โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (13) ยิ่งรบยาว ก็ยิ่งรบยาก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.42 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (13)

ยิ่งรบยาว ก็ยิ่งรบยาก

“ปัญหาคือ ยูเครนไม่ได้กำลังเผชิญกับการไม่มีเงิน พวกเขากำลังเผชิญกับการไม่มีชาวยูเครนต่างหาก”

Marco Rubio

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้วยสถานะของความเป็นประเทศเล็กกว่าและอ่อนแอกว่าของยูเครนเป็นข้อเสียเปรียบในตัวเอง เมื่อต้องทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่งเป็นรัฐมหาอำนาจที่ใหญ่กว่า มีทรัพยากรมากกว่า และมีกองทัพที่ใหญ่กว่า

ดังนั้น เมื่อสงครามยาวนานเกินกว่า 1-2 ปีแล้ว ความเสียเปรียบของยูเครนปรากฏชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติทางทหาร ดังจะเห็นได้ว่าการเป็นประเทศเล็กกว่า ที่มีประชากรน้อยกว่านั้น การระดมพลเข้าสู่กองทัพในยามสงคราม ย่อมเป็นปัญหาในตัวเอง เช่นที่รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกันกล่าวในข้างต้นว่า ยูเครนไม่มีคนเหลือมากพอให้รัฐบาลเกณฑ์มาเป็นทหารแล้ว

ขณะเดียวกันเห็นได้ชัดว่าในเชิงปริมาณสำหรับปี 2022-23 ที่เป็นเวลาเริ่มต้นของสงครามนั้น กองทัพรัสเซียมีขนาดใหญ่ด้วยจำนวนกำลังพลราว 1.19 ล้านนาย ส่วนยูเครนกำลังประมาณ 6.88 แสนนาย อีกทั้งในมิติของสงครามนั้น อำนาจกำลังรบอีกส่วนคือ ขีดความสามารถของอุตสาหกรรมทหาร ซึ่งแน่นอนว่าอุตสาหกรรมทหารของยูเครน มีขนาดเล็กกว่าของรัสเซียมาก ทั้งมีความจำกัดอย่างมากด้วย เพราะใช้พื้นฐานเดิมของระบบอาวุธโซเวียต และที่สำคัญอีกส่วนได้รับผลกระทบอย่างมากจากการถูกโจมตีจากรัสเซีย

ดังนั้น การประเมินสถานะทางทหารของยูเครนจึงมีความจำกัดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏชัดในสภาพเช่นนี้คือ เงื่อนไขของจำนวนประชากรที่ลดลง บีบรัดให้รัฐบาลยูเครนต้องเผชิญกับปัญหาอย่างมากในการวางแผนกำลังพล เพราะหากคนในประเทศเริ่มมีไม่มากพอ ประกอบกับกำลังพลอีกส่วนประสบความสูญเสียอย่างหนักจากการรบที่รุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ เช่นเดียวกับความสูญเสียของยุทโธปกรณ์

ถ้าเช่นนั้นแล้วนับจากปีแรกของสงครามในปี 2022 ยูเครนจะรบต่อไปอย่างไรในอนาคต… โจทย์สงครามเช่นนี้ไม่ง่ายเลย และท้าทายต่อเซเลนสกีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ ทำอย่างไรที่กองทัพยูเครนจะรบได้ในระยะยาว และยังจะต้องรบให้ชนะกองทัพรัสเซียอีกด้วย

แต่ความเป็นจริงที่โหดร้ายของสงครามคือ “ยิ่งรบยาวเท่าใด ก็ยิ่งรบยากเท่านั้น” เพราะสงครามที่ทอดระยะเวลายาวนานออกไปมากเท่าใด จะยิ่งทำลาย “ศักย์สงคราม” (war potential) ของรัฐมากขึ้นเท่านั้น

