โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกชนชง ‘เหมืองโพแทช’ ผ่าทางตันไทยผลิตแม่ปุ๋ยแทนนำเข้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 01.25 น.

สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 และ 2567 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย สมัยที่ 21 (วาระ 2)

และภายในงาน ได้จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “โอกาสและความท้าทายภาคการเกษตรไทยในวิกฤตโลก” เพราะต้องยอมรับว่า ดินและปุ๋ยกำลังจะเจอผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก และเหมืองโพแทชที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มศักยภาพและโอกาสการผลิตปุ๋ยให้กับประเทศเพื่อสร้างโอกาสและการแข่งขันในด้านการผลิตและการส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรไทย

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรและในฐานะนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม นำเข้าแม่ปุ๋ยเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 90% ส่งผลทำให้การเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรมีต้นทุนที่สูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นหากไทยสามารถลดการนำเข้าและผลิตแม่ปุ๋ยในประเทศได้ เชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร โดยเฉพาะพืชทางเศรษฐกิจ เช่น ข้าว อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย

ล่าสุดภาคเอกชนกลับมาสานต่อโครงการเหมืองแร่โพแทชอีกครั้ง หลังจากที่ชะลอไปถึง 20 ปี เชื่อว่าอีกไม่นาน ไทยผลิตปุ๋ยในประเทศเองได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและโอกาสการจัดการปุ๋ยในประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการทำงานบูรณาการร่วมกัน พัฒนาข้อมูลและที่ดินทำกิน เพราะประเทศไทยกว่า 150 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม

โปแตชชัยภูมิยันฟื้นทันปี’70

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาเซียนโปแตช ชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทชซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่ปุ๋ย โดยมีบริษัทที่ได้รับสัมปทานจำนวน 3 ราย ใน 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุดรธานี และชัยภูมิ ซึ่งโครงการที่ชัยภูมิเป็นโครงการของอาเซียนที่ริเริ่มมาตั้งแต่ยุคพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 22 ของประเทศไทย และขณะนี้มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการต่อ และเห็นเป็นรูปธรรมได้ภายในปี 2570

“เราได้พัฒนาเหมืองโพแทชมากว่า 10 ปี เจอรัฐมนตรีมามากถึง 8 ท่านในการที่พยายามพูดคุยและผลักดันให้เกิดโครงการ และในพื้นที่ชัยภูมิเราพบแร่โพแทชที่จะสามารถนำผลิตแม่ปุ๋ยได้ถึงปริมาณ 320 ล้านตัน โดยเราเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีทุนจดทะเบียนกว่า 2,805 ล้านบาท และมีกระทรวงการคลังถือหุ้นประมาณ 20% ปัจจุบันเราได้ผู้รับเหมาที่จะมาดำเนินโครงการ มั่นใจว่าภายใน 3 ปีจากนี้จะสามารถขุดแร่โพแทช และจะทำให้ไทยไม่จำเป็นจะต้องนำเข้าแม่ปุ๋ยเพิ่มเติม โดยจะช่วยกระจายให้บริษัทปุ๋ยเล็ก ๆ ได้มีโอกาสเข้าถึงและผลิตปุ๋ยให้เกษตรกรได้มากขึ้น”

ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มขุดเจาะสำรวจลงไปชั้นดินลึกลงไปกว่า 1 กิโลเมตรและมีแผนผลิตโพแทชให้ได้ปีละ 1.235 ล้านตัน ขณะที่ไทยนำเข้าโพแทช 7-8 แสนตันต่อปี ซึ่งโครงการนี้จะลดการนำเข้าได้มหาศาล และช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 15-20% อีกทั้งสามารถจัดส่งแม่ปุ๋ยให้ถึงมือผู้ใช้ภายใน 2 วัน แทนที่จะต้องรอสินค้านำเข้านานนับเดือน อีกทั้งช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง ค่าระวางเรือที่จะเป็นต้นทุนให้กับผู้ส่งออกและสะท้อนไปยังภาคการเกษตรที่จะต้องแบกรับต้นทุนค่าปุ๋ยที่สูงขึ้นด้วย

