มือถือใกล้ฉัน ! TRUE - AIS ศึก 2 ยักษ์ใหญ่พลิกโฉม ผงาดคุมอาณาจักรโทรคมนาคม
ตอกย้ำด้วยผลการประมูลคลื่นความถี่ 5G และ 4G ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2568 ที่ใช้เวลาประมูลอย่างรวดเร็ว 78 นาทีเท่านั้น เริ่มต้นเวลา 09.30 น. และสิ้นสุดเวลา 10.48 น. โดยเคาะประมูล 2 ครั้งเท่านั้น ผลสรุป TRUE คว้าไป 2 ย่าน คือ 2300 และ 1500 MHz ส่วน AIS ได้ย่านเดียว คือ 2100 MHz ในขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมการประมูล ทำให้ภาพรวมราคาประมูลจบรวมทั้งสิ้น 41,274 ล้านบาท (เป็นราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ผลประมูลคลื่นความถี่ที่ สำนักงาน กสทช.จัดขึ้น ล่าสุด ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ระบุว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช. มีมติ "รับทราบ" ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz / 1500 MHz / 2100 MHz และ 2300 MHz โดยจะรับรองผลการประมูลในวันที่ 2 ก.ค.2568
- คลื่นความถี่ ย่าน 2100 MHz บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) บริษัทย่อย ของ AIS คว้าไปครอง ได้รับการจัดสรรชุดคลื่นความถี่จำนวน 3 ชุด ในช่วงความถี่ 1965-1980 MHz คู่กับ 2155-2170 MHz ราคาสุดท้าย 14,850 ล้านบาท จากราคาขั้นต่ำที่ 4,500 ล้านบาท
- คลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (Truemove H) บริษัทย่อยของ TRUE คว้าไปครอง ได้รับการจัดสรรชุดคลื่นความถี่ จำนวน 7 ชุด ในช่วงความถี่ 2300-2370 MHz ราคาสุดท้าย 21,770 ล้านบาท จากราคาขั้นต่ำที่ 2,596.15 ล้านบาท
- ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 1500 MHz บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด คว้าไปอีกหนึ่งคลื่น ได้รับจัดสรรชุดคลื่นความถี่ จำนวน 4 ชุด ในช่วงความถี่ 1452-1472 MHz ราคาสุดท้าย 4,653.96 ล้านบาท จากราคาขั้นต่ำที่ 1,057.49 ล้านบาท
หลังจากนี้สภาพตลาดโทรคมนาคมจะเป็นอย่างไร ระดับการผูกขาดในตลาดรุนแรงแค่ไหน จากการมี "ผู้เล่น" ยักษ์ใหญ่ในอาณาจักรตลาดโทรคมนาคมเพียง 2 รายเท่านั้น ที่ครอบครองคลื่นความถี่ 5G และ 4G ให้บริการครอบคลุมทั้งโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตและบริการด้านเทคโนโลยีอื่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ และที่สำคัญส่งผลต่อผลประโยชน์ "ผู้บริโภค" มีความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ทั้งอัตราค่าบริการและคุณภาพในการให้บริการ
ข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทย
- True-Dtac ที่ปัจจุบันควบรวม และเปลี่ยนชื่อ เป็นแค่ True อย่างเดียวแล้ว มีจำนวน 49.4 ล้านเลขหมาย (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2567)
- AIS มี 45.7 ล้านเลขหมาย (ข้อมูล ณ ไตรมาส 1 ปี 2568)
ซึ่งผลจากการประมูลทำให้ ภาพรวมขณะนี้ “TRUE" กลายเป็นผู้ให้บริการที่มี "จำนวนย่านคลื่นความถี่" มากที่สุดในไทยและครบวงจร คือ 8 ย่านความถี่ ครอบคลุมทุกย่านตั้งแต่ต่ำ กลาง ไปจนถึงสูง
ส่วน "AIS" เป็นผู้ให้บริการ ที่มี "ปริมาณรวมของคลื่นความถี่" (Total Spectrum) มากที่สุด หากนับรวมคลื่น 26 GHz ด้วย คือ 1200 MHz (True มี 1000 MHz)
