โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

อีคอมเมิร์ซไทยโตทะลุ 1 ล้านล้าน ห่วงรายย่อยเจอเงื่อนไขเพียบ นักวิชาการแนะแข่งขันเป็นธรรม

เดลินิวส์

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 08.11 น. • เดลินิวส์
เผยอีคอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่องทะลุ 1 ล้านล้าน แต่รายย่อยยังน่าเป็นห่วง เผยส่วนใหญ่การขายผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ โดย “TikTok” มีอัตราการเติบโตสูงกว่าหมื่นล้าน นักวิชาการแนะควบคุมแข่งขันเป็นธรรม หวั่นผู้ประกอบการไทยถูกกีดกันทางการค้า

ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 67 คาดว่ามีมูลค่าแตะ 1.1 ล้านล้านบาท เติบโตจากปี 66 ถึง 14% ซึ่งมีมูลค่า 9.8 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มพุ่งถึง 1.6 ล้านล้านบาท ภายในปี 70 จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นชินกับการซื้อขายออนไลน์ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแบรนด์สินค้าต่างๆ

ทั้งนี้เมื่อดูส่วนแบ่ง Shopee และ Lazada ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคไทยเลือกใช้สูงสุด 75% รองลงมา คือ Lazada 67% และ TikTok ที่ 51% แต่ TikTok ถือว่ามีความโดดเด่นและเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด S-Commerce ที่ผนวกความบันเทิงและการค้าผ่านคอนเทนต์วิดีโอ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าได้ทันทีจากคอนเทนต์ที่รับชม ส่งผลให้ ปี 67 ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุ ว่า TikTok มีรายได้ทะลุ 12,000 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเริ่มจดตั้งบริษัทในประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 และมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากผู้ค้ารายย่อยว่า TikTok จะเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่ในด้านค่าคอมมิชชันก็ถือว่าสูง รวมถึงไม่สามารถเลือกขนส่งเองได้ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการยังมีความกังวลจากจุดแข็งที่รวมโซเชียลมีเดียกับอีคอมเมิร์ซไว้ในแพลตฟอร์มเดียว อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เช่น การลดการมองเห็นคอนเทนต์ที่ลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มคู่แข่ง เป็นต้น

นายพรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การเติบโตของ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์ม S-Commerce ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เพราะเป็นการนำจุดแข็งมาผนวกกัน คือ ธุรกิจโซเชียลมีเดียเข้ากับอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มองว่าอาจเปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมผูกขาดหรือกีดกันการแข่งขันได้ง่ายขึ้น เพราะการที่แพลตฟอร์มควบคุมทั้งเนื้อหา การโฆษณา ระบบการชำระเงิน และขนส่ง อาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับผู้เล่นรายเล็กที่ไม่สามารถต่อรองอะไรได้มาก และสุดท้ายอาจต้องออกจากตลาด

“ประเทศไทยควรมีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่น การแยกบทบาทระหว่างโซเชียลมีเดียกับอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลอัลกอริธึมและค่าธรรมเนียมให้โปร่งใสมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างจากประเทศอินโดนีเซียที่เคยสั่งแบน TikTok Shop ชั่วคราวเพราะพบพฤติกรรมกีดกันคู่แข่งและตั้งราคาต่ำกว่าทุน ขณะที่สหภาพยุโรปเริ่มกำหนดให้ TikTok เป็น Gatekeeper ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) เพื่อจำกัดพฤติกรรมผูกขาดและเปิดตลาดให้แข่งขันอย่างเท่าเทียม คำถามสำคัญคือ ไทยจะเดินทางไหน จะปล่อยให้ตลาด S-Commerce ขยายตัวโดยไร้กติกา หรือจะเริ่มวางกรอบกำกับเพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ค้าอย่างสมดุล” นายพรเทพ ระบุ

ด้าน นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยเริ่มให้บริการจัดส่งสินค้าบน TikTok มาตั้งแต่กลางปี 67 แต่ก็ยังถือว่ามีส่วนแบ่งการตลาดต่ำมาก เพียง 1-2% เท่านั้น เนื่องจาก TikTok เลือกใช้บริการจากบริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น J&T Express เป็นหลัก ทำให้ไม่รู้ตัวเลขจริง เพราะ TikTok ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด สิ่งที่พอจะอ้างอิงได้คือการประมาณจากรายได้ของบริษัทขนส่งรายอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอีคอมเมิร์ซทั้งนั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...