โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลุบหลบภัย 40 ปี VS เขี้ยวเล็บใหม่กัมพูชา ชาวบ้านแนวชายแดนปลอดภัยแค่ไหน?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 09.06 น.

แม้วันนี้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้จุดปะทะช่องบก จ.อุบลราชธานี จะเริ่มผ่อนคลายจากการปรับกำลังของทหารกัมพูชาที่ถอยร่นกลับไปที่ตั้งเดิมทำให้ชาวบ้านเริ่มกลับมาทำมาหากินตามปกติ แต่ในขณะเดียวกันชาวบ้านยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์เร่งนำกระสอบทรายมาเสริมแนวบังเกอร์ หรือ หลุมหลบภัยในพื้นที่ให้แน่นหนา

บังเกอร์ในพื้นที่ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี คือบังเกอร์เก่าอายุกว่า 40 ปี ที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งสมัยสมรภูมิช่องบก

ในช่วงปี 2528-2530 ซึ่งกองทัพเวียดนามได้รุกคืบเข้ามาในบริเวณชายแดนไทยหลังโค่นล้มเขมรแดง นับจากวันนั้นพื้นที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่สงบสุขจนกระทั่งเกิดเหตุปะทะในพื้นที่ช่องบกจนนำมาสู่ความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ

ขณะที่ชาวบ้านปรับแนวบังเกอร์โบราณอายุกว่า 40 ปี มาใช้ในการป้องกันภัยจากสภาวะสงคราม แต่หากประเมินศักยภาพของกัมพูชากลับพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อครั้งปี 2554 ที่กองทัพกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวด BM-21 ใส่ชุมชนไทยในพื้นที่หมู่บ้านภูมิซรอล ใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาพพระวิหาร จ.ศรีษะเกษ ทำให้บ้านเรือน โรงเรียนเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย และ เสียชีวิต 1 ราย

สมบูรณ์ พลยา ชาวบ้าน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีเปิดเผยความรู้สึกว่ายังไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ชายแดน เพระาลึก ๆ มองว่าฝั่งกัมพูชาจะไม่ยอมง่าย ๆ ทำให้ทุกวันนี้ไม่กล้าไปทำมาหากิน ทำไร่ทำนาเหมือนภาวะปกติ ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวงว

"ทางบ้านเราก็เตรียมความพร้อมเก็ข้าวของ เอกสารสำคัญ รอฟังแค่เสียงปืนดัง ก็พร้อมหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่ส่วนตัวก็ไม่อยากให้เกิดสงคราม" ชินพรรณ ย้ำถึงความกังวล

ขณะที่นางสา วิลานันท์ ชาวบ้าน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กล่าวว่าภาวนาให้การประชุม JBC ระหว่างไทย-กัมพูชา ในวันที่ 14 มิ.ย. นี้ทั้งสองประเทศจะสามารถเจรจากันได้ และจบลงด้วยสันติ ไม่เกิดเป็นสงครามเที่ยวที่ 3 เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมาทำให้ชีวิตไม่เป็นปกติ "สงครามมันคือความหดหู่ การอพยพไปอยู่ที่อื่นมันแสนทรมาน โดยเฉพาะการกิน การอยู่ การใช้ชีวิตต่าง ๆ มันลำบาก อยากให้เกิดความสันติ ไม่อยากใ้เกอดสงครามอีก" สา เล่าถึงความรู้สึกเมื่อต้องเผชิญสภาวะสงครามในอดีต

เพจ Thai armed force วิเคราะห์ว่ากองทัพกัมพูชามีการเสริมเขี้ยวเล็บด้วยอาวุธที่ทันสมัย ซึ่งทำให้การรบภาคพื้นมีวิสัยการยิงที่ไกลขึ้น โดยยุทโธปกรณ์ใหม่ของกัมพูชาประกอบด้วย

1.ปืนใหญ่อัตตาจร SH-1

ขนาด: 155 มม. ลำกล้อง 52 คาลิเบอร์ (มาตรฐาน NATO)

ระยะยิง: 30–53 กม. (ขึ้นกับชนิดกระสุน)

คุณสมบัติเด่น: ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการยิง, ติดตั้งบนรถ WS5252 6x6 เคลื่อนที่เร็ว

เทียบไทย: ใกล้เคียงกับ CEASAR และ ATMG ของกองทัพบกไทย

2. จรวดหลายลำกล้อง Type 90B / RM-70 / BM-21

ขนาด: 122 มม. จำนวน 40 ท่อยิง

ระยะยิง: 20–40 กม.

ลักษณะการใช้งาน: ใช้ยิงทำลายล้างพื้นที่ในปริมาณมาก ราคาถูก และผลิตง่าย

ข้อสังเกต: หากได้รับเพิ่มเติมจำนวนมาก จะเพิ่มประสิทธิภาพเชิงยุทธวิธีได้ชัดเจน

เทียบไทย: ใกล้เคียงกับระบบ SR4

3. จรวดหลายลำกล้อง PHL-03

ขนาด: 300 มม. จำนวน 12 ท่อยิง

ระยะยิง: 70–130 กม.

หัวรบ: มีทั้งแบบไม่นำวิถีและนำวิถี (เช่น BRE3, FD140A)

พิสัยทำลาย: ครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 420 ไร่

ติดตั้งบน: รถบรรทุก 8x8 ความเร็วสูง เคลื่อนที่ได้ดี

เทียบไทย: ยังไม่มีระบบเทียบเท่าโดยตรงในกองทัพไทย (ใกล้เคียง DTI-1G แต่ยังไม่ประจำการ)

4. จรวดต่อสู้อากาศยาน KS-1C

พื้นฐาน: HQ-12 จากจีน

ระยะยิง: 70 กม. / เพดานยิงสูงสุด 25 กม.

ระบบนำวิถี: เรดาร์ H-200

เป้าหมาย: โดรนและอากาศยานหลากหลาย

เทียบไทย: ใกล้เคียงระบบของกองทัพอากาศไทย, ส่วนกองทัพเรือไทยมี FK-3 (รุ่นพัฒนาจาก HQ-22)

แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าบังเกอร์อายุ 40 ปี ในพื้นที่ใกล้แนวปะทะช่องบกจะสามารถป้องกันอานุภาพจากยุทโธปกรณ์กัมพูชาได้มากน้อยแค่ไหน แต่ชาวบ้านยืนยันว่ามีบังเกอร์หลบภัยย่อมดีกว่าไม่มี แต่แน่นอนว่าแผนรับมือที่ปลอดภัยที่สุด คือ การอพยพประชาชนออกจากแนวปะทะและพิสัยการยิงของอาวุธข้าศึก ซึ่งในพื้นที่เริ่มมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง

ทว่าการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามไม่อาจประเมินวันเวลาได้แน่นอน เห็นได้จากกรณีของหมู่บ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ ในปี 2554

ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่าการไม่เกิดสงครามย่อมดีกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าสิ่งที่จะทำให้สามรถรับมือกับเหตุไม่คาดฝันได้คือความพร้อมจากการตื่นตัว รวมถึงประสบการณ์สงครามของคนเก่าแก่ที่เคยผ่านสมรภูมิช่องบกเมื่อกว่า 40 ปีก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...