โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยได้ BBB+ จาก S&P เครดิตยังดี แต่พายุข้างหน้าหนักในภาวะโตต่ำ หนี้พุ่ง กำลังซื้อหด

TODAY

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 02.45 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2568 เวลา 19.45 น. • workpointTODAY

หลังจากมีข่าวล่าสุดว่า S&P Global Ratings (S&P) รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และให้คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

ถ้าย้อนดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563–2567) ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองระดับ “มีเสถียรภาพ” หรือ Stable ต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงล่าสุด 2568

การวิเคราะห์ล่าสุดนี้ ถ้าดูประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นว่า มาเลเซียได้ A- ฟิลิปปินส์ได้ BBB+ อินโดนีเซีย BBB เวียดนาม BB+ สิงคโปร์ AAA ส่วนลาวและกัมพูชา (ไม่มีในรายงานล่าสุด)

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทำหน้าที่เหมือนคนคอยตรวจสอบคุณภาพสินค้า ถ้าความเสี่ยงต่ำสุดจะได้เกรด AAA ส่วนความเสี่ยงมากสุดก็จะได้เกรด D โดยอันดับความน่าเชื่อถือแบ่งเป็น Investment Grade หรือ กลุ่มน่าลงทุน (AAA ถึง BBB-) และ Speculative Grade หรือกลุ่มเก็งกำไร (BB+- ลงไปจนถึง D) แปลว่าเริ่มมีความเสี่ยงสูงไปจนถึงสูงมาก

และการมีสัญลักษณ์ + หรือ – ห้อยท้าย ก็เพื่อย่อยอันดับลงไป

วิธีดูอันดับความน่าเชื่อถือแต่ลประเทศใช้เกณฑ์เฉพาะในการประเมิน จากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจ การคลัง ความสามารถในการชำระหนี้ และเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อวัด “ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้” ของประเทศนั้นๆ

สรุปคือ

AAA: ความน่าเชื่อถือสูงสุด
AA / A / BBB: มีเสถียรภาพ มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง
BB / B: มีความเสี่ยงสูง
CCC หรือต่ำกว่า: ความเสี่ยงสูงมากหรือใกล้ผิดนัดชำระหนี้

สำหรับประเทศไทย ล่าสุด ‘พชร อนันตศิลป์’ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

S&P คาดว่า ในปี 2568 และ 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 2.3 และ 2.6 เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) คาดว่า ในช่วงปี 2568 2571 จะเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.8 ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per capita) ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นจาก 7,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 8,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

ภาคการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 26 จากปี 2566 ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2568 การเติบโตจะชะลอลงประมาณร้อยละ 1.9 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

S&P มองว่า รัฐบาลไทยจะยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยคาดว่าการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP)

หนี้ภาครัฐบาลสุทธิต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Net General Government Debt to GDP) คาดว่า ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.3 อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลอาจมีการนำเงินจากโครงการ Digital Wallet วงเงินประมาณ 157,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนโครงการลงทุนอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกและภาคธุรกิจจากความไม่แน่นอนของการค้าโลก

ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) แข็งแกร่ง เป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยคาดว่า ตั้งแต่ปี 2568 2571 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังคงเกินดุลเฉลี่ยร้อยละ 1.6 อีกทั้งประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita) และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง

นอกจากนี้ S&P ยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ

[ ห่วงสัญญาณเศรษฐกิจไทยยังแผ่วลง ธุรกิจเปิดใหม่น้อย ปิดกิจการเพิ่ม ]

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จากในประเทศระยะสั้น ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า สัญญาณเศรษฐกิจไทยช่วงข้างหน้าจะแผ่วลง GDP ครึ่งปีหลังอาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% การใช้จ่ายภาครัฐจะยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะการปรับแผนใช้จ่ายงบกลางค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนล้านบาทที่ยังเหลือ

อย่างไรก็ดี การผลิตยังสะท้อนความเปราะบาง อาทิ จำนวนธุรกิจเปิดกิจการในช่วง 4 เดือนแรกของปีหดตัว 4.4%YOY ขณะที่จำนวนธุรกิจปิดกิจการเพิ่มขึ้น 8.3%YOY ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับลดลง เครื่องชี้กิจกรรมภาคธุรกิจมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดบ้านและรถยนต์ ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มชะลอตัวตามการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีน บางธุรกิจจะเผชิญผลกระทบจาก China ininflux รุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ชี้ว่า การลงทุนภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง

สำหรับการส่งออกสินค้าจะกลับมาหดตัวหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้าตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. นอกจากนี้เครื่องชี้ภาวะการเงินที่ยังตึงตัว โดยเฉพาะรายย่อยที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยากจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภาคเอกชนให้ใช้จ่ายระมัดระวังขึ้น ในภาวะกำลังซื้ออ่อนแอและหนี้ครัวเรือนสูง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...