สงครามที่ไม่เคยหยุดรบ

สิ่งที่ยูเครนประสบปัญหาอย่างมากในการทำสงครามต่อต้านการรุกรานของรัสเซียนั้น เป็นภาพสะท้อนถึงความอ่อนแอที่เกิดจากเงื่อนไขภายในของยูเครนเอง สภาวะของสงครามเป็นคำตอบในตัวเองว่า เมื่อกองทัพรัสเซียไม่ประสบความสำเร็จในการยึดยูเครนตามแผนยุทธการที่เขียนขึ้นจาก “จินตนาการที่ผิดพลาด” แล้ว กองทัพรัสเซียไม่ได้ยกเลิกแนวคิดในการทำสงครามกับยูเครนแต่อย่างใด กลับยังเดินหน้าทำสงครามต่อไป

สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดรูปแบบทางยุทธวิธีอย่างง่ายๆ คือ “ฝ่ายหนึ่งโจมตี อีกฝ่ายต่อต้านการโจมตี” (หรือในทางทหารคือ “attacks and counter-attacks”) เกิดขึ้นต่อเนื่องและสลับกันไปมา ดังนั้น เราอาจกล่าวในทางทฤษฎีการสงครามได้ว่า คู่ขัดแย้งตัดสินใจที่จะเข้ามาเล่นเกมสงครามแบบเดียวกัน กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างทำให้สงครามดำเนินไปบนหลักการของ “การรบแบบทอนกำลัง” (the battle of attrition)

แนวคิดทางยุทธศาสตร์แบบนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ยูเครนมีความมั่นใจว่า จะสามารถ “ทอนกำลัง” กองทัพรัสเซียได้มากกว่าและเร็วกว่าที่รัสเซียจะกระทำกับฝ่ายตน รัสเซียก็คิดด้วยความมั่นใจในชุดความคิดแบบเดียวกันว่า รัสเซียต่างหากที่จะเป็นฝ่าย “ทอนกำลัง” กองทัพยูเครนได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งรัสเซียมีความมั่นใจมากกว่า เพราะเชื่อว่าฝ่ายที่อ่อนแอกว่าในความหมายของการมีกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่น้อยกว่า จะไม่สามารถทานสภาวะของการ “ทอนกำลัง” ได้ในระยะยาว และการถูกทอนกำลังจากเงื่อนไขของสนามรบ จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐที่อ่อนแอกว่า จะเป็นฝ่ายถูกบังคับให้ต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย

หรือในอีกด้านหนึ่ง ระยะเวลาของสงครามที่ยืดออกไปจะกลายเป็นโทษต่อกองทัพยูเครนเอง

ในทำนองเดียวกัน รัสเซียก็มั่นใจอย่างมากว่าด้วยความเหนือกว่าในเชิงปริมาณทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ยูเครนในความเป็นฝ่ายที่อ่อนแอกว่าจะเป็นฝ่ายแพ้ไปก่อนอย่างแน่นอน แม้ว่ายูเครนจะได้รับการสนับสนุนทางด้านอาวุธจากฝ่ายตะวันตก แต่รัสเซียก็เชื่อว่าสภาวะของการทอนกำลังในสนามรบจะทำให้การให้ความช่วยเหลือทางทหารกับยูเครน จะกลายเป็นภาระอย่างมหาศาลแก่รัฐตะวันตก จนในที่สุดประเทศเหล่านั้นอาจจะไม่สามารถแบกภาระเช่นนี้ได้อีกต่อไป และถ้าตะวันตกไม่ให้ความสนับสนุนแก่ยูเครนแล้ว กองทัพยูเครนจะไม่สามารถทำการรบได้อีกต่อไป หรือโดยนัยก็คือ กองทัพรัสเซียจะเป็นฝ่ายที่ชนะสงครามในที่สุด แม้จะต้องบอบช้ำอย่างมากกับการรบแบบทอนกำลังก็ตาม

สงครามทอนกำลังลากสถานการณ์สงครามยูเครนข้ามจากปีที่ 1 (2022) สู่ปีที่ 2 (2023) เข้าปีที่ 3 (2024) และต่อเนื่องเข้าปีที่ 4 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเกิดสภาวะของ “การยัน” (the stalemate) ในสนามรบ ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับสภาวะของสงครามสนามเพลาะในสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพของรัฐคู่พิพาทในสภาวะดังกล่าวจึงมีอาการ “อ่อนล้าและอ่อนแรง” อย่างมาก และมองไม่เห็นโอกาสที่จะได้รับชัยชนะข้างหน้าเท่าใดนัก

ความหวังที่จะได้ชัยชนะอย่างรวดเร็วของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนั้น ดูจะเป็นไปได้ยาก

สู้จนอ่อนแรง รบจนอ่อนล้า!