คลื่นความถี่ 2300 และ 1500 ของ TRUE และ 2100 MHz ของ AIS มีศักยภาพสูงมากอย่างไร จนทำให้ ทั้ง 2 ค่ายทุ่มประมูลด้วยราคาสูงถึง 41,274 ล้านบาท
ทำไม คลื่น 850 MHz ถึงไม่มีผู้สนใจประมูล
- ข้อจำกัดด้านเทคนิค เป็นย่านคลื่นต่ำ (Low-band) แม้ทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางได้ดี และครอบคลุมพื้นที่กว้าง แต่แบนด์วิดท์น้อย ส่งข้อมูลได้ช้ากว่าคลื่นย่านกลาง-สูง ไม่เหมาะกับบริการความเร็วสูง อย่าง 5G และอุปกรณ์รองรับน้อยลง
- ไม่มีความได้เปรียบเชิงธุรกิจในระยะยาว คลื่น 850 MHz เป็นคลื่นที่มีโครงสร้างพื้นฐานล้าหลัง ต้นทุนอัปเกรดสูง หากจะนำมาใช้กับ 4G หรือ 5G ต้อง ลงทุนใหม่ เกือบทั้งหมด ทำให้ต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับคลื่นใหม่ที่มีแบนด์วิดท์สูงกว่า นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอื่นที่คุ้มค่ากว่า
- พฤติกรรมผู้ใช้งานเปลี่ยนไป ผู้บริโภคยุคนี้เน้นการใช้งานดาต้า เช่น สตรีมมิ่งวิดีโอ HD, เกมออนไลน์, AR/VR ทำให้ความต้องใช้ คลื่นย่านกลาง-สูง ที่ให้ความเร็วสูงและแบนด์วิดท์กว้างกว่าเป็นที่ต้องการ
อย่างไรก็ตามคลื่น 850 MHz ไม่ใช่ "ไร้ประโยชน์" แต่ไม่เหมาะกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของโอเปอเรเตอร์ ในยุค 5G ที่เน้นบริการความเร็วสูง-แบนด์วิดท์กว้าง ผู้ประกอบการจึงไม่ให้ความสนใจ แม้คลื่นจะครอบคลุมกว้างและเคยใช้งานมาก่อน
หากต้องการใช้ในบางพื้นที่ห่างไกลหรือเป็นคลื่นสำรองในโครงข่าย อาจมีการใช้ในอนาคต แต่ไม่ใช่ "ตัวเลือกหลัก" ของการแข่งขันเชิงพาณิชย์ในยุค 5G
การที่ TrueMoveH เครือ TRUE คว้าคลื่นความถี่ 2300 MHz และ 1500 MHz มานั้น นับเป็นประโยชน์มาก ต่อ True และลูกค้า เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ 4G และ 5G คลื่น 2300 MHz เป็นคลื่นย่านกลางที่มีแบนด์วิดธ์ (เข้าใจง่ายๆ เปรียบเหมือนโครงข่ายถนน) กว้างถึง 70 MHz ช่วยเรื่องการรับส่งข้อมูลได้อย่างมหาศาล ทำให้การดาวน์โหลด อัปโหลด และการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยรวมเร็วขึ้นและเสถียรขึ้น
ซึ่งจะช่วยรองรับการใช้งานดาต้าที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในเมืองและนอกเมือง และที่สำคัญทำให้ TRUE มี Spectrum Portfolio (ชุดคลื่นความถี่) ที่ครอบคลุมและครบวงจรมากที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งหมด 8 คลื่นความถี่ (ทั้งคลื่นความถี่ต่ำ-กลาง-สูง) รองรับการเติบโตของเทคโนโลยี 5G, AI, IoT และเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ ในอนาคต
TRUE มีทั้งหมด 8 ย่าน คือ
- คลื่นความถี่ต่ำ: 700 MHz, 900 MHz
- คลื่นความถี่กลาง: 1500 MHz, 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz, 2600 MHz
- คลื่นความถี่สูง: 26 GHz
นัยยะสำคัญจากผลประมูลครั้งนี้ คือ ทำให้ True ได้เปรียบในการบริหารจัดการต้นทุนระยะยาว จากต้นทุนเฉลี่ยต่ำลง
สำหรับ AWN เครือ AIS ได้คลื่น 2100 MHz เพิ่มมาอีก 1 ย่าน เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้รองรับปริมาณผู้ใช้และเพิ่มความเร็วในการให้บริการได้ดีขึ้น
