โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สำรวจผลกระทบกฎหมาย ‘Big, Beautiful Bill’ ของทรัมป์ ถอยห่างพลังงานหมุนเวียน-ไม่สนเป้าหมายโลกร้อน

THE STANDARD

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 14.02 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 14.02 น. • thestandard.co
สำรวจผลกระทบกฎหมาย ‘Big, Beautiful Bill’ ของทรัมป์ ถอยห่างพลังงานหมุนเวียน-ไม่สนเป้าหมายโลกร้อน

ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินหลากหลายนโยบาย ที่สวนทางกับแนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน และยิ่งชัดเจนมากขึ้นหลังจากทรัมป์ ได้ลงนามในกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่ ที่เรียกว่า ‘Big, Beautiful Bill’ หรือกฎหมายที่ใหญ่โตและสวยงาม

หนึ่งในสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการยกเลิกเครดิตภาษี หรือการให้แรงจูงใจทางภาษีสำหรับพลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมรดกนโยบายจากอดีตรัฐบาลโจ ไบเดน

การปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงานหมุนเวียน ของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่มีผลสำคัญต่อเป้าหมายลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ จากภาวะโลกรวนที่รุนแรง และอุณหภูมิโลกพุ่งสูงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

นักวิเคราะห์หลายคนกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่ตามมา ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่กระทบแค่สหรัฐฯ แต่ยังส่งผลถึงทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย

‘Big, Beautiful Bill’ สวนทางกระแสโลก

รศ. ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง หัวหน้าหน่วยวิจัย Sustainable Energy & Built Environment มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า วาระสำคัญในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของทรัมป์นั้น อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการเร่งด่วนของโลกในปัจจุบันในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายหลักของทรัมป์คือการรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน และทำให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามแนวนโยบาย Make America Great Again จึงทำให้ปัญหาโลกรวนนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาเขามากนัก โดยทรัมป์มองว่าเป็นเรื่องของโลกอนาคตที่เกินกว่าวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลือของเขาอีกราว 3 ปีครึ่ง และภาระนี้จะถูกผลักไปสู่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนถัดไป

กฎหมาย ‘Big, Beautiful Bill’ สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและนโยบายที่ทรัมป์ได้หาเสียงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แม้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเลือกเขามา ซึ่งแสดงถึงการเคารพในระบอบประชาธิปไตย แต่ รศ. ดร.บัณฑิต เข้าใจว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นกลางและนักวิชาการ ยังไม่เข้าใจนักถึงผลกระทบโดยละเอียดของมาตรการในกฎหมายนี้

เนื้อหาที่เป็นประเด็นของกฎหมาย ‘Big Beautiful Bill’ คือการยกเลิกมาตรการจูงใจทางภาษี หรือเครดิตภาษีเกือบทั้งหมด สำหรับพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act: IRA) ในยุคไบเดน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมุ่งเป้าไปที่มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของยานพาหนะ และมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงาน ซึ่งการผ่านร่างกฎหมายใหม่นี้ หมายความว่าการขยายตัวของระบบพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง

เช่นเดียวกับการขายรถยนต์ไฟฟ้าและการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน

โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ถึงจุดยืนของทรัมป์ที่สวนทางกับกระแสโลกที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และส่งเสริมพลังงานสะอาด

ผลกระทบต่อเป้าหมายลดโลกร้อนของสหรัฐฯ

จากการวิเคราะห์ของ Carbon Brief โดยใช้โมเดล REPEAT Project ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) พบว่าการยกเลิกเครดิตภาษีสำหรับพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้กฎหมายงบประมาณฉบับใหม่นี้ จะทำให้อัตราการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 7 พันล้านตัน ในปี 2030

การปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น 7 พันล้านตันนี้ เทียบเท่ากับประมาณ 4% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกในปัจจุบันในแต่ละปี หรือเท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซประจำปีของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก

โมเดล REPEAT ยังแสดงให้เห็นว่า นโยบายของทรัมป์จะยิ่งทำให้อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนของสหรัฐฯ ในปี 2030 ลดลงเพียง 3% จากระดับปัจจุบัน หมายความว่าการปล่อยก๊าซจะคงที่ แทนที่จะลดลง 40% ตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมายเดิมที่สหรัฐฯ เคยให้คำมั่นไว้ภายใต้ความตกลงปารีส (แต่ปัจจุบันทรัมป์ ได้ถอนสหรัฐฯออกจากข้อตกลงปารีสแล้ว) โดยจะส่งผลให้สหรัฐฯ พลาดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในปีนั้นประมาณ 2 พันล้านตัน คิดเป็นประมาณ 4% ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกในแต่ละปี

ขณะที่คาดว่า การยกเลิกเครดิตภาษีดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่วิกฤตระยะสั้นเรื่องการแก้ไขปัญหาภาวะโลกรวน โดยกฎหมายฉบับนี้อาจส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียการจ้างงาน ซึ่งค่าใช้จ่ายพลังงานของแต่ละครัวเรือนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 165 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 และมากกว่า 280 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2035

ส่วนหนึ่งของการเพิ่มราคาพลังงานนี้มาจากการยกเลิกเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าขายได้น้อยลงหลายสิบล้านคัน ในขณะที่รถยนต์สันดาปมีการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาก็สูงขึ้นตาม

ขณะที่การชะลอการก่อสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และลมในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งการไม่มีเครดิตภาษีเพื่อกระตุ้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ คาดว่าราคาไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 7% หรือราว 110 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 ซึ่งบางรัฐ เช่น รัฐไวโอมิง คาดว่าราคาไฟฟ้าอาจสูงขึ้นถึง 30% ในปีหน้า

