อียู จัดไทย ‘ความเสี่ยงต่ำ’ ทำลายป่าน้อยลง เปิดทางส่งออก 7 สินเกษตรสู่ยุโรปง่ายขึ้น
The Bangkok Insight
อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 03.55 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 03.55 น. • The Bangkok Insightอียู จัดไทย "ความเสี่ยงต่ำ" ทำลายป่าน้อยลง เปิดทางส่งออก 7 สินเกษตรสู่ยุโรปง่าย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ถูกจัดในระบบ Benchmarking ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อประเทศตามระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ การผลิตสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ภายใต้มาตรการสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR)
อียูจัดไทยอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ
โดยประเทศไทย ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk Country) เช่นเดียวกับ สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และบรูไน กล่าวคือ สินค้าที่ส่งออกจากประเทศกลุ่มนี้ไปยังสหภาพยุโรปจะมีขั้นตอนในการยื่นข้อมูล เอกสาร หรือการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งเพาะปลูกหรือพื้นที่เก็บเกี่ยววัตถุดิบ ตามข้อกำหนดของ EU เข้มงวดน้อยกว่าประเทศที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางและสูง
ทั้งนี้ การจัดระดับประเทศตามความเสี่ยงภายใต้มาตรการ EUDR แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk Country) กลุ่มประเทศความเสี่ยงปานกลาง (Standard-Risk Country) และกลุ่มประเทศความเสี่ยงสูง (High-Risk Country)
กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าไปตลาดโลก 10,998.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปตลาด EU 694.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.31% ของสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปโลก
การที่ไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศ Low-Risk ภายใต้ EUDR ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนด้านการตรวจสอบเอกสารและเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาด EU
สินค้าเกษตรส่งออกยุโรปง่ายขึ้น
สำหรับมาตรการ EUDR มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการซื้อสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงรับมือการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าทั่วโลก ทั้งที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมายและจากการขยายตัวทางการเกษตร
ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ วัว ไม้ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ และยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าดังกล่าว
โดยผู้ประกอบการในประเทศต่าง ๆ จะต้องแสดงข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับตามระดับความเสี่ยงที่ได้รับการจัดกลุ่มประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะต้องแสดงรายงานดังกล่าวให้กับหน่วยงานของ EU ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย (SMEs) จะต้องแสดงรายงานตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลก การที่ไทยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้สินค้าไทยขยายตลาดในยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ส่งออกโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 หนุนภาวะเศรษฐกิจการคลัง เดือนเม.ย.
- เศรษฐกิจการคลังเดือนก.พ. ส่งออก-ท่องเที่ยวขยายตัว จับตานโยบายสหรัฐ กระทบเศรษฐกิจไทย
- เศรษฐกิจการคลังเดือน ม.ค. 2568 ส่งออกขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ท่องเที่ยวโตต่อเนื่อง
ติดตามเราได้ที่