กอบศักดิ์ ชี้หากไทยดีลภาษีต่ำกว่า 36% ไม่ได้ เงินเยียวยา 2 แสนล้านก็ไม่พอ
ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยเหลือเวลาแค่ 2 สัปดาห์เจรจาภาษีสหรัฐ ระบุไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีความเสียหาย เตือนหากไทยดีลภาษีต่ำกว่า 36% ไม่ได้ เงินเยียวยา 2 แสนล้านก็ไม่เพียงพอ ระบุกรณีแย่สุดต้องไม่เกิน 25%
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก “Dr.KOB” ระบุว่า ทางออกประเทศไทย !!! นับจากนี้ไปเรามีเวลาเหลืออีกแค่ 2 สัปดาห์ ที่จะต่อรองกับสหรัฐ หลายคนถามว่าประเทศไทยควรทำอย่างไร ? เราควรต่อรองอย่างไร ? ในการที่จะหาทางออกเรื่องนี้
“เราต้องเริ่มจาก “โจทย์” ต้องหาให้เจอว่าโจทย์ที่แท้จริงของไทยคืออะไร เพื่อนำไปสู่ “คำตอบ” ว่าเราควรทำอะไร ซึ่งโจทย์เรื่อง Tariffs ของไทยขณะนี้ จริง ๆ แล้ว ก็คือความเสียหายของชาติกำลังรออยู่ข้างหน้า”
“เราจะเสียหายน้อยที่สุดได้อย่างไร” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เราก็จะประสบความเสียหายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
- ความเสียหายต่อภาคส่งออก
- ความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจที่เราเคยปกป้องเอาไว้
- ความเสียหายต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทย
ซึ่งความเสียหายด้านที่สามอาจจะยังไม่ชัดในเวลานี้ แต่ในช่วงต่อไปทุกคนจะเห็นความเสียหายนี้ได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ยิ่งไทยรั้งท้ายสุดในกลุ่มประเทศหลักของอาเซียน มีอัตรา Tariffs ที่ 36% ขณะที่สิงคโปร์ 10% อินโดนีเซีย 19% เวียดนาม 20% ฟิลิปปินส์ 20% มาเลเซีย 25% (กำลังเจรจาเพิ่ม)
ส่วนคู่แข่งสำคัญอื่น ๆ เช่น อินเดียซึ่งใกล้เจรจาสำเร็จ น่าจะลดลงจาก 26% ซึ่งเป็นอัตรา ณ วันที่ 2 เมษายน
“ก็หมายความว่าเรามีทางเลือกไม่มาก ทางเลือกแรก-ถ้าเราละล้าละลัง เราคงจบที่ 36% ความเสียหายของเราในกรณีนี้จะอยู่กับภาคส่งออกที่ใหญ่เป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของ GDP แต่เนื่องจากภาคส่งออกใหญ่มาก การเยียวยาภาคการส่งออกทั้งหมดเป็นเรื่องที่ยากที่จะดูแลได้ งบประมาณที่ทุกคนพูดกันที่ 2 แสนล้านบาทอาจจะไม่พอ โดยรัฐบาลอาจจะต้องใช้งบประมาณเยียวยาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากลูกค้าเราเปลี่ยนไปใช้ Suppliers ในประเทศคู่แข่ง”
ยิ่งไปกว่านั้น Tariffs 36% จะสร้างความเสียหายต่ออนาคตของไทยอย่างหนัก เพราะขณะนี้ไทยกำลังต่อสู้อย่างเข้มข้นในเกมของการแย่งบริษัทยุคใหม่จากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งบริษัทในไทย มาช่วยเปลี่ยนฐานการผลิตของเราให้เข้าสู่โลกยุคใหม่
“ความจริงแล้วในเรื่องนี้เราเสียเปรียบเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่แล้ว เพราะเวลานักลงทุนพิจารณาเลือก Location เขามักจะบอกว่ากำลังดูอยู่ที่เวียดนาม อินโดนีเซีย โดยมีไทยติ่งท้ายเป็นอันดับที่ 3 แต่ด้วยอัตรา Tariffs 36% เทียบกับคู่แข่งที่ 19%-20% ในช่วงต่อไป บริษัทเหล่านี้คงพูดว่าอาเซียนน่าสนใจมาก เขากำลังพิจารณาเลือกระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซีย ถ้าจะมีประเทศที่สามก็คงเป็นมาเลเซีย”
