นักวิเคราะห์ชี้ ‘เอเชีย’ เจ็บหนัก หากอิหร่าน ปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ จริง
The Bangkok Insight
อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 03.30 น. • The Bangkok Insightการที่เอเชียต้องพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง ทำให้มีความเสี่ยงสูง ต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน และก๊าซที่สำคัญ และขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายการตอบโต้ของอิหร่าน
นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า เป็นที่ถกเถียงกันมานานหลายทศวรรษแล้วว่า อิหร่านจะสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีการขนส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติราว 20% ของโลก ได้หรือไม่ หากเกิดความขัเแย้งขึ้นมา
ปัจจุบัน ผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ และผู้ค้ารายอื่น ๆ กลับมาตั้งคำถามนี้อีกครั้ง หลังจากที่รัฐสภาอิหร่านอนุมัติให้ปิดช่องแคบดังกล่าว หลังจากที่สหรัฐโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
แม้คณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ยังคงต้องตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องนี้ แต่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล พุ่งขึ้นมามากกว่า 5% แล้ว ในช่วงเช้าวันนี้ (23 มิ.ย.) อยู่ที่ระดับเกือบ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะปรับลดลงเล็กน้อย มาอยู่ในระดับต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ก่อนหน้านี้ วาเอล ซาวาน ซีอีโอเชลล์ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ เคยกล่าวในการประชุมสุดยอดพลังงานของญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ช่องแคบแห่งนี้เป็น เส้นเลือดใหญ่ที่พลังงานของโลกไหลผ่าน หากเส้นเลือดใหญ่อุดตันด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการค้าโลก
บรรดานักวิเคราะห์ ต่างชี้ว่า เศรษฐกิจเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการปิดช่องแคบนี้ เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำมันดิบ ที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ราว 80% ของน้ำมันดิบเกือบ 15 ล้านบาร์เรล ที่ขนส่งผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละวัน กระจายอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งนักวิเคราะห์จากไรสตัด เอเนอร์ยี ระบุว่า เอเชียจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการขาดแคลนการส่งออกน้ำมันดิบ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลของไรสตัด เอเนอร์ยี บอกด้วยว่า ในปี 2568 น้ำม้นมากกว่าครึ่งหนึ่ง ที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ ส่งไปที่จีน และอินเดีย ในแง่ของปริมาณ
"ก่อนหน้านี้ ปริมาณน้ำมันดิบที่ขาดหายไป อาจถูกแทนที่ด้วยน้ำมันดิบจากรัสเซีย ไนจีเรีย เวเนซุเอลา แองโกลา และสหรัฐ แต่ความซับซ้อนในประเทศเหล่านี้ ทำให้ทางเลือกเหล่านี้ทำได้ยากขึ้น"
เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เป็น 2 ผู้นำเข้ารายใหญ่ สำหรับน้ำมันดิบที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นสัดส่วนรวมกันประมาณ 24% ของปริมาณน้ำมันดิบทั้งหมดที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย มาเลเซีย ปากีสถาน และเวียดนาม ที่ต่างนำเข้าน้ำมันดิบ ที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ในปริมาณมาก
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เช่น น้ำมันเบนซิน และดีเซล ซึ่งราว 60% ของปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อยู่ในเอเชีย
ข้อมูลจาก ไรสตัด แสดงให้เห็นว่าเอเชียรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มากกว่า 80% เช่นเดียวกับน้ำมันดิบ
ส่วนข้อมูลจาก เคปเลอร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านสินค้าโภคภัณฑ์ แสดงให้เห็นว่า กาตาร์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 2 และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ใช้เส้นทางนี้ขนส่ง LNG ไปทั่วโลก
จีน และอินเดีย เป็นจุดหมายปลายทางหลักของการขนส่ง LNG ดังกล่าว โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ไปจนถึงปากีสถาน ก็นำเข้า LNG ที่ส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้เช่นกัน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- สถานทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ แจ้งปิดทำการ หลังสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในอิสราเอล
- ชาติเอเชีย แห่อพยพพลเมืองจาก 'อิสราเอล-อิหร่าน' หวั่นแนวโน้มสู้รบรุนแรง
- 'โดนัลด์ ทรัมป์' เปิดฉากสงคราม! ประกาศถล่มฐานนิวเคลียร์อิหร่านแล้ว
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg