โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ดีลการค้า" แลกมาด้วยความเสี่ยง สินค้า 2 ชาติ สหรัฐฯ-จีน ไหลเข้าประเทศ "Twin Influx"

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 01.00 น.
ความเสี่ยงจากดีลการค้า สินค้า 2 ชาติไหลเข้าประเทศ

ความเสี่ยงจาก "ดีลการค้า" ที่มากกว่า "ภาษี"

ทำความรู้จักกับ ‘Twin Influx’ การที่สินค้าที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศพร้อมๆ กันถึงสองทาง คือ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา และจากประเทศจีน เป็นความเสี่ยงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในประเทศไทย และอีกหลายประเทศโดยเฉพาะอาเซียน จุดเริ่มต้นสำคัญของความเสี่ยงนี้ และคือ การประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นไปยังคู่ค้าจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ หรือ Reciprocal Tariff เพื่อหวังลดการขาดดุลการค้า และทำให้ชาติต่างๆ กลุ่มต่างๆ วิ่งเข้าหาเพื่อขอเจรจาการค้า ต่อรองให้มีการลดภาษี โดยยอมแลกกับหลายสิ่ง

เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย 2 ชาติอาเซียนที่บรรลุดีลการค้าสำเร็จ ได้ลดภาษีทรัมป์เหลือ ที่ 20 % และ 19 % จากเดิม 46 % และ 32 % แต่ต้องยอมแลกด้วยการเปิดเสรีตลาด หรือเก็บภาษีสินค้าอเมริกันที่อัตรา 0% ขณะที่ประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ ที่ 36% และเร่งเจรจาต่อรองด้วยเงื่อนไขคล้ายกับ 2 ชาติอาเซียน คือ ยอมแลกเสรีตลาด หรือภาษี 0 % กับสินค้าจากสหรัฐฯ หลายรายการ แต่ย้ำว่ามีการดูแลไม่ให้กระทบกับภาคการผลิตของไทย หรือไม่กระทบต่อคนไทย เน้น Win-Win ได้ประโยชน์ 2 ฝ่าย ภายใต้เส้นตายที่ภาษีนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 สิงหาคม 2025

ข้อมูลจาก วิจัยกรุงศรี หรือ Krungsri Research

ประเมินกรณีเลวร้าย : หากประเทศไทยต้องเสียภาษีให้แก่สหรัฐฯ สูงถึง 36% เราอาจต้องสูญเสียมูลค่าการส่งออกในระยะยาวถึง 1.62 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า คาดว่าจะติดลบ - 7.5% , อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า (-6.1%), สินค้าผลิตอื่น ๆ (เช่น ไม้ กระดาษ การพิมพ์ และเฟอร์นิเจอร์) (-4.8%), อาหารและเครื่องดื่ม (-3.2%) และ ยางและพลาสติก (-2.1%) โดยภาคส่วนเหล่านี้ส่งออกไปยังสหรัฐฯเป็นหลักสูงสุดถึง 35% จากตลาดโลก และเมื่อรวมทั้งหมดแล้วคิดเป็น 13.6% ของ GDP ของไทยในปี 2566

ประเมินกรณีปิดดีลสำเร็จ : หากประเทศไทยเราสามารถปิดดีลกับสหรัฐฯได้สำเร็จ และเป็นไปตามความคาดของรัฐบาลไทย คือ ลดการเรียกเก็บภาษีเหลือเพียง 20% ตามทิศทางภูมิภาค โดยไทยยอมแลก เรียกเก็บภาษี 0% จากสินค้าสหรัฐฯ คาดว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อการส่งออกของไทยได้ถึง 9.3 เท่า คาดว่าจะสูญเสียการส่งออกลดลง เหลืออยู่ที่ 1.74 หมื่นล้านบาท จาก 1.62 แสนล้านบาท เมื่อโดนภาษี 36%

อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรี มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เป็นผลกระทบด้านลบที่สำคัญ ที่ต้องจับตาและเฝ้าระวัง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "การหลั่งไหลสองทาง (Twin Influx)" แม้จะช่วยลดปัญหาการส่งออกได้ แต่การเปิดเสรีตลาดในประเทศ จัดเก็บภาษี 0% ให้สินค้าจากสหรัฐฯ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่สินค้าอเมริกันจะพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล และจะกระทบกับเศรษฐกิจในระยะยาวได้

หากเราเปิด"เสรีตลาด"ให้แก่สหรัฐฯ : วิจัยกรุงศรี Krungsri Research คาดการณ์ว่าในระยะยาว สินค้าจากสหรัฐฯจะพุ่งขึ้นกว่าเดิมจากติดลบ จะบวกไปถึง 27% หรือ 1.88 แสนล้านบาท แต่ที่สำคัญ ที่น่าห่วงที่สุด คือ สถานการณ์ "การหลั่งไหลสองทาง Twin Influx " ซึ่งหมายถึงการที่สินค้าจากสหรัฐฯ ทะลักเข้ามาไทยพร้อมๆ กับการหลั่งไหลของสินค้าจีน ที่หลั่งไหลเข้าสู่ไทยและอาเซียนอยู่แล้วก่อนหน้านี้และจะมีเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งจากการผลิตเกินอุปทานในภาคการผลิตของจีน และภาษีทรัมป์ที่กดดันไปยังจีน หรือกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนนั่นเอง

ประเทศไทยต้องตั้งรับและเตรียมพร้อม กับสินค้าหรือภาคส่วนในไทยที่เสี่ยงกลายเป็นเหยื่อ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการนำเข้าเหล่านี้ แบ่งเป็นสินค้าจากสหรัฐ กลุ่มที่หนักสุด ก็คือ ภาคเกษตรและอาหารและเครื่องดื่ม ที่อาจจะทะลักหรือหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 155% เกษตรกรรม 134% ยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง 74% สิ่งทอเครื่องหนังและรองเท้า 50% ยางและพลาสติก 43%

"สินค้าจากประเทศจีน" ที่มีความเสี่ยง ทะลักเข้าสู่ไทยมากกว่าเดิม ได้แก่ เหมืองแร่ และเหมืองหิน 29% ยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง 18% เกษตรกรรม 13% โลหะและอโลหะ 11% อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า 11 %

นอกจากนี้ “Twin Influx” อาจจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่มีการจ้างงานถึง 28.6% ของกำลังแรงงานในปี 2567

ทั้งนี้ล่าสุด หลังจากที่สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงการค้าปรับลดภาษี Reciprocal Tariffs ระหว่างกันในเบื้องต้น พบว่าการส่งออกจีนในเดือนมิถุนายนที่่ผ่านมา กลับมาเติบโตขึ้นครั้งแรกอยู่ที่ 5.8% การส่งออกจากจีนไปอาเซียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่งที่ 16.8% โดยจีนส่งออกมาไทยเติบโตสูงสุดในอาเซียนอยู่ที่ 27.9%

การส่งออกของไทยนับตั้งแต่ต้นปีทีผ่านมา มีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมากจากการที่ประเทศต่างๆเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อหนีภาษีทรัมป์ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าการส่งออกของไทยเดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.4 % ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับตั้งแต่มีนาคม 2565 และถือเป็นมูลค่าการส่งออกรายเดือน สูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยการส่งออกขยายตัวเร่งขึ้นในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และตลาดรอง อาทิ ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา

รัฐบาลยืนยันว่าดีลภาษีกับสหรัฐฯ ยึดหลัก "Win-Win"

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาภาษีกับทางการสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียมพร้อมการออกมาตรการเพื่อดูแลผู้ประกอบการที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้มีเม็ดเงินจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 157,000 ล้านบาท จากงบประมาณปี 2568 ที่กันไว้สำหรับดูแลผู้ประกอบการที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง จากเฟสแรกวงเงิน 10,000 ล้านบาท และยังมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่นำมาดำเนินการได้อีก 40,000-50,000 ล้านบาท รวมกับงบประมาณปี 2569 ที่อยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกลี่ยเพื่อจัดงบประมาณรับมือผลกระทบมากขึ้น พร้อมเตรียมการให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและซัพพลายเชนการส่งออกตลาดสหรัฐวงเงิน 200,000 ล้านบาท

เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุว่าเตรียมแผนเยียวยาไว้ แบ่งเป็น 2 สมมติฐาน คือ สมมติฐานแรก ไทยถูกเรียกเก็บภาษี 36% และสมมติฐานสอง ไทยถูกเรียกเก็บภาษี 20% เทียบเท่าเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ โดยพิจารณาว่ามีสินค้าประเภทไหนได้รับผลกระทบบ้างในระดับใด ซึ่งทั้งหมดจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงแค่ผลเจรจาว่าที่สุดแล้วจะออกมาอย่างไร พร้อมดำเนินการ

ความท้าทายกำลังเกิดขึ้นแล้วกับเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าผลการเจรจาระหว่างไทยและสหรัฐฯ จะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม การค้าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ภายใต้ผู้นำของสหรัฐฯ ที่ชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ทุกคนต้องตั้งรับ เตรียมพร้อม และปรับตัวตามให้ทันท่วงที

อ้างอิง : https://www.krungsri.com/th/research/research-infographic/twin-influx-2025


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...