โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB EIC ชี้ปลายปีศก.ไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย คงจีดีพี'68 ที่ 1.5% ลุ้นผลเจรจาภาษีมะกัน หากไม่ได้ เชื่อโตแค่ 0.8%

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 08.23 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 08.23 น.

SCB EIC ชี้ปลายปีศก.ไทยเข้ภาวะสู่ภาวะถดถอย คงจีดีพี’68 ที่ 1.5% ลุ้นผลเจรจาภาษีมะกัน หากไม่ได้ เชื่อโตแค่ 0.8%

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (เอสซีบี อีไอซี) เปิดเผยว่า เอสซีบี อีไอซี ยังคงประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปี 2568 จะโตอยู่ที่ 1.5% ต่อปีและปี 2569 จะโตอยู่ที่ 1.4% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตของไทย หากดูตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 1 ปี 2568 ที่เศรษฐกิจไทยโตอยู่ที่ 3.1% เนื่องจากการเร่งตัวของส่งออกก่อนมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐจะมีผล ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1% และมีโอกาสสูงที่เราจะเห็นภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) คือการที่เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 2 ไตรมาสติดกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ

นายยรรยง กล่าวว่า สำหรับ 3 สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ดังนี้ 1.สงครามการค้าและความไม่แน่นอน โดยเอสซีบี อีไอซี ประเมินว่าจะเห็นการส่งออกชะลอลงอย่างชัดเจนในครึ่งหลังของปีนี้ แม้ครึ่งแรกจะยังคงมีการเร่งนำเข้าและการส่งออกที่สูงขึ้นจากฐานต่ำในปีที่แล้ว คาดว่าภาพรวมการส่งออกทั้งปีจะอยู่ที่ ติดลบ 0.1% หรือทรงตัว โดยมาจากการส่งออกครึ่งหลังของปีนี้จะติดลบ 2.ภาคการท่องเที่ยว โดยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม -พฤษภาคม) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัวประมาณ 3% จึงทำให้เอสซีบี อีไอซี ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ที่ 34.2 ล้านคน ต่ำกว่า 35.5 ล้านคนของปีที่แล้ว ปัจจัยสำคัญมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย

นายยรรยง กล่าวว่า 3.ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจซึ่งภาคการเงินเองก็ระมัดระวังในการให้สินเชื่อ เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยลง หรือ หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ยังเพิ่มสูงอยู่ ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคครัวเรือนยังชะลอตัวต่อเนื่อง เราประเมินว่าการบริโภคยังค่อนข้างอ่อนแอ ประกอบกับตลาดแรงงาน ก็เริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น แม้อัตราการว่างงานโดยรวมจะยังคงต่ำอยู่ที่ 0.9% แต่อัตราว่างงานในระบบประกันสังคมเริ่มขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง ตอนนี้อยู่ที่ 2% โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการปิดกิจการในภาคอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้น รวมทั้ง ข้อมูลรายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทย (รวมโอที โบนัส) ในไตรมาส 1 ปี 2568 เมื่อเทียบกับก่อนโควิดที่ 100 พบว่าอยู่ที่ประมาณ 98 ซึ่งต่ำกว่าภาวะปกติ และเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ รายได้ที่แท้จริงก็ยังต่ำกว่าก่อนโควิด แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางที่สำคัญ

นายยรรยง กล่าวว่า ขณะที่ผลกระทบจากนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกานั้น จากที่ประมาณการจีดีพีที่ 1.5% คือกรณีฐาน (Base-line) หมายถึง สมมติฐานว่าจากการเจรจากับสหรัฐ จะทำให้ภาษีของไทยจะถูกลดลงได้ครึ่งหนึ่งจากอัตรา 36% แต่หากไม่ได้ลดภาษีเลย ถือว่าเป็นกรณีที่แย่ที่สุด (Worst-case) ซึ่งคาดว่าอาจทำให้จีดีพี ขยายตัวได้เพียง 0.8% ซึ่งรวมถึงเรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เช่น สงครามอิสราเอล-อิหร่าน เป็นต้น ฉะนั้นเรื่องการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งสามารถเจรจาลดลงมาได้มากเท่าไหร่ ก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย เพราะจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของเรากับคู่ค้า

