ย้อนสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ขัดแย้งกันมาตั้งแต่ชาติปางไหน?
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพุ่งสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2025
ในภาพจำของหลายคน อิหร่านคือศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐฯ ที่มักปะทะกันในประเด็นต่าง ๆ มากมาย ทั้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง และการแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐฯ
เรามาย้อนดูกันว่า จุดเริ่มต้นความขัดแย้งของทั้งสองประเทศเริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน?
1953: สหรัฐฯ หนุนรัฐประหารในอิหร่าน
โมฮัมหมัด โมซาดเดก นายกรัฐมนตรีอิหร่าน ที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย มีแผนจะเข้ายึดบริษัทน้ำมันแองโกล-อิหร่าน ซึ่งมีอังกฤษควบคุมหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทดังกล่าว
การเคลื่อนไหวของโมซาดเดกทำให้อังกฤษโกรธแค้น สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) จึงสนับสนุนอังกฤษในการก่อรัฐประหาร และสนับสนุนให้อดีตผู้นำที่ถูกโค่นอำนาจอย่าง โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี กลับมามีอำนาจอีกครั้งในฐานะพระเจ้าชาห์
ประเทศอิหร่านหลังจากนั้นมีความสัมพันธ์อันดีประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ
1957: นิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ต้องการให้อิหร่านมีพลังงานนิวเคลียร์เพื่อพลเรือน จึงขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ
ทั้งสองประเทศได้ลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์สำหรับการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
หนึ่งทศวรรษต่อมา สหรัฐฯ ได้จัดหาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และยูเรเนียมให้กับอิหร่านเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งความร่วมมือด้านนิวเคลียร์นี้เอง ที่กลายมาเป็นพื้นฐานของปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน-สหรัฐฯ ในปัจจุบัน
1979: การปฏิวัติอิสลาม
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แน่นแฟ้นรุ่งเรือง ชาวอิหร่านจำนวนมากเริ่มคร่ำครวญภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของพระเจ้าชาห์ และต่อต้านอิทธิพลที่มากเกินไปของตะวันตกที่มีต่อธุรกิจของพวกเขา
การประท้วงปฏิวัติเริ่มสั่นคลอนประเทศในช่วงปลายปี 1978 และทำให้พระเจ้าชาห์ต้องหนีออกนอกประเทศในเดือน ม.ค. 1979 โดยนักวิชาการอิสลามที่ถูกเนรเทศอย่าง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนนี ได้ขึ้นปกครองสาธารณรัฐอิสลามในฐานะผู้นำสูงสุด
1980: สหรัฐฯ ตัดสัมพันธ์ทางการทูต
หลังจากที่สหรัฐฯ รับพระเจ้าชาห์มาลี้ภัยและรับการรักษามะเร็ง นักศึกษาอิหร่านได้บุกเข้าไปในสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน และลักพาตัวชาวอเมริกัน 52 คนเป็นเวลา 444 วัน สหรัฐฯ จึงตัดสัมพันธ์ทางการทูตและคว่ำบาตรอิหร่าน ส่วนพระเจ้าชาห์เสียชีวิตระหว่างลี้ภัย
1980-88: สหรัฐฯ สนับสนุนการรุกรานอิรัก
หลังจากที่อิรักรุกรานอิหร่านภายใต้การนำของ ซัดดัม ฮุสเซน ผู้ซึ่งกระตือรือร้นที่จะต่อต้านอุดมการณ์ของคาเมเนอี สหรัฐฯ เลือกเข้าข้างอิรัก ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้น เกิดสงครามที่ดำเนินไปจนถึงปี 1988 และมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนทั้งสองฝ่าย อิรักยังใช้อาวุธเคมีกับอิหร่านด้วย
1984: รัฐสนับสนุนการก่อการร้าย
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โรนัลด์ เรแกน ประกาศให้อิหร่านเป็น “รัฐผู้ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย” อย่างเป็นทางการ หลังจากอิหร่านโจมตีเลบานอนหลายครั้ง และในการโจมตีครั้งหนึ่งที่ฐานทัพทหารในกรุงเบรุต มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 241 นาย ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นฝีมือ ฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มอิสลามชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา เรแกนได้ร่วมมือกับอิหร่านลับหลังเพื่อปลดปล่อยตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกฮิซบอลเลาะห์จับตัวไว้ เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผย จึงกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่สำหรับเรแกน