ในทางทหารนั้น การจะเปลี่ยนการยันให้เป็นการรุกเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง และเป็นที่รับรู้กันว่า ยูเครนจะชนะสงครามได้ จะต้องเปลี่ยนสถานะของฝ่ายตนในสนามรบให้ได้ เพราะหากการรบถูกลากต่อเนื่องไปในระยะยาวด้วยการรบแบบทอนกำลังแล้ว โอกาสแห่งชัยชนะน่าจะเป็นของทางฝ่ายรัสเซีย หรือกล่าวในมุมมองทางทหารได้ว่า ยูเครนจะบรรลุวัตถุประสงค์การสงครามได้ตามที่ต้องการ ก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนสภาวะในปัจจุบันของสงครามทอนกำลัง ไปสู่การเป็น “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Manoeuvre Warfare) เพื่อที่จะนำไปสู่การรบแตกหัก และนำมาซึ่งชัยชนะ

นอกจากนี้ สำหรับรัฐมหาอำนาจตะวันตกที่สนับสนุนการทำสงครามต่อต้านรัสเซียของยูเครน อาจจะไม่สามารถแบกรับภาระสงครามไปได้ในระยะยาว เพราะการรบที่รุนแรงและต่อเนื่องในรูปแบบของการทอนกำลังนั้น นอกจากจะทำให้เกิดการสูญเสียกำลังพลจำนวนมากแล้ว ยังจะทำให้เกิดความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากอีกด้วย การส่งอาวุธใหม่ตลอดรวมถึงการปรนนิบัติบำรุงระบบอาวุธเดิม ที่ต้องการอะไหล่อาวุธเป็นจำนวนมากนั้น อาจมีนัยโดยตรงของการเพิ่มงบประมาณทหารของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งก็จะเป็นข้อจำกัดในระยะยาวสำหรับยูเครน เพราะความช่วยเหลือทางทหารเช่นนี้อาจจะลดลงได้ในอนาคตภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองของประเทศนั้นๆ

อีกทั้งสิ่งที่ต้องการอย่างมากในการรบแบบทอนกำลัง คือการใช้กระสุนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ กระสุนปืนใหญ่ สภาวะเช่นนี้ไม่แตกต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่การบริโภคกระสุนในยุทธการแต่ละครั้ง ก่อให้เกิด “วิกฤตกระสุน” (ammunition crisis) และแน่นอนว่าความขาดแคลนกระสุนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เหนี่ยวรั้งปฏิบัติการทางทหารของรัฐคู่พิพาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย หรือคำตอบที่ตรงไปตรงมาในภาวะเช่นนี้คือ กองทัพรบไม่ได้โดยไม่มีกระสุนเพียงพอ

ฉะนั้น การจะรบได้นานในสงครามทอนกำลัง จึงมีนัยโดยตรงถึงความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมอาวุธในบ้านที่จะต้องสนับสนุนกระสุนให้ได้อย่างต่อเนื่อง หรือมิเช่นนั้นทางออกอีกแบบคือ การแสวงหาความสนับสนุนด้านอาวุธจากรัฐพันธมิตร ซึ่งเห็นได้ชัดถึงการต้องพึ่งพาอาวุธจากชาติพันธมิตรของยูเครน

ในทำนองเดียวกัน แม้รัสเซียจะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ แต่สนามรบที่ทอนกำลังในยูเครนนั้น ก็ทำให้กองทัพรัสเซียประสบกับความขาดแคลนอาวุธและกระสุนไม่แตกต่างกัน

คําตอบในอีกส่วนของสภาวะเช่นนี้สำหรับชาติพันธมิตรของรัฐคู่สงคราม จึงไม่ใช่เป็นประเด็นในมิติทางทหารเท่านั้น หากเป็นประเด็นที่ต้องการการตัดสินใจ เนื่องจากรัฐนั้นๆ จะต้องยอมรับการมี “พันธะทางการเมือง” ของการดำรงค่าใช้จ่ายทางทหารให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง การกระทำเช่นนี้ย่อมมีผลกระทบกับสภาวะการเมืองภายในของตนอย่างแน่นอน และหากดำรงสภาวะเช่นนี้ต่อไปมากกว่า 1-2 ปีแล้ว อาจทำให้เกิดเสียงคัดค้านการเข้าร่วมสงครามจากคนในสังคมอย่างแน่นอน