ดร.กอบศักดิ์ชี้ว่า ไทยจะเริ่มออกจากเรดาห์ เริ่มถูกทุกคนทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีการผลิตที่จะเป็นฐานที่ดีให้รัฐจัดเก็บรายได้ ไม่มีอนาคตที่สดใส ความเสียหายรวมแล้วจะมากเกินกว่าที่เราจะรับได้ หมายความว่าเราต้องดิ้นรน ไม่ตกอยู่ในทางเลือกนี้ แล้วเราเหลือทางออกอะไร ทางออกที่เหลืออยู่ก็คือ “เข้าสู่การเจรจา” ยิ่งคู่แข่งเจรจาสำเร็จแล้ว เราก็ยิ่งถูกกดดันให้เข้าสู่การเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ นอกจากไปเจรจาแบบละล้าละลัง เรายังมีอีก 2 ทาง
ทางเลือกที่สอง-เสนอไปแบบเวียดนามและอินโดนีเซีย 0% และ Total Access และ Nontariff Barrier Free ซึ่งจะมีนัยยะกับทุกภาคส่วน แต่หากคิดว่าทางนี้เป็นการให้มากไป กระทบวงกว้างไป
ก็จะเหลือทางสายที่สาม-ทางสายกลาง เจรจา แต่ไม่ให้หมด เริ่มจากสูตรสำเร็จของเวียดนามและอินโดนีเซีย ประเภท 0% และ Total Access
แล้วถามตนเองว่าอะไรที่เราให้ไม่ได้จริง ๆ เอาออกไปจากโต๊ะเจรจา รับสภาพกับการที่ได้อัตราไม่ต่ำเท่ากับเวียดนามและอินโดนีเซีย ยอมสูงกว่าเล็กน้อย เพื่อแลกมากับการที่เราจะสามารถดูแลบางภาคส่วนที่เราคิดว่ายอมไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลคงต้องเลือกว่าจะมีอะไรบ้าง โดยมีเป้าที่ชัดเจนว่าจะต้องจบให้ได้ที่เท่าไร
“เรื่องนี้คิดว่าตัวเลขที่เราต้องพยายามให้ได้คือ 25% เพราะหากอัตรา Tariffs ลดลงมาเพียงเล็กน้อยที่ 30% ยังจะมีส่วนต่างกับคู่แข่ง 10-11% คงยากที่เราจะแข่งขันได้ ทั้งในเรื่องส่งออกและการดึงดูดการลงทุน แต่ถ้าจบได้ที่ 25% จะเหลือส่วนต่างประมาณ 5%-6% ให้เอกชนปรับตัว ภาคส่งออกโดยรวมก็จะยังไปได้ ความจำเป็นที่จะต้องเยียวยาภาคส่งออกก็จะน้อยลงมาก”
ส่วนการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศก็ยังจะไปได้เช่นกัน บริษัทที่กำลังเลือกในการลงทุน ก็จะยังไม่มองข้ามไทย โดยมีรัฐช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ทดแทนส่วนต่าง 5-6% ดังกล่าว ตั้งแต่พลังงาน กฎระเบียบ ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ให้ไทยยังน่าสนใจ
ในทางเลือกนี้ประเทศก็จะยังมีความเสียหาย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะบริหารจัดการได้ โดยความเสียหายต่อภาคส่งออกและอนาคตระยะยาวของไทยจะมีบ้าง แต่ไม่มากเกินไป ทั้งสองจะยังเป็นฐานให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ และนำรายได้มาเยียวยาภาคเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดให้สินค้าสหรัฐเข้ามาแข่งขันครั้งนี้
ส่วนเงินเยียวยาที่เตรียมไว้ 2 แสนล้านบาทน่าจะเพียงพอ และเมื่อกระบวนการปรับเปลี่ยนได้ดำเนินไป ความต้องการเยียวยาก็จะค่อย ๆ ลดลง ทางสายกลางนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่เราเสียหายน้อยที่สุดในระยะยาว
ส่วนเรื่องฐานทัพที่หลายคนพูดถึงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ถ้ามองจากกรอบนี้ ถ้ายอมก็จะกระทบกับการดึงดูดการลงทุน สร้างความเสียหายกับอนาคตของไทย เพราะเอกชนคงไม่อยากมาอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่จะขัดแย้ง เป็นเป้าหมายทางการทหาร ซึ่งเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ได้ระยะสั้น แต่เสียหายระยะยาว
คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กอบศักดิ์ ชี้หากไทยดีลภาษีต่ำกว่า 36% ไม่ได้ เงินเยียวยา 2 แสนล้านก็ไม่พอ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net