โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ผยง"ชี้ไทยติดกับดักปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบแนะ3ทางออก"กระตุก-ประคอง-ปฎิรูป"

Manager Online

เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 07.03 น. • MGR Online

'ผยง ศรีวณิช'เปิดมุมมองปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เผยไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบสูงก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง แนะ 3 ทางออกเร่ง "กระตุก-ประคอง-ปฎิรูป" การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้คุ้มค่า ด้วยการ Target ให้ชัดเจน-ไม่เหมารวม พร้อมกับการเร่งยกระดับการสร้างรายได้-เพิ่มโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTB)กล่าวในงาน iBusiness Forum Decode 2025 : The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยว่าในมุมของภาคการเงิน-การธนาคารที่เป็นตัวสะท้อนให้เป็นภาพเศรษฐกิจของประเทศ หรือเป็นแบบจำลองโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะว่าระบบการเงินการธนาคารคือต้วกลางในการส่งผ่านทรัพยากรทางการเงินและสภาพคล่องให้ไปเป็นเลือดในการหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ หรือเป็นกลไกทางเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่วันนี้ศักยภาพของเรากำลังจะถูกท้าทายด้วยมาตรการภาษีตอบโต้ ซึ่งเราจะพูดถึงตัวเลขไม่ว่า 10% 36% หรือจะตกลงได้ที่ 20%หรือไม่ ก็คือการเจอกับความแน่นอน แล้วเราก็ต้องอยู่กับมัน และบนความไม่แน่นอนนั้นสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ภาคการเงิน-การธนาคารเรามีเม็ดเงินที่จะดู 2 ตัวคือกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ(FIF)จะเห็นว่าวันนี้มีกว่า 1.33 ล้านล้านบาทที่เงินลงทุนออกไป แปลว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1 ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนกว่า -10% ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ +9% กว่า ก็จะเห็นว่าเม็ดเงินสภาพคล่องเหมือนตัวน้ำที่วิ่งไปตามกลไกตลาดโลก เราอยู่ตลาดแบบทุนนิยม เราฝืนกลไกนี้ไปไม่ได้"

ส่วนการลงทุนโดยตรงของบริษัทไทยไปต่างประเทศรวมในปีที่ผ่านมาก็กว่า 7 ล้านล้าน ก็แสดงว่ายังมีสภาพคล่อง แต่ถ้าดูโครงสร้างตลาดทุนในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ Price Book Value ค่าเฉลี่ยทั้งตลาดเพียง 1.1 เท่า ขณะที่ 70%ของบริษัทในตลาดมี Price Book ต่ำกว่า 1% สะท้อนปัญหาทางโครงสร้างของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งถ้าเรา Zoom in ปัญหาในประเทศ คือการมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% และได้นำไปสู่ผลข้างเคียงอื่นๆอีกมากมาย

"48% นี่ถือว่าสูงที่สุดในโลกระดับ TOP เลย นำไปสู่แรงงานนอกระบบถึง 51% นำไปสู่ผู้เสียภาษีในระบบเพียง 11-12 ล้านคน ขณะที่มีการเรียกร้องสวัสดิการทางสังคมอีกถึงกว่า 68 ล้านคน บวกกับเอกชนทื่้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรายเล็กเพียง 26% โดยจากการวิจัยเศรษฐศาสตร์จุฬา 34% ครัวเรือนไทยเป็นหนี้นอกระบบ หนึ่งครัวเรือนมีหนี้นอกระบบ 9.19 หมื่นบาท เป็นหนี้นอกระบบ 13.4% และเป็นหนี้ในระบบ 86.6% รวมแล้วเท่ากับ 104% แต่ถ้าดู Gross debt ตัว Total จะเป็นประมาณ 117% เกิดขึ้นจากอะไร ก็คือคนที่เป็นลูกหนี้นอกระบบเป็นเจ้าหนี้นอกระบบไปพร้อมๆกัน หรือเป็นลูกหนี้ในระบบไปพร้อมๆกัน ภาพนี้บอกอะไร บอกว่ากล้ามเนื้อของประเทศไทยต้องอาศัยกลไกนอกระบบ กลไกในระบบไปไม่ถึง เป็นภาพที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย"