นายยรรยง กล่าวว่าทั้งนี้ นโยบายที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจ คือ ด้าน นโยบายการคลัง ซึ่งรัฐบาลปรับจากการใช้ดิจิทัลวอลเล็ตมาเป็นการรองรับผลกระทบจากสงครามการค้าด้วยวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท เอสซีบี อีไอซี มองว่าการปรับนโยบายนี้ จะช่วยให้เม็ดเงินสามารถตอบโจทย์ความท้าทายที่หลากหลายได้ดีขึ้น เนื่องจากโครงการจะเน้นการใช้จ่ายในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า รวมถึงการสร้างทุนด้วย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สูงกว่าการแจกเงินดิจิทัลแบบเพียงครั้งเดียว เพียงแต่เม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบได้ช้ากว่า

“อย่างไรก็ตาม เรามองว่าแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนล้านบาทที่เปลี่ยนจากการแจกตามโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมาเป็นการลงทุนภาครัฐเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ และยังไม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายที่หลากหลายได้ดีขึ้น เพราะเราไม่อยากเห็นเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1% กว่า ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ขณะที่งบประมาณปี 2569 เมื่อหักรายจ่ายจำเป็นแล้วเม็ดเงินจริงๆ ลดลงจากปีก่อน 2.2% แต่ถ้าภาครัฐจะกู้เงินเพิ่มเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจก็มีข้อจำกัดเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งหากจะขยายเพดานก็ต้องทำแผนการปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับเครดิตเรตติ้งของประเทศ ซึ่งก็เข้าใจว่าตอนนี้ภาครัฐกำลังทำอยู่แล้ว”นายยรรยง กล่าว

นายยรรยง กล่าวว่าขณะที่ นโยบายการเงิน จะต้องมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่จีดีพีต่ำลงมาก เงินเฟ้อยังติดลบ และคุณภาพสินเชื่อยังมีปัญหาต่อเนื่อง เอสซีบี อีไอซีจึงมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้งในปีนี้ คือ ช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 อีก 1 ครั้ง และไตรมาส 4 ปี 2568 อีก 1 ครั้ง ทำให้คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายปีนี้ อยู่ที่ 1.25% และ ในปี 2569 จะลดอีก 1 ครั้ง ดังนั้น ณ สิ้นปี 2569 เราน่าจะเห็นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.0%

นายยรรยง กล่าวว่าอีกส่วนคือ สร้างความเชื่อมั่น (Rebuild Confidence)ถือ เป็นเรื่องสำคัญ หากนักธุรกิจและครัวเรือนมีความเชื่อมั่น การใช้จ่ายก็จะตามมา การฟื้นฟู (Reboot) คือการอัดการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นคอขวดของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เรื่องสินเชื่อ เครดิต การรันตี (Credit Guarantee) จะมีบทบาทสำคัญเข้ามาช่วยในภาวะที่สถาบันการเงินกังวลใจในการให้สินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงสูง หากมีหน่วยงานเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงร่วมกับภาคการเงิน จะช่วยทำให้สินเชื่อไหลเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น และการปฏิรูป (Reform) หลายๆ เรื่องที่เราทราบกันดีว่าเราคงต้องดูโมเดลใหม่ๆ เช่น Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ต่างๆ เราอยากจะมองเห็นการทำงานร่วมกันในทั้ง 3 ระดับนี้ไปพร้อมกัน หากมีการลงทุนในระยะสั้นก็ควรจะต่อยอดเพื่อสร้างความเข้มแข็งในระยะยาวด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายยรรยง กล่าวว่าสำหรับเรื่องของการเมืองในเชิงผลต่อเศรษฐกิจนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่ว่าจะประเทศไหนถ้าภาครัฐมีความไม่ชัดเจนเชิงนโยบาย ก็จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ส่วนในภาพรวมของภาคการเมืองตราบใดที่การแก้ปัญหายังอยู่บนกรอบประชาธิปไตย ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“แน่นอนว่า หากมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในนโยบายภาครัฐก็กระทบกับความเชื่อมั่น ฉะนั้นหวังว่า เรื่องปรับคณะรัฐมนตรี หรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ถ้าเข้าที่เข้าทางแล้ว และแก้ไขปัญหาได้เร็วก็จะเป็นเรื่องที่ดี”นายยรรยง กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : SCB EIC ชี้ปลายปีศก.ไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย คงจีดีพี’68 ที่ 1.5% ลุ้นผลเจรจาภาษีมะกัน หากไม่ได้ เชื่อโตแค่ 0.8%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...