เมื่อรวมกับคลื่นอื่นๆ ที่ AIS มีอยู่แล้ว เช่น 700, 900, 1800, 2600 MHz และ 2300 MHz (ที่เช่าจาก TOT) จะทำให้ AIS มีคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และเพียงพอต่อการให้บริการ 4G และ 5G ที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ เป็นข้อได้เปรียบ ทำให้ AIS มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น ลดปัญหาจุดอับสัญญาณ
การครอบครองคลื่นย่านความถี่กลาง (Mid Band) ที่รวมคลื่นกันได้ ทั้ง 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz และ 2600 MHz เป็นคลื่นที่มีแบนด์วิดธ์กว้าง ให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูง เหมาะสำหรับการใช้งานดาต้าในพื้นที่ที่มีความหนาแน่น เช่น ใจกลางเมือง ห้างสรรพสินค้า หรือแหล่งชุมชน สำหรับการใช้งานที่ต้องการความเร็วสูงสุดและความหน่วงต่ำมากๆ เช่น การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมากในพื้นที่จำกัด, Smart Factory, AR/VR, การผ่าตัดทางไกล หรือการใช้งานในสถานีรถไฟฟ้า/สนามบิน
AIS มีทั้งหมด 7 ย่านความถี่ คือ
- คลื่นความถี่ต่ำ: 700 MHz, 900 MHz
- คลื่นความถี่กลาง: 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz, 2600 MHz
- คลื่นความถี่สูง: 26 GHz
จากผลการประมูลคลื่นความถี่ 3 ย่าน 1500 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz ที่เพิ่งเกิดขึ้น โดยมี TRUE กับ AIS เป็นผู้ชนะการประมูลทั้งหมด ใช้เวลาประมูลเพียง 78 นาที และเคาะประมูล 2 ครั้งเท่านั้น หากพิจารณาในมิติของผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะเสียเปรียบมากขึ้นในหลายๆ ด้าน และได้รับการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายอย่างหนัก แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ สภาของผู้บริโภค ก็ยื่นศาลปกครองขอระงับการจัดประมูลแล้ว ด้านสหภาพฯ NT ได้ไปปักหลักอยู่หน้า กสทช. คัดค้านในระหว่างที่ สนง.กสทช.จัดประมูลกันเมื่อวาน (29 มิ.ย.68) หรือแม้แต่ นักวิชาการ หรือ สส.พรรคประชาชน อย่าง "ไอซ์ รัชนก" สส.ลิซ่า-ภคมน ต่างก็เคยทักท้วงเช่นกันถึงภาพรวมการจัดประมูล และแนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
แนวโน้มความเสี่ยง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
การแข่งขันที่ลดลงอย่างชัดเจน
ตลาดผูกขาดมากขึ้น การที่ผู้ชนะประมูลคลื่นความถี่เป็นเพียงสองรายใหญ่ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าตลาดโทรคมนาคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ Duopoly หรือการมีผู้เล่นหลักเพียงสองราย การแข่งขันในอดีตที่เคยมีผู้ให้บริการสามรายลดลงไปมากแล้วจากการควบรวม TRUE-DTAC และการประมูลครั้งนี้ยิ่งทำให้การแข่งขันลดน้อยลงไปอีก
ไม่มีแรงจูงใจในการแข่งขันราคา เมื่อมีคู่แข่งน้อยราย ผู้ให้บริการอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันด้วยการลดราคาหรือเสนอโปรโมชันที่ดุดันเหมือนเมื่อก่อน เพราะลูกค้ามีทางเลือกจำกัด ทำให้มีแนวโน้มที่ ค่าบริการจะสูงขึ้น หรือโปรโมชันที่เคยคุ้มค่าจะลดน้อยลงคุณภาพบริการและการพัฒนานวัตกรรม