ทั้งนี้ แม้บางโครงการพลังงานหมุนเวียนอาจถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีการสนับสนุน แต่ผู้พัฒนาจะต้องเผชิญกับนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาลทรัมป์ เช่น การหยุดอนุมัติโครงการฟาร์มกังหันลมของรัฐบาลกลาง

กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่สูญเสียไป มีแนวโน้มที่จะไม่ถูกแทนที่ด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด เนื่องจากปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ค้างมานานหลายปี

อย่างไรก็ตาม เครดิตภาษีสำหรับพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อนใต้พิภพยังคงอยู่ต่อไปจนถึงปี 2036 ซึ่งแม้ว่าโครงการเหล่านี้จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่การก่อสร้างก็ใช้เวลานาน

สหรัฐฯ หันหลังให้โลกรวน นานาชาติทำอย่างไร?

ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเดินหน้านโยบายที่สวนทางกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน รศ. ดร.บัณฑิต ชี้ให้เห็นถึงท่าทีที่แตกต่างกันของประเทศอื่นๆ โดยสหภาพยุโรป (EU) แสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน ด้วยการประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง 90% ภายในปี 2040 นับตั้งแต่ปีฐานที่ UN กำหนดไว้ คือปี 1990

ขณะที่ญี่ปุ่นก็ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะยังคงมุ่งมั่นสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ถึงแม้สหรัฐฯ จะถอนตัวจากความตกลงปารีส และไม่ดำเนินนโยบายลดก๊าซคาร์บอนตามเป้าหมายที่เคยให้คำมั่นไว้ ซึ่ง รศ. ดร.บัณฑิต มองว่าผู้นำของ EU อังกฤษ และญี่ปุ่น ไม่มีใครทำตามแนวทางของทรัมป์ และมั่นใจว่าทุกประเทศเหล่านี้เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี

รศ. ดร.บัณฑิต ยังมองว่า หากสหรัฐฯ ไม่ดำเนินนโยบายตามเป้าหมายลดก๊าซคาร์บอน จะยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เดินหน้าได้ยาก

“ยิ่งโลกใบนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ ยิ่งทำให้ทรัมป์ไม่มีทางเลือกอื่น และถ้ายังทำแบบนี้สหรัฐอเมริกาก็อาจจะเจ๊ง”

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ สวนทางนโยบายวอชิงตัน

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในสหรัฐฯ ณ ปัจจุบันดูย้อนแย้งกับสิ่งที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่

รศ. ดร.บัณฑิต ชี้ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกตอนนี้ เฉพาะในอากาศได้ทะลุระดับ 2 องศาเซลเซียสไปแล้ว เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งหากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นแค่ครึ่งถึง 1 องศา ก็จะส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรงและรวดเร็วขึ้น และทำให้น้ำระเหยมากขึ้นด้วย โดยวัฏจักรของน้ำ เมื่อระเหยแล้วจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และควบแน่นกลายเป็นฝน ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม

ช่วงที่ผ่านมาหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ก็เผชิญภัยพิบัติธรรมชาติที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ เช่น กรณีไฟป่าในลอสแอนเจลิส หรือภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรัฐเท็กซัสเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เป็นผลจากภาวะการแปรปรวนของสภาพอากาศ

รศ. ดร.บัณฑิต มองว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและเงินที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาที่สูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันจนอาจจะมีกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเพื่อลดปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน หรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน แต่เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยในสหรัฐฯ จะทำให้ทรัมป์สามารถดำเนินนโยบายตามที่เขาตั้งใจไว้ต่อไปได้ แต่ภาระในการรับมือกับผลกระทบจากโลกรวน จะตกไปอยู่ที่ประธานาธิบดีคนถัดไป

สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้จากสหรัฐฯ ในนโยบายพลังงาน

สำหรับคำถามว่าประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากกรณีของสหรัฐฯ ในเรื่องนโยบายพลังงานที่ถอยห่างจากเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

โดย รศ. ดร.บัณฑิต มองว่า การเมืองไทยกับแผนนโยบายพลังงานนั้นมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมากพอสมควร แต่หากไทยเรียนรู้จากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น EU ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย จะเห็นว่าคนที่ปรับตัวช้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือ Net Zero ในปี 2050 จะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

รศ. ดร.บัณฑิต ยกตัวอย่างการตัดสินใจที่ผิด เช่น การต่ออายุโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หมดอายุแล้ว ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้า Net Zero 2050 ได้

ขณะที่การตัดสินใจที่ล่าช้าจะทำให้เกิดปัญหา ‘คอขวด’ และท้ายที่สุดหากไม่มีการแก้ไขหรือรับมืออย่างถูกต้อง จะทำให้ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนสูงขึ้นมาก และอาจจะเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจนกระทั่ง ‘อยู่ไม่ไหว’

โดย รศ. ดร.บัณฑิต ย้ำว่า หน้าที่ของไทยตอนนี้คือการปรับตัวและแก้ไขเพื่อให้สามารถอยู่กับโลกร้อนได้ และต้องพยายามเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้อุณหภูมิโลกลดลง 1 จุดจากปัจจุบันนี้ภายในสิ้นทศวรรษนี้

“แม้ว่าเราจะหยุดการใช้ฟอสซิลและหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทันที อุณหภูมิก็ยังคงไม่ลดลง แต่อาจจะสูงขึ้นในอัตราที่ช้าลง” รศ. ดร.บัณฑิต

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...