ซึ่งผลข้างเคียงที่ตามมาจากที่ธนาคารโลกทำไว้ก็คือ 1.รายได้ต่ำ 2.ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง ทำให้รับแรงกระแทกจากปัจจัยต่างๆได้ต่ำ 3. การกำกับดูแลและธรรมาภิบาลด้อยกว่า 4.ผลิตภาพอยู่ในระดับต่ำ 5. Resilience ต่ำ และ 6.มีการพัฒนาด้านความยั่งยืนที่ช้า ดังจะเห็นได้เวลาที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ ก็ต้องมีการชดเชยเยียวยา ทั้งหมดเป็นการเอาทรัพยากรสาธารณะไปสู่การเยียวยา อย่างมาก ต่อเนื่อง และเป็นระยะเวลานาน เพราะประชากรของเราส่วนหนึ่งไม่มีความสามารถที่ยืดหยุ่น ทนทานกับภัยธรรมชาติและความเปราะบางทางสังคม-เศรษฐกิจ ขณะเดียวอัตราการคอรัปชั่นก็จะสูงล้อไปกับเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเป็นคริปโต และทองคำ ซึ่งมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ถือเป็นอีกเรื่องที่คณะกรรมการร่วม3สถาบัน(กกร.)ก็มีความกังวลและเป็นอีกความท้าทายที่นอกเหนือจากภาษีตอบโต้ เพราะกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การผลิตหรือระบบเศรษฐกิจจริงที่จับต้องได้ และไปกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงคือภาคส่งออกจากเงินบาทที่แข็งค่า

ดังนั้น ในสภาวะที่เราติดกับดักแบบนี้ต้องเดิน 3 ส่วนไปพร้อมกัน ท้้งมาตรการกระตุก โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ครัวเรือน หรือหนี้ SME แล้วก็ประคองกลุ่มที่ยังไปได้แต่ได้รับผลกระทบเฉียบพลันจากภาษีตอบโต้ และสามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ปฏิรูป ต้องแยกแยะกลุ่มให้ชัดเจน เพราะว่าทรัพยากรไม่ได้อย่างไม่มีวันหมด แต่ละกลุ่มมีความต้องการทรัพยากรที่ต่างกัน อย่าเหมาเข่ง เหมารวม หรือใช้ทรัพยากรสาธารณะที่มีอยู่จำกัดอย่างไม่คุ้มค่า อุตสาหกรรมที่เราควรสนับสนุน ทักษะที่ประเทศหรือแรงงานที่ต้องการต้องมี และการจ้างงานที่มีรายได้ก็จะนำสู่รายได้รัฐมีให้รายได้เช่น ตอบโจทย์เรื่องทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต ก็คือต้องสามารถเป็นสิ่งที่จะช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำ คนที่ต้องการการประคอง และเร่งสร้างกล้ามเนื้อใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน

"กับดักเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำใหเราโตในศักยภาพต่ำอยู่แล้ว ยังโดนกดด้วยโควิดฯ แล้วตอนนี้เรากำลังโดนกดด้วยภาษีตอบโต้จากสหรัฐณฯ ทุกครั้งที่โดนกด มันจะสูญเสียทรัพยากรไปเยอะมาก แล้วถ้าเราใช้อย่างไม่ระมัดระวังและไม่ได้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ก็จะเสียไปอย่างน่าเสียดาย ในส่วนมาตรการกระตุก ระบบธนาคารพาณิชย์-ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีมาตรการคุณสู้ เราช่วย หวังว่าจำนวนลูกหนี้จะสามารถเข้ามาเร่งใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ท้าทายคือโครงสร้างทรัพยากรที่ออกแบบมาเน้นไปที่คนที่มีหนี้อยู่ในระบบ ไม่รวมแม้กระทั่งนอนแบงก์ที่อยู่นอกระบบ แต่ประเทศมีหนี้นอกระบบอยู่จำนวนมาก เพราะฉะนั้น การมีข้อมูลที่เชื่อมโยงและเป็นข้อเท็จจริงที่เราสามารถมาขบคิดออกนโยบายสาธารณะได้อย่างเชื่อมโยงถูกจุด ไม่ระยะสั้น ประคับประคอง เยียวยา เร่งสร้างในสิ่งที่ต้องปฏิรูปด้วยเป็นสิ่งสำคัญ"

