สงคราม ส่งด่วน มันก้ำกึ่ง มีทั้งคนต้นเรื่อง ชิ้นส่วนชีวิตเขา และเราสามารถแต่งเติมได้ แต่ก็มีพาร์ตที่เป็น Fiction ค่อนข้างเยอะ ผมก็ได้เรียนรู้ว่า เราต้องกล้าคิด อย่าไปยึดติดกับความเป็นจริงของเหตุการณ์ที่สัมภาษณ์มา ก็ถกเถียงในใจตัวเองอยู่มากพอสมควร ต้องทลายกรอบความยึดติดที่มีต่อเรื่องจริง”
รุ่ยเจี๋ย เครื่องด่าที่ไม่อยากทำร้ายจิตใจใคร
กลายเป็นไวรัลไปทั่ว กับบทเครื่องด่าสุดทรงพลัง “รุ่ยเจี๋ย” ในซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” โดย “ดร.พลัง โลกศิลป์” เปิดใจกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนแรกที่ทราบว่าได้รับบทรู้สึกดีใจมาก อย่างแรกที่ทำคือต้องกลับไปฟื้นความรู้ทางด้านการแสดงที่เคยเรียนรู้จากที่จีน ฟื้นฟูภาษาไทยให้คล่อง หาดีไซน์การแสดง ทำการบ้านหนักมาก เพราะหยุดไปนาน เรียนรู้เรื่องทีมเทคด้านคอมพิวเตอร์ เรียนรู้เรื่องสตาร์ตอัพ จนเริ่มเห็น รุ่ยเจี๋ย ชัดเจนขึ้น
ตอนเห็นบทแล้วตกใจกับการต้องด่าตลอดเวลา เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบใช้ในชีวิตประจำวันเลย เราชอบความสงบ ชอบอยู่ชิล ๆ ไม่ชอบการพูดจารุนแรง เราเคยเรียนมาว่าต้องพูดจาอย่างไรให้เขาไม่รู้สึกไม่สบายใจ ต่างจากแคแร็กเตอร์นี้มาก เพราะแคแร็กเตอร์นี้ต้องทำร้ายจิตใจคนอื่นทุกคำพูด ต้องใช้เอนเนอร์จี้เยอะ
จุดประสงค์ของตัวรุ่ยเจี๋ย คือด่าเพื่อให้ลูกน้องดี เพราะเป็นคนยุคสมัยนั้น มีแนวคิดแบบนั้น ด่าเพราะหวังดีไม่ได้ด่าเพื่อทำร้ายคนอื่น ต้องสร้างแคแร็กเตอร์ในใจไว้แบบนั้น ในชีวิตจริงมันก็มีคนที่ใช้วิธีการแบบนี้อยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่เล่นเสร็จเราก็เหนื่อย หมดพลัง เจ็บคอด้วยที่ต้องด่า เพราะตัวจริงเราไม่ได้เป็นแบบนั้น
บทนี้ยากตรงที่พอแอ็กชั่น อารมณ์รุ่ยเจี๋ยจะสุดขีดแล้ว เราต้องเข้าแคแร็กเตอร์ได้ทันที เราต้องเตรียมตัวเตรียมอารมณ์ให้พร้อมก่อนจะแอ็กชั่น แต่เมื่อเราหาตัวตนของรุ่ยเจี๋ยพบก็ง่าย มีจุดผ่อนคลาย ทำให้รู้แล้วว่าเราจะมีคอมมิดี้อะไรเสริมเข้าไปได้
เจ้านายแบบ “รุ่ยเจี๋ย”
ผมรู้สึกเข้าใจนะ ว่าเขาเป็นแบบนั้นเพราะอะไร จุดประสงค์ของเขาที่มีต่อลูกน้องมันดีอยู่แล้ว เพียงแต่วิธีการของเขามันรุนแรงทำร้ายจิตใจ แต่กับลูกน้องบางคนอาจจะต้องใช้วิธีนี้จริง ๆ ต้องด่าต้องเฆี่ยนให้เขาทำ แต่ถ้าลูกน้องบางคนที่เขาต้องการกำลังใจ เราก็อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการ เราควรรู้ว่าเจอคนแบบใดจะใช้วิธีแบบไหนที่เหมาะสมกับเขา งานจะราบรื่นขึ้น แล้วคุณเองก็คงสบายขึ้น
มีคนเข้ามาให้ด่าเยอะมากครับ เช่น ผมเล่นกีฬาอยู่แล้วเด็กก็วิ่งเข้ามาให้ด่า จริง ๆ ก็เป็นเรื่องน่าปวดหัวเหมือนกัน (ยิ้ม) เพราะชีวิตจริงเราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ผมก็พยายามทำให้ เพราะไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าไม่เล่นด้วย ก็เลยหาวิธีเล่นกับทุกคน แต่ว่านาน ๆ ไป เสียงผมคงจะหายเพราะเจ็บคอ (หัวเราะ)