1988: เครื่องบินอิหร่านแอร์ถูกยิงตก
ท่ามกลางความตึงเครียดในสงครามและแม้กระทั่งการโจมตีเรือรบของกองทัพทั้งสองฝ่ายในอ่าวเปอร์เซียโดยตรง เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้บุกเข้าไปในน่านน้ำอิหร่านและยิงใส่เครื่องบินพลเรือนของอิหร่านแอร์ เที่ยวบิน IR655 ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปดูไบเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ผู้โดยสารและลูกเรือรวม 290 คนเสียชีวิต
รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นความผิดพลาด โดยไม่ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการหรือแสดงความรับผิดชอบ แต่ได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นจำนวน 61.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
1995: มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
ระหว่างปี 1995 ถึง 1996 สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านมากขึ้น จากนั้นยังมีคำสั่งของประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้ห้ามบริษัทของสหรัฐฯ ไม่ให้ทำธุรกิจกับอิหร่าน ในขณะที่รัฐสภาได้ผ่านกฎหมายลงโทษนิติบุคคลต่างชาติที่ลงทุนในภาคส่วนพลังงานหรืออาวุธของอิหร่าน
2002: ผลพวงจากเหตุการณ์ 9/11
หลังจากเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2002 ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้กล่าวในการแถลงนโยบายประจำปีว่า อิหร่านเป็นส่วนหนึ่งของ “แกนแห่งความชั่วร้าย” ร่วมกับอิรักและเกาหลีเหนือ
2013: ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน
ระหว่างปี 2013 ถึง 2015 ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้เริ่มการเจรจากับอิหร่าน จนในปี 2015 อิหร่านยอมตกลงลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งจะจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการผ่อนปรนการคว่ำบาตร
2018: ทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์
ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรกของ โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2018 และกลับมาคว่ำบาตรอิหร่าน อิหร่านจึงยกเลิกพันธกรณีของฝั่งตน และเริ่มผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเกินขีดจำกัดที่ข้อตกลงกำหนดไว้
2020: ผู้นำ IRGC ถูกลอบสังหาร
ในช่วงดำรงตำแหน่งวาระแรกของทรัมป์ สหรัฐฯ ได้สังหารนายพล กัสเซม โซไลมานี ผู้นำกองกำลังคุดส์ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ในกรุงแบกแดดด้วยการโจมตีด้วยโดรน
2025: สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน
ในเดือน มี.ค. ทรัมป์ได้ส่งจดหมายถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสนอการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ใหม่ที่มีกำหนดเส้นตาย 60 วัน แต่คาเมเนอีปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเจรจากับอิหร่าน แต่ต้องการเรียกร้องจากอิหร่านมากกว่า
ต่อมาการเจรจาเริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการในโอมานและอิตาลี ทรัมป์อ้างว่า ทีมของเขาใกล้บรรลุข้อตกลงแล้วหลังจากการเจรจาหลายรอบ และเตือนอิสราเอลไม่ให้โจมตี แต่อิหร่านยืนกรานในสิทธิการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ทำให้การเจรจาหยุดชะงัก
จากนั้นในวันที่ 13 มิ.ย. อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน 1 วันก่อนการเจรจารอบที่ 6 ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และความขัดแย้งส่อเค้าขยายวงเมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์สำคัญ 3 แห่งในอิหร่านเมื่อวันที่ 21 มิ.ยง โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัย
เรียบเรียงจาก Al Jazeera
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ ต้องอยู่ไกลแค่ไหนถึงจะหนี “ระเบิดนิวเคลียร์” พ้น?
“ช่องแคบฮอร์มุซ” คืออะไร? สำคัญแค่ไหนต่อเศรษฐกิจของทั้งโลก?
เปิดไทม์ไลน์ปฏิบัติการ “มิดไนต์แฮมเมอร์” สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านโดยไม่มีใครรู้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ขัดแย้งกันมาตั้งแต่ชาติปางไหน?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com