หากประเทศไทยเดินหน้าเหมืองโพแทชได้สำเร็จ เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรรมของไทย ยกระดับผลผลิต และช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้มากขึ้น ราว 30-40% และผลิตภัณฑ์ที่เราจะผลิตออกมาจากแร่ที่ขุดขึ้นมาได้ จะเป็นสินค้าพรีเมี่ยมในบางส่วนเพื่อที่จะตอบสนองให้กับลูกค้า นอกจากเกรดมาตรฐานทั่วไป ทั้งนี้ ก็คาดหวังและขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับโครงการอย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะลดต้นทุนเกษตรกร ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศด้วย

แนะ 3 แนวผ่าทางตันปุ๋ยไทย

ด้าน นายรัสชัย เหรียญพาณิชย์ กรรมการสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ พี เอ็น อกริคัลเจอร์ จำกัด กล่าวว่า สินค้าเกษตรของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ส่งออกปีละกว่า 9 แสนล้านบาท และปุ๋ยเป็นธาตุอาหารสำคัญให้กับพืช แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไทยไม่มีแม่ปุ๋ยเพื่อผลิตปุ๋ย จำเป็นจะต้องนำเข้า และยังมองว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจากสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ปัญหาสงครามการค้าระหว่างประเทศ หรือสงครามการเมือง จะทำให้ไทยขาดแคลนปุ๋ยเพื่อที่จะใช้ในพืชทางการเกษตรได้ หากไทยยังต้องอาศัยการนำเข้าเป็นหลัก

“การนำเข้าปุ๋ยเอง ปัจจุบันยังมีขบวนการที่ยุ่งยาก ซับซ้อนมากขึ้น จะต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้า และยังพบว่าระยะเวลาการนำเข้ามีระยะเวลาเพิ่มขึ้น จากปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาการขนส่ง เศรษฐกิจ อีกทั้งเรื่องปัญหาของราคาก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการนำเข้า รวมไปถึงการจำหน่ายให้กับภาคเกษตรกรด้วย”

นอกจากนี้ จีนซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตแม่ปุ๋ยอย่าง ยูเรีย ฟอสเฟต เป็นต้น ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าโดยพัฒนาไปใช้ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งจะมีผลต่อการจำกัดการส่งออกแม่ปุ๋ยไปต่างประเทศ โดยเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังพบว่าจีนยังห้ามส่งออกให้กับอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ด้วย ซึ่งล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาปุ๋ยทำให้เพิ่มขึ้นถึง 30-40 เหรียญสหรัฐตัน

ดังนั้นจึงมีข้อเสนอไว้ที่ 3 ระยะสำคัญ คือ ระยะสั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดขบวนการนำเข้าให้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยการนำเข้ามี 4 กระทรวงหลักในการพิจารณา เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯ เป็นต้น ระยะกลาง ส่งเสริมให้กับกลุ่มธุรกิจปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1,000 ราย และในนี้ 14 รายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งควบคุมธุรกิจปุ๋ยถึง 74.9% เห็นว่าควรที่จะเพิ่มผู้เล่นในระดับกลางให้มากขึ้น พร้อมทั้งดึงผู้ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน และระยะยาว พัฒนาแหล่งผลิตปุ๋ยในประเทศ เนื่องจากว่าเรามีทรัพยากรแร่โพแทช เห็นควรที่จะเร่งลงทุนผลิตเพื่อเป็นทางเลือกสำคัญให้กับผู้ผลิตปุ๋ยในประเทศด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนนักวิชาการมองว่า ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องกระจายความเสี่ยง ลดการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจะประสบปัญหา ทรัมป์ 2.0 ประเทศคู่แข่งสามารถเจรจาและถูกลดภาษีได้

ขณะที่ประเทศไทยยังคงภาษีที่สูง ย่อมจะมีผลต่อสภาวะการแข่งขันในตลาดโลกและสินค้าส่งออกสำคัญของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรเอง หากยังมีต้นทุนที่สูง มาเจอภาษีที่สูงไปอีก ก็เชื่อว่าแข่งขันลำบากแน่นอน การลดการพึ่งพาและสร้างแหล่งผลิตปุ๋ยเป็นของตัวเองจึงเป็นทางเลือกและทางออกที่ดีของไทยในปัจจุบัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกชนชง ‘เหมืองโพแทช’ ผ่าทางตันไทยผลิตแม่ปุ๋ยแทนนำเข้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...