ประทับใจทุกฉาก
จริง ๆ ประทับใจทุกฉาก เพราะทุกคนส่งอารมณ์มาให้ผมอย่างเต็มที่ แล้วผมรู้สึกถึงมันได้เลย หลาย ๆ ฉากเขาส่งอารมณ์มา ผมเห็นความสิ้นหวังในแววตารับรู้ความรู้สึกนั้นได้จริง ๆ จนไม่อยากจะด่าเขาแล้ว ความสิ้นหวังมันแสดงยาก คุณต้องผ่านอะไรมาบางอย่างถึงเอามันออกมาได้ เทคนิคการแสดงสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคุณ ผู้กำกับเก่งจริง ๆ ที่สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แคแร็กเตอร์ด่าก็เป็นผู้กำกับเขียนขึ้นมา นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจ
สุดท้ายฝากคนที่ยังไม่ได้ดู “สงคราม ส่งด่วน” มันดีเกินคาด เมื่อคุณดูแล้วก็จะรู้เองว่ามันดีอย่างไร ดีตรงไหน สิ่งที่ดีที่สุดคือเมื่อดูแล้วเราจะได้แรงบันดาลใจอะไรบางอย่าง เหมือนมีแรงผลักให้คุณออกไปทำสิ่งที่คิด หรือไม่คาดคิดก็ได้
ก่อน ดร.พลัง จะสวมบทรุ่ยเจี๋ยฝากเอาไว้ว่า “ตั้งใจทำงานกันนะ ไอ้พวกหอยทาส !!!”
เคยเกลียดคำว่า “ยูนิคอร์น”
“คมสันต์ ลี” CEO แฟลชกรุ๊ป เคยตอบคำถาม “หนุ่มเมืองจันท์” ถึงที่มาของการเกลียดคำว่า “ยูนิคอร์น” ในงานสัมมนา New Era Economy ที่จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อเดือนมีนาคม 2566 ว่า อันที่จริงตอนเริ่มต้น ทุกคนในองค์กรก็ดีใจที่ได้เป็นยูนิคอร์น เพราะถือเป็นอวอร์ดของบริษัทสตาร์ตอัพ
แต่พอผ่านไป คำนี้กลายเป็นคำที่ทำให้คนในองค์กรประมาท อวดเก่ง ลืมว่าตัวเองยังเป็นสตาร์ตอัพอยู่ และเข้าใจตัวเองผิดตลอดเวลาว่าคือบริษัทที่ประสบความสำเร็จแล้ว ทั้งที่จริง บริษัทไม่ได้ต่างจากวันที่ไม่ได้เป็นยูนิคอร์นเลย ยังต้องเจอความท้าทาย เจอความเสี่ยง และอาจจะเจ๊งได้เหมือนเดิม แต่คนในองค์กรกลับเข้าใจว่าประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่แฮปปี้มาก
เมื่อไหร่ก็ตามที่คนในองค์กรรู้สึกว่าประสบความสำเร็จแล้ว วิธีการทำของพวกเขาก็จะทำเหมือนผู้ชนะ โดยที่ไม่ได้ทำอย่างระวัง ไม่ได้ทำอย่างตั้งใจในทุกรายละเอียด เพราะคิดว่าเขาสำเร็จแล้ว
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ทุกบริษัททำ Budget Plan เราก็ทำ แต่ Budget Plan ที่พูดถึงนี้ ในบริษัทที่ประสบความสำเร็จ กับบริษัทที่ยังเจอความท้าทายนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือเรื่องต้นทุนในการประชุม ในอดีตบริษัทเราไม่เคยมีต้นทุนในการประชุม แต่ทำไมตอนนี้ต้องประชุมในโรงแรม 5 ดาว
“ช่วงแรกของบริษัทเราคือช่วงอันธพาล ทุกคนคิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้องค์กรเราไม่เจ๊ง หรือมองเห็นแสงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้ได้ ซึ่งช่วงนั้นผมว่าเป็นช่วงที่สนุกและโหดร้ายของทุกคน ซึ่งเราผ่านมันมาได้แล้ว”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไก่ ณฐพล-ดร.พลัง โลกศิลป์ 2 ตัวตึง เบื้องหน้า เบื้องหลัง สงคราม ส่งด่วน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net