โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมควบคุมโรค เผย! ‘อีสานตอนล่าง’ ป่วย ’โรคไข้ดิน‘ แล้ว 147 ราย

อีจัน

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 15.38 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2568 เวลา 07.46 น. • อีจัน

น้ำ-ดิน สัมผัสผิวหนังแล้วอาจเป็นโรคนี้ได้!

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.68 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค ได้ออกมาประกาศพร้อมกับเตือนประชาชนเกี่ยวกับโรคที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ อย่าง “โรคไข้ดิน” หรือ “โรคเมลิออยด์” โดยระบุว่า

“สคร.9 นครราชสีมา เตือน เกษตรกรหรือผู้ที่ทำงานสัมผัสดินและน้ำโดยตรง ไม่ควรเดินลุยน้ำด้วยเท้าเปล่า หรือแช่น้ำเป็นเวลานานเพื่อป้องกันโรคเมลิออยด์ หรือโรคไข้ดิน ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ นาข้าว แปลงผัก สวนยาง และบ่อน้ำ หากต้องทำงานสัมผัสกับดินและน้ำที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน หรือมีบาดแผลขีดข่วน ควรสวมรองเท้าบูท สวมถุงมือยาง และกางเกงขายาว เพื่อป้องกัน เมื่อเสร็จภารกิจให้รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที และหากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 5 วัน ควรรีบพบแพทย์

ทั้งนี้ด้าน นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่า โรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เบอร์โคเดอเรีย สูโดมัลลิอาย พบได้ทั่วไปในดิน ในน้ำ นาข้าว ท้องไร่ สวนยาง ทั่วทุกภาคในประเทศไทย โดยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จับปลา ลุยน้ำ ปลูกแปลงผัก ทำสวนยาง จับปลา หรือลุยโคลน เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง

Legs in muddy of child walking in the sidewalk in the rice field
Legs in muddy of child walking in the sidewalk in the rice field

1.การสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อปนเปื้อน เชื้อจะสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลได้

2.การดื่มน้ำไม่สะอาดหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป หรือการสำลักน้ำที่มีเชื้อโรค

3.สูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อเจือปนอยู่เข้าไป หลังติดเชื้อประมาณ 1-21 วันจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย แต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภูมิต้านทาน

ซึ่งอาการของโรคนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะ จะมีความหลากหลายคล้ายโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น มีไข้สูง มีฝีที่ผิวหนัง มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ อาจติดเชื้อเฉพาะที่ หรือติดเชื้อแล้วแพร่กระจายทั่วทุกอวัยวะและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ทั้งนี้สถานการณ์โรคดังกล่าว ในเขตสุขภาพที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 19 พ.ค. 68 พบผู้ป่วยโรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยด์ จำนวน 147 ราย เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แยกเป็นรายจังหวัด ดังนี้

1. จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ป่วย 61 ราย อัตราป่วย 3.91 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 1 ราย

2. จังหวัดสุรินทร์ มีผู้ป่วย 37 ราย อัตราป่วย 2.73 ต่อประชากรแสนคน ไม่มีผู้เสียชีวิต

3. จังหวัดชัยภูมิ มีผู้ป่วย 16 ราย อัตราป่วย 1.50 ต่อประชากรแสนคน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

4. จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ป่วย 33 ราย อัตราป่วย 1.26 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 1 ราย

กลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุดคือ กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 55-64 ปี และ กลุ่มอายุ 45-54 ปี ตามลำดับ กลุ่มอาชีพที่ป่วยมากที่สุดคือ ชาวนา และเกษตรกร

ดังนั้น ในการป้องกันโรคไข้ดิน ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกหุ้มรองเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง สวมถุงมือยาง กางเกงขายาว หากมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ และอาบน้ำชำระร่างกายทันทีหลังจากทำงานหรือลุยน้ำ รวมถึงดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกทุกครั้ง หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยและรักษาทันทีตามอาการและความรุนแรงของโรค

อย่างไรก็ระวังกันด้วยนะคะ น้ำกับดินก็สามารถทำให้ตัวเราเป็นโรคหรือไม่สบายขึ้นมาได้แล้ว อันตรายมากๆเลยค่ะ

ที่มา:เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค https://ddc.moph.go.th/odpc9/news.php?news=52825&deptcode=

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...