การลงทุนพัฒนาอาจชะลอตัว หากไม่มีแรงกดดันจากการแข่งขัน ผู้ให้บริการอาจไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะเร่งลงทุนในการพัฒนาโครงข่ายให้ครอบคลุมและมีคุณภาพสูงสุด หรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง
บริการหลังการขาย การแข่งขันที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของบริการหลังการขาย หรือการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า เนื่องจากผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลงในการเปลี่ยนค่ายการจำกัดทางเลือกและอิสระของผู้บริโภค
โปรโมชันและแพ็กเกจ ผู้บริโภคอาจพบว่าแพ็กเกจหรือโปรโมชันที่นำเสนอมีความหลากหลายน้อยลง และอาจต้องยอมรับเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการกำหนด โดยไม่มีอำนาจในการต่อรองมากนัก การเข้าถึงบริการเสริม ผู้ให้บริการอาจเชื่อมโยงบริการเสริมต่างๆ เช่น คอนเทนต์ หรือแพลตฟอร์มพิเศษเข้ากับแพ็กเกจของตนเอง ซึ่งจำกัดทางเลือกในการเข้าถึงของผู้บริโภค
โดยรวมแล้ว การที่ตลาดโทรคมนาคมไทยเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย อาจทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในภาวะ "จำยอม" ที่ต้องใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีอยู่ โดยปราศจากอำนาจในการต่อรองและทางเลือกที่หลากหลาย ซึ่งในที่สุดแล้วอาจนำไปสู่การเสียเปรียบทั้งในด้านราคา คุณภาพ และโอกาสในการเข้าถึงบริการที่ดีที่สุดในระยะยาว อาจเกิดการการจำกัดนวัตกรรมและผู้เล่นรายใหม่ (New Entrants) ทำให้ตลาดขาดพลวัตและโอกาสในการพัฒนาในระยะยาว
จะรับมือและแก้ปัญหาแนวโน้มนี้ อย่างไร ได้บ้าง ?
บทบาทของ "กสทช." เป็นหน่วยงานกำกับดูแล มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการออกมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เช่น
การกำกับดูแลราคา กำหนดเพดานราคาหรือมาตรการควบคุมราคาเพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม
การกำกับดูแลคุณภาพบริการ กำหนดมาตรฐานคุณภาพบริการและบังคับใช้ให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตาม
ส่งเสริมการแข่งขัน อาจพิจารณามาตรการส่งเสริมผู้เล่นรายย่อย หรือสร้างกลไกที่ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริงในอนาคต
หลังจากการประมูลคลื่นความถี่ในวันนี้ที่ AIS และ TRUE ได้คลื่นไป สถานการณ์ตลาดโทรคมนาคมยิ่งตอกย้ำการมีผู้เล่นหลักเพียงสองราย ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง อยู่ในภาวะ "จำใจ" ยอมรับ สภาพ และมีความเสี่ยงที่จะเสียเปรียบมากขึ้น หากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มแข็งจาก กสทช. เพื่อสร้างสมดุลในตลาดและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งกสทช. จะต้องมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและสร้างกลไกที่ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
รายงานพิเศษ : ภัทราพร ตั๊นงาม / ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส
ภาพ : ปัญญา อินสอาดผล / ช่างภาพ ไทยพีบีเอส