ส่วนการที่จะยกระดับรายได้ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจ อันแรกคือจะต้องเร่งเสริมสร้างทักษะ ดึงคนเข้าสู่ระบบการศึกษาที่สามารถนำไปสู่การจ้างงาน การขับเคลื่อนด้วยกลไกกยศ.สามารถทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในวัยทำงานหรือไม่ นโยบายสนับสนุนการลงทุนต้องปกป้องผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างเท่าเทียม ถูกจุด ,การเร่งให้ตัวช่วยกับผู้ประกอบการในประเทศใช้ทรัพยากรในประเทศใช้การจ้างงานในประเทศเป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ การผลักดันการมีส่วนร่้วมของภาครัฐ-เอกชนหรือในการตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาด้านนวัตกรรม เพื่อนำมาใช้ด้านเทคโนโลยีและข้อมูลที่จำเป็น

"ประเทศเรายังต้องมีการลงทุนอีกมาก เพดานหนี้สาธาณะที่ 70%คงต้องปรับ แต่จะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นไปทำอะไร เป็นสิ่งที่เราต้องมาช่วยกันทบทวน อย่างที่ว่าในวิกฤติมีโอกาส ตอนนี้ในช่วงที่ประเทศไทยเจอหลายปัญหาถาโถมแต่ก็เป็นโอกาสที่จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้โอกาสนี้เลย"

ทั้งนี้ เร่งผลักดันเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้าสู่ระบบนั้น มองว่าในโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ-ตลาดทุนต้องมีสิ่งจูงใจ แล้วก็ทำให้กลไกภาครัฐเอื้อให้เข้าถึงได้สะดวกและรวดเร็วและเป็น one stop Service และต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีเพื่อเป็นกลไกในการแปรผันทรัพยากรให้ไปสู่จุดที่ควรจะเป็น เร่งสร้างกล้ามเนื้อและวิธีการสนับสนุนควรจะเร่งมองในลักษณะห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้ได้ประโยชน์กับทรัพยากรในประเทศและบุคลากรในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสุดท้ายการบังคับใช้กฎหมายต้องอยู่บนหลักนิติธรรม ซึ่ง OECD มองว่าประเทศไทยการออกกฎหมายก็ไม่ได้แย่ แต่ที่ท้าทายคือการบังคับใช้ที่ไม่เป็นไปตามความมุ่งหวัง ลดดุลยพินิจของภาครัฐ เร่งการใช้เดต้าและนำเทคโนโลยีมาใช้แทน

"โดยสรุปก็คือมาตรการต้องTarget มากๆ เชื่อมโยงในเชิงห่วงโซ่อุปทาน และมาตรการเหล่านั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้เงิน ต้องกลับไปทบทวนงบประมาณปี 69 หรือไม่ในเรื่องของการใช้ และหนี้สาธารณะต้องถูกเพิ่มเพดาน แต่จะนำมาใช้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราใช้เงินส่วนนี้ไปมากกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนทำให้ทรัพยากรมีเหลือน้อยในการนำมาปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วน ภาคเอกชน ภาคประชาชน ก็ต้องมาร่วมเติมเต็มในสิ่งที่เราเห็นภาพ สร้างองค์ความรู้ความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นการมองวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส"

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...