โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์ได้ภาษี แต่คนอเมริกันได้ของแพง! คาดเงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง ‘ภายในปลายปีนี้’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 21.01 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 03.03 น.

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อใกล้เส้นตายที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังจะบังคับใช้อัตราภาษีตามที่ต้องการแล้ว เหล่าบริษัทต่างๆ ก็เตรียม “ผลักภาระนี้” ไปให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันเช่นกัน

ตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ผู้ค้าปลีกรายใหญ่และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างเตือนว่า การจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการดำเนินธุรกิจของพวกเขา บังคับให้ต้องเลือกระหว่าง “ผลกำไรลดลง” หรือ “ส่งต่อต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับลูกค้า”

เริ่มจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผลิตสินค้าจำเป็นในครัวเรือนตั้งแต่กระดาษทิชชูยี่ห้อ Bounty ไปจนถึงผงซักฟอกยี่ห้อ Tide ได้ออกประกาศแนวโน้มที่ไม่สู้ดีนักสำหรับปี 2025 และส่งข้อความถึงผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart ว่า บริษัทจะต้อง “ขึ้นราคาสินค้า” บางรายการในสหรัฐตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

ความท้าทายที่บริษัทต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่ในไตรมาสที่จะถึงนี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบไปถึงผู้บริโภคทั่วไป โดย P&G เผยว่า จะปรับขึ้นราคาสินค้าประมาณหนึ่งในสี่ของผลิตภัณฑ์ในสหรัฐ เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนมาตรการภาษีใหม่

ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ โดยมีสาเหตุมาจากการลงทุนมหาศาลในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอ แต่ “บริษัทชั้นนำด้านสินค้าอุปโภคบริโภค” หลายแห่งกลับประสบปัญหา

นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง P&G ปรับตัวลดลง 19% Nestle ลดลง 20% Kimberly-Clark สูญเสียไป 11% และ PepsiCo ลดลงเกือบ 7% ในขณะที่ดัชนีหุ้น S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐาน ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 13%

อันที่จริง บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่มต่างประสบปัญหาด้านยอดขายที่ซบเซามาตั้งแต่ช่วงระบาดโควิด-19 แล้ว เนื่องจากผู้บริโภคไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับอาหารบรรจุหีบห่อที่เป็นแบรนด์ดัง ซึ่ง Nestle กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ผู้บริโภคในอเมริกายังคงลังเลที่จะจ่ายเงินมากขึ้น เมื่อชำระเงินที่แคชเชียร์

บิล จอร์จ อดีตประธานและซีอีโอของ Medtronic และอาจารย์ด้านการศึกษาผู้บริหารของ Harvard Business School กล่าวว่า “คุณจะได้เห็นบริษัทอย่าง Walmart, Amazon และ Best Buy ถูกบีบให้ต้องผลักภาระการขึ้นราคาไปสู่ผู้บริโภค”

“ชาวบ้านทั่วไป ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษี แต่นี่กำลังจะสูงขึ้นไปอีก”

ในระหว่างวันที่ 16-25 กรกฎาคม บริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบติดตามภาษีของรอยเตอร์ถูกคาดการณ์ว่า จะขาดทุนรวมกัน 7,100-8,300 ล้านดอลลาร์สำหรับปีเต็ม

ค่ายรถ GM, Ford และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ ได้แบกรับต้นทุนภาษีซึ่งรวมแล้วเป็น “พันล้านดอลลาร์” จนถึงขณะนี้

ทั้งนี้ หลายบริษัทได้ขนส่งสินค้าและวัตถุดิบเข้าสหรัฐเพิ่มขึ้นก่อนที่ภาษีจะเริ่มมีผล นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ประเมินว่า “การกักตุนสินค้า” ช่วยให้บางบริษัทสามารถชะลอการขึ้นราคาได้จนถึงช่วงปลายปี และอธิบายว่า ทำไมภาษีจึงยังไม่ปรากฏในข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ

แอนดรูว์ วิลสัน รองเลขาธิการหอการค้าระหว่างประเทศ คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มปรากฏเมื่อบริษัทต่าง ๆ ระบายสินค้าคงคลังหมดลง แต่สิ่งนั้นอาจจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึง “ไตรมาสที่สี่” หรือ “ไตรมาสแรกของปีหน้า”

อย่างไรก็ตาม แบรนด์อื่น ๆ อย่าง EssilorLuxottica ผู้ผลิต Ray-Ban ได้ขึ้นราคานำไปแล้ว ส่วน Swatch ผู้ผลิตนาฬิกาและเครื่องประดับสัญชาติสวิส ขึ้นราคาประมาณ 5% หลังจากทรัมป์ประกาศภาษีในเดือนเมษายน ซึ่งแบรนด์ระดับไฮเอนด์อย่างเช่นนาฬิกา Tissot จะมีความอ่อนไหวต่อราคาที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่า
อ้างอิง: reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...