เงื่อนไขเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อชัยชนะของยูเครนอย่างแน่นอน เนื่องจากในทางการทหารแล้ว โอกาสที่ยูเครนจะเป็นฝ่ายชนะรัสเซียในสงครามทอนกำลังนั้น น่าจะเป็นไปได้ยาก ดังที่ได้อธิบายในข้างต้นแล้ว แม้จะมีข้อโต้แย้งในทฤษฎีการทหารว่า การใช้สงครามทอนกำลังซึ่งได้กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักในทางทหาร ที่ใช้สืบต่อกันมานับตั้งแต่การรบในดอนบาสในปี 2015 เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยูเครนไม่สามารถเปิดการรบใหญ่กับกองทัพรัสเซียได้ และการรบในแบบสงครามดำเนินกลยุทธ์อาจจะสร้างความเสียหายหนักให้แก่กองทัพยูเครน ซึ่งความเสียหายดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลยูเครนไม่สามารถดำรงสภาพของสงครามต่อไปได้ แต่ขณะเดียวกันการรบนานในแบบสงครามทอนกำลัง ก็ทำลายศักยภาพของรัฐในการทำสงครามอีกแบบ

ความฝันที่ยังต้องฝันต่อไป

กระนั้น ในอารมณ์ความรู้สึกของชาวยูเครนตั้งแต่คนเดินถนนทั่วไป จนถึงประธานาธิบดีเซเลนสกี ล้วนมีความหวังและความฝันที่ไม่แตกต่างกัน พวกเขาล้วนอยากเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ และแน่นอนว่าพวกเขาคาดหวังที่จะได้เห็นการรบแตกหักที่จะนำไปสู่ชัยชนะเด็ดขาด จนอาจกล่าวได้ว่าสิ่งนี้ คือความหวังของชาวยูเครนทุกคนมาอย่างยาวนานในการปลดปล่อยประเทศของตนออกจากการควบคุมของรัสเซีย

ความสำเร็จของการรุกตอบโต้ของกองทัพยูเครน (Counteroffensive) ในช่วงกลางปี 2022 ช่วยทำให้ความฝันเช่นนี้ดูเป็นจริงมากขึ้น โดยเฉพาะชาวยูเครนหวังว่าชัยชนะที่เกิดขึ้น จะทำให้รัสเซียไม่อาจใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการคุกคามยูเครนอีกต่อไป… ความฝันเช่นนี้แขวนอยู่กับความสำเร็จทางทหารในสนามรบ

แต่สงครามก็มีความโหดร้ายเสมอในเชิงอารมณ์ความรู้สึก เพราะการรุกตอบโต้ในปี 2023 และ 2024 ไม่ประสบความสำเร็จมากเช่นที่ปรากฏในปี 2022 และเป็นคำตอบในตัวเองว่าโอกาสที่จะรบชนะกองทัพรัสเซีย และผลักดันกองทัพรัสเซียให้ออกพ้นดินแดนของยูเครนทั้งหมด ซึ่งอาจรวมถึงการเอาไครเมียกลับคืนมาด้วยนั้น อาจไม่เป็นความจริงได้อย่างที่ฝัน เนื่องจากจากหลังจากความล้มเหลวจากการรุกใหญ่ในปี 2022 แล้ว กองทัพรัสเซียก็ปรับตัวอย่างมากเช่นกัน แม้จะต้องประสบกับการสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ฉะนั้น แม้กองทัพยูเครนจะ “สู้จนอ่อนแรงและรบจนอ่อนล้า” เพียงใดก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังมีความฝันที่จะเอาชนะกองทัพรัสเซียให้ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ทำเนียบขาวดูจะไม่ช่วยให้ความฝันดังกล่าว ใกล้ความจริงแต่อย่างใด!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (13) ยิ่งรบยาว ก็ยิ่งรบยาก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...